เอาสมองของคนที่ใช้ AI มาสแกน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสมองกับ AI

เอาสมองของคนที่ใช้ AI มาสแกน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสมองกับ AI

AI อาจทำให้สมองของเราคิดยากขึ้นและอ่อนแรงลง (งานวิจัยจาก MIT)
.
The Diary of CEO เขาเอา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง สองคนนี้มาคุยกัน
.
คนแรก .Dr. Terry Sejnowski – นักประสาทวิทยาคำนวณระดับโลก ผู้บุกเบิก Neural Network และ Deep Learning
.
คนที่สอง Dr. Daniel Amen – จิตแพทย์สมองชื่อดัง ผู้ก่อตั้ง Amen Clinics และผู้เขียน Change Your Brain, Change Your Life
.
พวกเขามองยังไงกับ AI มีมุมไหนที่เราคิดไม่ถึงไหม
ใช้แบบไหนถึงจะฉลาดขึ้น และใช้แบบไหนจะฉลาดน้อยลง
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปุ๊ป ใน [8] ข้อนี้
.
[1] MIT Study กับ สมองหายไป 47%
.
เขาจับการทดลองกับนักศึกษา 54 คน จาก 5 มหาวิทยาลัยบอสตัน
[แบ่งเป็น 3 กลุ่ม: ใช้ ChatGPT / ใช้ Google / เขียนเอง]
4 เดือนต่อมา ตรวจ EEG พบว่า
– กลุ่มที่ใช้ AI พบว่า การเชื่อมต่อสมองหายไป 47%
-ความจำลดลง จำงานที่เขียนเองไม่ได้
-เริ่มรู้สึกว่างานไม่ใช่ของตัวเอง (ความเข้าใจในงานหายไป)
-แม้หยุดใช้แล้ว “Cognitive Debt” หรือ หนี้สมอง ยังคงอยู่
.
[2] Use it or Lose it (กฎเหล็กของสมอง) ใช้ไม่ใช้ก็หาย
.
– สมองของเราเหมือนกล้ามเนื้อถ้าเราไม่ใช้มันมากๆไม่คิดมันจะฝ่อลง
– AI = การยกดัมเบล 0.5 กิโลไปทั้งชีวิต
ผลคือ ไม่สร้าง Brain Reserve (ภูมิคุ้มกันสมองที่กันอัลไซเมอร์)
คนที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง = ภาวะสมองเสื่อมจะมาช้ากว่า
คนที่ไม่ชอบคิดเรื่องยากๆ หลีกเลี่ยง = ภาวะสมองเสื่อมจะ มาเร็วกว่า
.
(จะสังเกตุว่า ทำไมคนที่เลิกทำงานไป จะสมองเสื่อมไวกว่าตอนทำงาน)
.
[3] สมองของเราเติบโตผ่านความยากลำบาก
AI กำลังฝึกให้เราเลี่ยงการต้องมานั่งคิดเรื่องยากๆ
ผลคือความสามารถในการคิดเชิงลึกและความยืดหยุ่น (Resilience) ลดลง
.
Dr. Sejnowski บอกว่า “We embrace convenience before understanding the consequence.” – เราเลือกความสบายก่อนที่จะเข้าใจผลกระทบของความสบายนี้
.
[4] เด็ก = กลุ่มเสี่ยงที่สุด
การใช้ AI ตั้งแต่เล็ก = สมองสร้างการเชื่อมต่อน้อยลง
(ทำให้เขามีคิดว่าอะไรจะได้มาง่ายๆโดยไม่ต้องพยายามคิด)
-อดทนต่ำ ,ชอบทางลัด
– อารมณ์ไม่แข็งแรงพอรับความจริงของชีวิต
.
ปัจจุบัน ADHD (สมาธิสั้น) ถูกวินิจฉัยมากขึ้น
lifestyle, distraction, screens อาจเป็นตัวกระตุ้น
การเรียนรู้ที่ดีที่สุดยังคงเป็น: ผู้ใหญ่สอนตัวต่อตัวกับเด็ก
.
[ 5] การใช้ AI คุยแบบ Partner , AI Girlfriend ยิ่งทำให้สมองเราแย่ลง
.
– AI Partner มักจะเป็นคู่ที่ Perfect มากเกินไป > ทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงพังลง(เพราะไม่มีใครดีทุกอย่าง)
– สุดท้ายสร้าง ความโดดเดี่ยว + ความกังวล
(กับคนจริง และเริ่มรู้สึกไม่มีใครเข้าใจในตัวเรา)
– คล้ายโซเชียลมีเดีย ที่ตอนแรกเหมือนช่วย Connect กับคน แต่สุดท้ายทำให้สุขภาพจิตตกมากขึ้น
.
[6] Red Flag ว่าเราเริ่มใช้ AI จนสมองไม่เหมือนเดิมแล้ว (checklist)
– เปิด AI ก่อนกระดาษเปล่า จะเริ่มคิดเอง
– จำงานตัวเองไม่ได้
– ต้อง “ขอไอเดีย” ตลอดเวลา
– ขี้หงุดหงิดเวลาหาคำตอบอะไรไม่ได้
-อ่านสั้นลง, สไลด์เร็วขึ้น
(ถ้าใครอ่านบทความนี้มาถึงตรงนี้ยังรอด5555)
แต่ถ้าใครเอาบทความนี้ไปสรุปอีกที อันนี้เหนื่อยหน่อย
– ทำงานเสร็จแต่รู้สึก “ไม่ภูมิใจ”
*ถ้าเป็น 3 ข้อขึ้นไป เริ่ม AI Diet ได้เลย
.
[7] “AI Diet” – วิธีกู้สมองกลับมา และทำให้เราเก่งขึ้น (ใน 6 ข้อนี้)
1. เวลาเริ่มงาน ใน 5 นาทีแรกห้ามแตะ AI (First Principles Warm-up) ฝึกคิดเองก่อน ถาม(Ask) > Copy
ใช้ AI เป็น Mentor ที่ซักถาม ไม่ใช่ Ghostwriter ที่ “ย้อมงาน” ให้มัน โต้แย้ง, หาช่องโหว่, ยิงคำถามยาก
.
2. การออกกำลังกาย
เดินเร็ว / คาร์ดิโอ → กระตุ้น hippocampus (ศูนย์ความจำ)
การเรียนรู้ขณะเคลื่อนไหว (Learning + Exercise) → เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง
.
3. ฝึกให้ความหวังตัวเองทุกวัน
.
เริ่มต้นวันด้วยประโยค: “Today is going to be a great day”
คนที่มี Hope ต่ำ → สมองส่วน prefrontal cortex และ insula ทำงานต่ำลง
เพิ่มความเสี่ยง ภาวะสมองเสื่อม
.
4. โภชนาการสมอง, นอนให้พอ , อบ ซาวน่า
– กิน โอเมก้า-3 → ดีต่อการทำงานสมอง เลี่ยงอาหารแปรรูป
– การนอนแย่ → เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม
-การอบซาวน่าเป็นประจำ → ลดความเสี่ยง Alzheimer’s
5. ลด Multitasking & Distraction
– โฟกัสงานเดียว
– เลี่ยงสมองถูกดึงไปหลายทิศทางพร้อมกัน ทำอะไรให้จบเป็นเรื่องๆไป
.
6. จัดการอารมณ์ & ความคิด
– ความคิดลบ (Negativity) → กดสมองส่วนหน้าทำงาน
– ความเครียดเรื้อรัง = เสี่ยงสมองเสื่อม
– ฝึก Optimism(มองแง่ดี), เข้าหาศาสนา หรือ Spiritual practice → เพิ่มพลังสมอง
.
[8] Dr. Terry Sejnowski บอกว่า AI อาจมี “long-term trade-offs”
ผลระยะยาวยังไม่รู้ อาจต้องใช้เวลา 20 ปีถึงเห็นผลเต็มๆ
.
เทียบกับเครื่องคิดเลข, วิดีโอเกม, โซเชียลมีเดีย ตอนแรกดูดี แต่ทำให้สมองบางด้านอ่อนแรงลง
————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ปัญหาใหญ่ของ AI ไม่ใช่แค่คำตอบผิด แต่คือ
ทำให้เราเลิกออกแรงคิดก่อน แล้วโยนภาระนี้ให้ AI (ทางลัด)
.
สมองเติบโตจาก ความดิ้นรนและความผิดพลาด
การหลบเลี่ยงการคิดเรื่องยากๆ = ตัดเซลล์สมองของการเรียนรู้
.
ถ้ามนุษย์ ไม่ต้องดิ้นรนอีก ระยะยาวอาจพาไปสู่ ความอ่อนแรงเชิงปัญญา ที่สะสมจนถดถอย (สมองทำงานแย่ลง)
.
ทางรอดไม่ใช่ “เลิกใช้ AI” แต่คือ ใช้แบบ AI support Brain
คิดเองก่อน ให้ AI เสริม ไม่ใช่แทนที่
.
We embrace convenience before understanding the consequence. อย่าให้ความสะดวก ปิดไฟสมองเราเอง
.
สุดท้ายแล้ว AI ไม่ใช่ศัตรู แต่คือกระจกสะท้อนนิสัยเรา
ถ้าเราเลือกความสะดวกเกินไป สมองก็จะอ่อนแรงลง
แต่ถ้าเราใช้มันเป็น “คู่ซ้อม” สมองก็จะยิ่งฉลาดและแข็งแรงขึ้น
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เข้านอนยังไงให้ถูกต้องตามหลักการร่างกายโดยนักประสาทวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน

  • ทำไมการมีเรื่องเล่าที่ดีจะทำให้ธุรกิจโตไว เขาเพิ่มรายได้ &100M ด้วยหนึ่งประโยค

  • อ่านหนังสือยังไงให้เป็นคนที่ฉลาดขึ้น ความเก่ง ไม่ใช่เรื่องยากแต่เราทำให้ยาก


ความเห็น

ใส่ความเห็น