ทำไมสมองเราไม่ควรพึ่งพาแรงจูงใจที่มาจากภายนอกมากไป (สาเหตุ Burnout)

ทำไมสมองเราไม่ควรพึ่งพาแรงจูงใจที่มาจากภายนอกมากไป (สาเหตุ Burnout)

ทำไมแรงจูงใจจากภายนอกเป็นแรงจูงใจที่เราไม่ควรพึ่งพามันในระยะยาว (ในมุมสมอง) และ ทำไมเราไม่ควรพึ่งพา Productivity Hack มากเกินไป
.
มีใครเป็นบ้างแบบนี้บ้าง
เวลาทำงาน ถ้ามี เดดไลน์ หรือมี คนจับตามองเรานะ โอ้โห ทำงานแบบไฟลุกจัดๆ 55555 แต่พอแรงกดดันพวกนี้หายไป เหมือนแก๊สหมดเลย รากงอกทันที
.
เมื่อเช้าตื่นมาเจอคลิป(พึ่งลง) ของ DrK (HealthyGamerGG) ซึ่งเป็นจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสำหรับเกมเมอร์ (แปะคลิปใต้ภาพครับ)
.
Dr. K บอกว่า ไม่ใช่เพราะคุณขี้เกียจ หรือติดหนืดอะไรทั้งนั้น
แต่เพราะสมองคุณถูก “ตั้งค่า” ให้(ชิน) ที่จะขยันเฉพาะตอนมีแรงจูงใจจากภายนอก (Extrinsic Motivation)
.
และ Productivity Hacks ก็อาจจะเป็นเป็นพิษ ที่ซ่อนอยู่ทำให้เรา Burnout ได้เช่นกัน (เดี๋ยวอธิบายต่อ)
.
เดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจตัวเราและวิธีแก้ไข ผ่านบทความนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————
Part 1 : การใช้ปัจจัยภายนอกมากไป
Dr. K อธิบายว่า สมองเรามี 2 วงจรที่ยับยั้งกันเอง
.
[1] Extrinsic Motivation = แรงจูงใจจากภายนอก
ทำเพราะ รางวัล หรือ แรงกดดัน จากคนอื่นหรือสภาพแวดล้อม
เช่น เดดไลน์, เงินเดือน, คำชม, กลัวโดนด่า
.
พวกนี้ ทำเพราะรางวัล/แรงกดดัน (กระตุ้นสมองพวก amygdala, ACC, nucleus accumbens)
.
[2] Intrinsic Motivation = แรงจูงใจจากภายใน ทำเพราะ ความสนใจ, ความหลงใหล, หรือ ความสุขที่ได้ทำเอง เช่น วาดรูปเพราะชอบ, , เล่นดนตรีเพราะอิน, บทความนี้ที่เรากำลังอ่านอยู่ (เราไม่ได้โดนคนบังคับ)
.
ซึ่งปัญหามาอยู่ตรงที่ ถ้า เราเปิดระบบ [1] ภายนอกมากเกินไป (เปิดตลอด) มันจะทำให้ ระบบภายใน [2] ฝ่อจนพังเกินไป
.
เราจึงกลายเป็นคนที่ทำได้ดีแค่ตอนมีแรงกดดัน แต่หมดไฟทันทีที่แรงกดดันหายไป (ใครชอบเป็นแบบนี้บ้าง คนไม่ตามงานไม่เดิน5555)
.
สรุปคือ
ถ้าวงจรภายนอกทำงานแรง → วงจรภายในจะถูกปิดเสียง
สุดท้าย เราจะทำงานได้แค่ตอนมีคนมากดปุ่ม Start ให้
——————-
Part 2 – Productivity Hacks อาจกำลังฆ่าไฟในตัวคุณ
.
พวก tools Pomodoro, to-do list, optimization tools
แม้จะดูดี แต่มันกำลังเสริมวงจรภายนอกให้แข็งแรงขึ้น
.
สมองตีความว่า “นี่คือภารกิจเพื่อให้ได้ผลตอบแทนภายนอก”
ผลวิจัยที ่DrK ยกมาคือ ยิ่งเราใช้ tools มากเกินไป intrinsic(แรงจูงภายใน) ก็ยิ่งหดตัวลงไปอีก มันยิ่งทำให้เรา มองมันเป็นหน้าที่ มากกว่าความ Joy (งานเข้าละ)
.
[5 ปีก่อนเบ้น อ่านหนังสือแบบจับ เวลาทุกวันวันละ 1 ชั่วโมง แบบหมดเวลาแล้วหยุดอ่าน เลย พอผ่านไป 3 ปี เบ้นเอียนกับการอ่านหนังสือ หยุดอ่านไปเกือบ 6 เดือนเลย พอมาดูอันนี้ถึงเข้าใจทำไมเรา Burnout กับการอ่านไป]
.
เราชอบหาวิธี optimize, ทำงานให้เสร็จไวขึ้น
แต่สมองกลับตีความว่า “นี่คือภารกิจเพื่อรางวัลภายนอก”
มันเลยปิดโหมด explore ความสนใจของตัวเอง
.
ศิลปินที่วาดเพราะหลงรักการวาด → intrinsic พุ่ง
คนที่วาดเพื่อส่งงานให้ทัน → intrinsic ดับ
.
และถ้าเราเสพ dopamine จากเกม, โซเชียล,หนังโป๊ หรือคำชมบ่อยๆ
เรากำลังเผา dopamine ที่ควรเก็บไว้ใช้กับสิ่งที่เรารักจริงๆ

——————
Part 3 – วิธีการย้ายฝั่งกลับมาเป็น Intrinsic
.
หนึ่งในปัญหาของการติดแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic)
คือเรามักจะอยู่ในโหมด Reactive Life – (รอสิ่งกระตุ้น)
“ชีวิตที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว”
.
Dr. K แนะนำให้ใช้ Model Rubicon เป็นเหมือน “กลยุทธ์สลับโหมด” จาก reactive ไปสู่ proactive (ทำก่อนจะเกิดสิ่งกระตุ้น)
.
[1] เริ่มจาก “สร้างทางเลือก” แทนการรอเลือก – เราต้องเลิกคิดก่อนว่า “โลกเป็นแบบไหนก็ต้องทำแบบนั้น” เรามีทางเลือกให้ตัวเราเอง
.
เราต้อง Generate Options ทำให้สมองรู้สึกถึง autonomy (ความเป็นอิสระ) เช่น ก่อนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ลิสต์สิ่งที่อยากทำไว้ 3–4 อย่าง
จะเล่นเกมก็ได้, ออกกำลังก็ได้, เที่ยวก็ได้ ไม่ใช่รอให้ความหิว, ความเบื่อ, หรือเพื่อนมากดปุ่มให้เราเริ่ม
.
[2] ฝึก “คาดการณ์ผลลัพธ์” เพื่อเปิดโหมดคิด
ขั้นต่อไปคือ Anticipation — คิดล่วงหน้าว่าถ้าเลือกทำสิ่งนี้ จะได้ผลลัพธ์แบบไหน ไม่ได้เพื่อเดาให้ถูก แต่เพื่อเปิดการทำงานของวงจรคิดภายใน (Intrinsic Circuitry)
เช่น ถ้าออกกำลังกาย → เหนื่อยแต่สุขภาพดี
ถ้าเล่นเกม → ผ่อนคลายแต่เสียเวลา (เมื่อคืนเบ้นพึ่งเล่นหัวร้อนด้วย55555)
.
นี่ไม่ใช่การบ่นตัวเอง แต่คือการซ้อมสมองให้ไม่รอเซอร์ไพรส์จากรางวัลภายนอก
.
[3] วางแผน และลงมือแม้จะไม่รู้สึกอยากทำ
พอเลือกได้แล้ว ให้วางแผนง่ายที่สุดเพื่อให้เริ่มได้ทันที
สมองในโหมด extrinsic จะปล่อยอารมณ์ลบมาห้ามเรา (“ทำไปทำไม”, “ยังไม่พร้อม”) เพราะมันไม่อยากเสียระบบรางวัลเดิม
แต่ถ้าเราฝืนผ่านครั้งแรกๆ ได้ — เรากำลังปูเส้นทางใหม่ให้วงจรภายในแข็งแรงขึ้น
.
[4] Reflect แบบไม่ตัดสิน
หลังลงมือ ให้หยุดและ Reflect แทนที่จะรีบ move on แบบโหมด extrinsic
ถามตัวเองว่า “อะไรทำให้ทำได้?” หรือ “อะไรทำให้ติดขัด?”
.
นี่คือการโฟกัสภายใน ไม่ใช่หมุนวนกับความกลัวหรือความอาย
เพราะ extrinsic มักเป็น emotional แต่ intrinsic เป็น cognitive

———————-
Part 4 – ถ้าเราทำหมดนี้จะเป็นยังไง?
.
เราจะเริ่มเปลี่ยนเปลี่ยนจาก “โลกควบคุมเรา” → “เราควบคุมตัวเอง”
การฝึกแบบนี้จะค่อยๆ ขยับ locus of control จาก external เป็น internal
.
จาก “ฉันทำงานได้เพราะหัวหน้ากดดัน” → “ฉันทำงานเพราะฉันเลือกทำ”
จาก “ฉันโสดเพราะ dating ยุ่งเหยิง” → “ฉันจะปรับตัวยังไงให้หาคู่ได้แม้ dating ยุ่ง”
.
และพอวงจรภายในแข็งแรงในด้านหนึ่ง มันจะลามไปด้านอื่นด้วย
เหมือนยกน้ำในอ่าง – เมื่อด้านหนึ่งสูงขึ้น ทุกด้านก็สูงขึ้นพร้อมกัน (all boats rise together)
———

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

จากเนื้อหานี้ นี้เป็นสาเหตุให้ทำไมเรา เราทำงานประจำไปนานๆ เราจะเริ่มชินกับ External Motivation มากๆ จนทำให้เราออกมาทำอะไรของตัวเองไม่ได้
.
ลึกๆเราจะ Burn out แต่ก็ไปไหนไม่ได้เพราะมีภาระ และ แรงกดดันที่ชินกับการโดนสั่งว่าต้องทำอะไรและเดดไลน์วันไหน
.
แต่เวลาเราทำอะไรเป็นของตัวเองจะไม่มีคนบังคับให้เราทำต้องอาศัย Intrinsic Motivation เยอะมากๆ
.
ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจภายนอก เหมือนเรือที่รอคลื่น
คลื่นมาแรงก็แล่นไกล แต่พอทะเลนิ่ง…เรือก็ติดอยู่ที่เดิม
.
ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจภายใน เหมือนเรือที่มีลมในตัวเอง
เดินทางต่อได้แม้ไม่มีคลื่น
.
หา Drive ใหม่ของเราให้เจอและ สร้างเกมนั้น
อย่ารอให้โลกปล่อยด่านใหม่ให้คุณเล่น
เพราะคุณสามารถเป็น “คนสร้างเกม” ได้ตั้งแต่วันนี้
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

  • Focus is the new Oil

  • ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป – บทเรียนจากหนังสือชีวประวัติ ท๊อป จิรายุส


ความเห็น

ใส่ความเห็น