ทำไมธุรกิจซักผ้าถึงโตในเมืองไทย วิเคราะห์ผ่านมุม เทคโนโลยี + เศรษฐศาสตร์ + จิตวิทยา

ทำไมธุรกิจซักผ้าถึงโตในเมืองไทย วิเคราะห์ผ่านมุม เทคโนโลยี + เศรษฐศาสตร์ + จิตวิทยา

จะซักผ้าเองก็ได้ แล้วทำไมธุรกิจร้านซักผ้าถึงโต?
.
วันก่อนเบนซ์ไปประชุมมา… แล้วมีผู้ใหญ่ถามก่อนเลิกประชุมว่า
.
“พึ่งสังเกตุ ทำไมเดี๋ยวนี้ร้านซักผ้าถึงเปิดเต็มเมือง ทั้งที่ราคาก็แพงขึ้น
ซักที 80–100 บาท บางคนก็มีเครื่องซักผ้าอยู่แล้ว
ทำไมถึงยังใช้ร้านอยู่?”
.
เห้ยนี้มันธุรกิจ ระดับหมื่นล้าน ! (เฮีย คณิน ต้องโผล่มาแล้ว 555555)

[1] เบนซ์มาลองวิเคราะห์เล่นๆ นี้มันเกี่ยวกับ 3 อย่างพร้อมกัน:
.
1. พฤติกรรมของคนเมืองยุคใหม่ (Psychology )
2.เทคโนโลยีที่แอบเปลี่ยนธุรกิจนี้ให้กลายเป็นธุรกิจ Automate (Tech)
3.และเศรษฐศาสตร์เบื้องหลัง “ความคุ้มในหัว” (Econ)
.
เบนซ์ ลองนั่งไล่อ่านหลังบ้านของแบรนด์ต่างๆ มานั่งคิดดูเห้ยนี้มัน
ร้านซักผ้าเนี่ยแหละ คือหนึ่งในธุรกิจที่ เป็น Boring Business ที่หวานเจี๊ยบ
.
[2] เรามาดูตัวเลขหลังบ้านกัน [Alliance Laundry Systems LLC]
ปี 2020 ร้านสะดวกซักมีประมาณ 1,000 สาขา มูลค่าตลาด 3,000 ล้าน
ปี 2022 พุ่งขึ้นไปถึง 3,500 สาขา มูลค่า 10,000 ล้าน
ปี 2024 ไปถึง 5,500 สาขา และยังโตปีละ 1,000 ร้านแบบไม่หยุด
.
แบรนด์ Code Clean โต 200 สาขาในไม่กี่ปี แบบไม่มีพนักงานเลย
.
[3] จิตวิทยาคนซักผ้า เพราะสมองเรามัน Overload แล้ว
พ่อบ้านใจกล้าจะรู้ดี ว่า การซักผ้าคือ งานใช้พลังจิต 555555
.
ต้องคิดจะแยกผ้ายังไง ,ต้องคอยเช็กฝน(ช่วงนี้หนักเลย)
ต้องเก็บ ต้องพับ ต้องหาที่ตาก และยังต้องบ่น อีกด้วย
.
ทั้งหมดนี้มันคือ Cognitive Load ที่กินพื้นที่สมองเรามากกว่าที่คิด
มันไม่เหนื่อยแรง แต่มัน “เหนื่อยใจ”
.
ธุรกิจร้านซักผ้าเข้าใจเรื่องนี้ดี เลยขายแค่สิ่งเดียว…
จ่ายเงินมาซะ เดี๋ยวสมอง นายจะโล่งเอง (สแกนจ่ายไปหนึ่ง)
.
[4] เทคโนโลยี: ร้านซักผ้า = ระบบ Automation แบบมี Passive Income
เบื้องหลังธุรกิจนี้ไม่ได้มีแค่ตู้กับน้ำยา แต่มันคือระบบที่ “แทบไม่ต้องใช้คน”
.
-ควบคุมร้านผ่านมือถือ (IoT)
-เช็กสถานะเครื่องแบบเรียลไทม์
-รับจ่ายเงินผ่าน QR code
-มีแอปให้ลูกค้าเช็กคิว
-บริหารสาขาแบบ franchise พร้อมเปิดได้ปีละ 1,000 ร้าน
.
เบนซ์ลองคิดเล่นๆนี้มัน เหมือนคาเฟ่ ที่ไม่มีบาริสต้าเลย
Tech เปลี่ยนธุรกิจนี้จาก “ของใช้ชุมชน ให้กลายเป็น Digital Asset เลย มี Data หลังบ้านเพียบ ใช้ upsell ได้อีก
.
[5] ธุรกิจนี้ “โต” ไม่ใช่เพราะคนขี้เกียจ
แต่เพราะมันเข้าใจเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
.
จากมุมมอง Behavioral Economics
มนุษย์มัก เลือกทางเลือกที่ง่ายที่สุด เมื่ออยู่ในภาวะ Overloaded
.
เครื่องซักผ้าเอง = ลงทุนก้อนใหญ่ + จัดการเองตลอด
ร้านซักผ้า = Pay-as-you-go + ไม่ต้องคิดอะไรเลย
.
และถ้าคุณซักผ้าแค่อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
รวมแล้วปีนึงคุณจ่ายแค่ ~10,000 บาท
ถูกกว่าซื้อเครื่อง + ซ่อม + ค่าไฟ + ความยุ่งยากที่ตามมา
.
คนรุ่นใหม่ไม่มองแค่ “คุ้มค่าในเชิงการเงิน”
แต่เขามอง “คุ้มค่าในเชิง Cognitive Cost”
อะไรที่ทำให้ชีวิตง่ายกว่า จะชนะเสมอ
จ่ายแต่จบ
.

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
จริงๆเบนซ์ก็มีตู้ซักผ้าเล็กๆลงทุนไว้ตามอพารต์เม้นเหมือนกัน ไปนั่งเปิดบัญชีย้อนหลังดูโอ้โห 2.5 ปีคืนทุน คุ้มกว่านี้มีอีกไหม 55555
.
ธุรกิจที่ดี…ไม่จำเป็นต้องเท่
ไม่ต้องมี App AI ไม่ต้องมี Influencer
ขอแค่เข้าใจว่า “มนุษย์อยากให้ชีวิตง่ายขึ้น”
.
แล้วเราจะเห็นโอกาสในสิ่งธรรมดาเต็มไปหมด
ร้านซักผ้า, ตู้กดน้ำ, คาเฟ่แบบไม่มีบาริสต้า
มันอาจดูน่าเบื่อในสายตาคนทั่วไป
แต่สำหรับคนที่เข้าใจ ‘Pain Point’ ของชีวิตคนเมือง…
นี่แหละคือ Real Opportunity
.
ลองมองรอบตัวใหม่
อะไรที่ “คนยังต้องทำเองอยู่” แล้วเราทำให้มันอัตโนมัติได้?
นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของธุรกิจต่อไปของคุณ

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 7 ช่องทางหารายได้เงินแสนด้วยตัวคนเดียว Soloprenuer (อ่านจบเริ่มได้เลย)

  • 7 ทิศทาง ของอสังหาริมทรัพย์แห่งโลกอนาคต ปี2030

  • ค้นพบความสุขที่แท้จริง จาก Havard : รู้จักจิตวิทยาโลกใหม่ Positive Psychology


ความเห็น

ใส่ความเห็น