ทำไมคนเก่งๆ เขาถึงไม่ทำอะไรเยอะไป ทฤษฏี Marginalism เศรษศาสตร์เบื้องหลังคนเก่ง

ทำไมคนเก่งๆ เขาถึงไม่ทำอะไรเยอะไป ทฤษฏี Marginalism เศรษศาสตร์เบื้องหลังคนเก่ง

ทำไมคนเก่ง…ไม่ทำอะไรเยอะ?
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำเพิ่ม จะให้ผลเพิ่ม
.
เราอยู่ในยุคที่เชิดชูคำว่า “ลงมือทำ”
ขยัน = ดี
ลงมือ = ถูก
ทำเยอะ = ได้เปรียบ
.
แต่คนเก่งจริงหลายคนกลับเดินต่างจากคนอื่น
พวกเขาไม่พยายามทำทุกอย่าง
ไม่ใส่แรงทุกที่ ไม่ขยายทุกจุด
และไม่พูดทุกครั้งที่มีโอกาสให้พูด
.
นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Marginalism
คุณค่าของสิ่งหนึ่ง ไม่ได้วัดจาก “ทั้งหมดที่เคยได้”
แต่วัดจาก “สิ่งที่กำลังจะได้ถ้าทำต่ออีกนิด” (ใครยัง งง อ่านต่อก่อน555)
———————————————-
[1] Paradox of Value:
ทฤษฎีที่อธิบายปริศนาเมื่อปี 1776 ว่าทำไม “เพชร” ถึงแพงกว่า “น้ำ”
.
เรื่องนี้แม้แต่ Adam Smith (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์) ก็ยัง งง
ทั้งที่น้ำ = จำเป็นต่อชีวิต ก็ควรจะราคาแพงสิ
แต่เพชร = ไม่มีก็อยู่ได้ ก็ควรจะไม่ต้องแพงขนาดนั้น
.
คำตอบนี้อธิบายได้จากเรื่อง Marginalism (1870s) เหมือนกัน
.
น้ำมีเยอะ = น้ำลิตรถัดไปดูไม่มีคุณค่า
เพชรมีน้อย = เพชรเม็ดถัดไปก็เลยดูแพงขึ้น
(และ Bitcoin กับ Gold ก็ใช้ story นี้เหมือนกัน 5555555)
.
คนเก่งก็คิดแบบนี้
กับพลังงาน เวลา โฟกัส และทุนในชีวิต

เขาไม่ลงทุนเพิ่ม เพราะเคยได้กำไร
เขาลงทุนต่อ…เฉพาะตอนที่ “บาทถัดไป” ยังให้ผลดีที่สุด
——————
[2] Diminishing Returns:
ยิ่งเพิ่ม อาจยิ่งได้น้อยลง
.
คนเก่งไม่หยุด เพราะเหนื่อย
แต่หยุดเพราะ “รู้จุดคุ้ม”
.
คนทั่วไปไม่กล้าหยุดทำ เพราะกลัวจะถอยหลัง
แต่คนเก่งจะ “หยุดเอง” เพราะรู้ว่า
.
“ไม่เพิ่ม…ดีกว่าเพิ่มแล้วเสีย”
.
เขาไม่ได้ทำเพื่อให้ดูยุ่ง
เขาทำเพื่อให้ “สิ่งถัดไป…ยังมีค่าอยู่”
.
และเมื่อผลตอบแทนเริ่มลด เขาจะไม่เพิ่มแรง แต่ “อัประบบ” แทน
.
เหมือนในกราฟเศรษฐศาสตร์ในภาพ เรื่อง Productivity
จาก A → B = เพิ่มทุน
จาก B → C = เปลี่ยนระบบ (TFP – Technological Progress)
.
วิธีการที่ดีคือ การเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งระบบ
————————
[3] Marginal Utility:
“ประโยชน์ของบางสิ่ง…ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนที่เพิ่ม”

หนังสือเล่มแรก = เปลี่ยนชีวิต
เล่มที่สอง = ซ้ำบางส่วน
เล่มที่หก = จำไม่ได้ว่าอ่านอะไร
เล่มที่สิบสอง = อ่านเพราะกลัวตกขบวน
.
หนังสือจริงๆอาจจะไม่ต้องอ่านเยอะไป แต่อ่านเล่มที่ช่วยเพิ่ม Value ให้กับเราจริงๆ

——–
[4] Marginal Productivity:
“การเพิ่มแรงงาน ทุน หรือพลังงานเข้าไป ไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์โดยตรง
.
สิ่งที่เรียกว่า Diminishing Returns
เรื่องบางเรื่อง
คือยิ่งทำต่อ = ได้ผลน้อยลง
ยิ่งทำเกิน = เริ่มขาดทุน
.
การทำเยอะบางครั้ง ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เยอะเสมอไป
คนเก่งไม่กลัวเหนื่อย แต่เขากลัว “เสียแรงฟรี
—————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ช่วงนี้เบ้นกำลังอินเรื่องการ Scale ธุรกิจ พอไปศึกษาจริงๆบางอย่างก็ Scale ไมไ่ด้จริงๆ มันจะมีจุดที่ ไม่ควร เช่น ค่า Ads ไม่ได้แปลว่าเราจะ Scale ได้
.
ทำงานเพิ่มทุกชั่วโมง
ไม่ได้แปลว่า productivity ดีขึ้น (เผลอๆแย่ลงอีก)
.
สร้าง product เพิ่มทุก quarter
ไม่ได้แปลว่า growth จะ sustainable (หลุด Focus)
.
แต่การ “กลับมาดูว่า input แต่ละหน่วยให้ผลคุ้มมั้ย”
คือสิ่งที่แยก “คนที่ทำงานหนัก” ออกจาก “คนที่งานเป็น”
.
คนที่เก่งที่เบ้นรู้จักเขาจะมีประสบการ์ณที่จะช่วยให้เขาตัดสินใจว่าอันไหนทำแล้วเสียเวลา อันไหนทำแล้วคุ้มเวลา และนั้นทำให้เขาไปได้ไว
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ้างอิง:

Smith, A. The Wealth of Nations (1776)

Jevons, W. S. The Theory of Political Economy (1871)

Ricardo, D. Principles of Political Economy and Taxation (1817)

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เราจะมีความมั่นใจในตัวเองได้ยังไง แบบไม่ให้สมองของเรามี อีโก้(Ego)

  • วิธีฟื้นฟูสมองให้กลับมาสดใหม่ ตามหลักกลไก Neuroplasticity

  • สรุป Insight ล่าสุด อะไรควรทำต่อปีหน้า บทวิเคราะห์สำหรับปี 2026


ความเห็น

ใส่ความเห็น