ผลระยะยาวของ AI ไม่ใช่แค่การตกงาน แต่คือ “การเสียตัวตน” ที่ไม่Perfect

ผลระยะยาวของ AI ไม่ใช่แค่การตกงาน แต่คือ “การเสียตัวตน” ที่ไม่Perfect

ถ้าเราให้ AI ช่วย Prompt คำง้อของแฟน…จะเกิดอะไรขึ้น?
.
Simon Sinek ไม่ได้ออกมาด่าหรือ Disrupt วงการ AI
แต่เขากำลังตั้งคำถามบางอย่าง ในวันที่โลกกำลังตื่นเต้นกับประสิทธิภาพและความฉลาดของ AI

และคำถามที่ Simon ถาม…มันไม่ใช่คำถามทางเทคโนโลยี
แต่มันคือคำถามของ มนุษย์ในยุคที่เริ่มไม่แน่ใจว่า ‘ตัวตนของเรา’ ยังสำคัญอยู่หรือเปล่า

“AI ไม่ได้โกหกเราด้วยคำพูด
แต่มันโกหกเราด้วย ‘ความคาดหวัง’ ว่ามันจะเติมเต็มในสิ่งที่มนุษย์ควรเรียนรู้เอง”
———————————————–
[1] AI ทำให้เราข้ามการฝึกฝน…ตรงไปยังผลลัพธ์
Simon เล่าว่า เขาเคยเห็นคนใช้ AI เขียนข้อความขอโทษให้แฟน
คำพูดนั้นดูดี มีน้ำหนัก และ “ถูกต้อง” ทุกประการ

แต่เมื่อแฟนรู้ว่ามาจาก AI — ทุกอย่างพังทลาย (แบบนี้เขาเรียกเกมครับ555555)

เพราะความสัมพันธ์ต้องการ “ความจริงใจ” ไม่ใช่แค่ถ้อยคำที่ดี
และที่อันตรายกว่านั้นคือ

เรากำลังสร้างคนรุ่นใหม่ที่ ‘ข้ามบทเรียน’ ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์

“ความพยายามที่ผิดพลาด”

[2] AI ออกแบบ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ ที่ไม่มีจิตวิญญาณ
Simon ยกคำว่า wabi-sabi
ความงามแบบญี่ปุ่นที่มองเห็นความไม่สมบูรณ์แบบเป็นเสน่ห์

แต่โลกของ AI กลับตรงกันข้าม — มันเน้น Perfect Grammar, Clean Format, Correct Sentiment
จนเราเริ่มเชื่อว่า “การพูดที่ดี = ความสัมพันธ์ที่ดี”

แต่ในโลกจริง มนุษย์ต้องการ “ความกล้าห่วย” มากกว่าความสมบูรณ์
เพราะนั่นคือสิ่งที่บอกว่าอีกฝ่าย ‘ลงแรงทางใจ’ มาเพื่อเรา

[3] AI กำลังบอกเราว่า “การเป็นมนุษย์มันช้า”…แต่ไม่บอกว่า “มันลึก”
โลกที่ AI เร็วขึ้น…กำลังผลักดันให้เราตัดสินใจเร็วขึ้น
ตอบสนองเร็วขึ้น ส่งอีเมลให้ไว
วิเคราะห์ปัญหาให้ลึกแต่ใช้เวลาไม่ถึงนาที

เราเริ่มรู้สึกผิด ถ้าใช้เวลาทำอะไรนานเกินไป
แม้แต่กับการ “คิดถึงใครบางคนอย่างเงียบๆ”

แต่มนุษย์ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์จากความเร็ว
เราสร้างมันจาก เวลาที่เรา “ยอมใช้” กับบางคนอย่างเต็มใจ

[4] สิ่งที่ AI ทำไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่มันคือ “การซื่อสัตย์กับความรู้สึก”
AI อาจแนะนำวิธีง้อแฟน
แต่ AI ไม่รู้ว่า…ตอนนั้นน้ำเสียงเราสั่นไหม
หรือเราพูดเพราะรัก หรือพูดเพราะกลัวจะถูกทิ้ง ; (

ย้อนกลับไปตอนต้นเรื่อง สิ่งที่สำคัญจริงๆในความสัมพันธืคือความซื่อสัตย์
(แต่เดี่ยวนี้ AI สับขาหลอกเก่งมาก เบ้นโดนมันหลอนข้อมูลบ่อยมาก )

ความซื่อสัตย์ของมนุษย์ มันไม่ใช่แค่ “พูดความจริง”
แต่มันคือการยอมให้ใครบางคน “เห็นเราในช่วงที่เรายังไม่ดีพอ”

และนั่นคือพื้นที่ที่ AI ไม่มีวันเข้าไปได้

[5] AI กำลังพรากทักษะมนุษย์ที่ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอน
ไม่มีคอร์สออนไลน์เรื่อง “การอยู่กับความเงียบของเพื่อนที่อกหัก”
ไม่มี AI รุ่นไหนที่เข้าใจความซับซ้อนของ “น้ำตาที่ไม่ได้เกิดจากคำพูด”

Simon บอกว่า สิ่งที่มนุษย์ควรเรียนรู้จากชีวิต คือ:

การรับมือกับอารมณ์ที่ไม่มีชื่อ

การฟังโดยไม่แก้ไข (แค่ฟังเฉยๆแบบเงียบๆ)

การอยู่ตรงนั้นให้ใครบางคนรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว

AI สอนทุกอย่าง…ยกเว้นการเป็น “มนุษย์” ที่ดีกว่าเดิม

[6] เราต้องเริ่มวาง “รั้วทางจริยธรรม” ก่อนที่ AI จะเปลี่ยนเราโดยไม่รู้ตัว
เหมือนที่เราเคยออกกฎหมายคาดเข็มขัดนิรภัย
เราก็ควรมีการออกแบบโครงสร้างจริยธรรมของ AI

ไม่ใช่เพื่อควบคุมเทคโนโลยี
แต่เพื่อ “ปกป้องจิตวิญญาณของมนุษย์” ไม่ให้หลุดหายไป

Simon บอกว่าเราไม่สามารถควบคุมพายุได้
แต่เราควบคุมได้ว่า เราจะเตรียมลูกหลานให้ “ว่ายน้ำเป็น” หรือไม่

[7] สุดท้าย AI ไม่ได้มาเพื่อแทนที่เรา…แต่มาเพื่อทดสอบว่า “เราเข้าใจตัวเองดีแค่ไหน”
AI ไม่ได้โกหกเรา
มันเพียงแค่ “สะท้อน” ว่าเรายอมลดทอนความเป็นมนุษย์เพื่อความสะดวกแค่ไหน

เราจะใช้มัน เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัด?
หรือจะใช้มัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เราเจอความหมายที่ลึกกว่า?

AI อาจฉลาดกว่าเรา
แต่เรายังเป็น “ผู้เลือก” ว่าจะใช้มัน เพื่อเป็นคนที่ ‘เก่งขึ้น’ หรือ ‘กลวงขึ้น’

——-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


ถ้าคุณยังอ่านมาถึงตรงนี้…
ขอให้คุณใช้เวลาเงียบๆ สัก 5 นาที ไม่ต้องเปิด AI ไม่ต้องหาคำตอบ

แค่นั่งอยู่กับตัวเอง แล้วถามว่า:

“วันนี้ฉันยังได้เป็นมนุษย์แบบที่ฉันอยากเป็นอยู่ไหม?”

คำง้อ หรือ คำอวยพรวันเกิดคนที่เรารัก มันยังมาจากจิตใจเราจริงๆหรือไม่
หรือมันมันจาก prompt ที่ดีที่สุดที่คนชอบฟัง

เพราะสุดท้าย AI ไม่ได้โกหกเรา
…เราต่างหากที่อาจโกหกตัวเองว่า “มันแค่เครื่องมือ”

ทั้งที่ลึกๆ มันอาจค่อยๆ เปลี่ยนเรา
จากมนุษย์…เป็นระบบอัตโนมัติ ที่ยังมีหัวใจ แต่ไม่กล้าใช้มันอีกต่อไป

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป


ความเห็น

ใส่ความเห็น