ถ้าคุณกลัวอนาคต คุณยังไม่ได้เป็นเจ้าของมัน
เมื่อคืนจำประโยคนี้ได้จาก Frederik Pferdt — อดีต Chief Innovation Evangelist แห่ง Google มาพูดคลิป “Transform Now or Be Left Behind in 2 Years”
Key Takeaways ที่ได้จากคลิปครับ
[1] จากไฟป่า…สู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต

Frederik เล่าเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ที่ลุกลามมาถึงหน้าบ้าน
ใน 10 นาที เขากับครอบครัวต้องรีบเก็บของ ออกจากบ้านที่ไม่รู้จะได้กลับมาไหม
แต่ในความโกลาหลนั้น เขาเลือกสอนลูกๆ ว่า
“แม้เราควบคุมไฟป่าไม่ได้ แต่เราควบคุม ‘วิธีที่เราตอบสนองต่อมัน’ ได้”
หลังจากวันนั้น ครอบครัวของเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่
เริ่มปลูกผักเอง ใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติมากขึ้น และตั้งใจจะใช้ “วิกฤต” เป็น “จุดตั้งต้น” ของอนาคต
[2] “อนาคต” ที่เราสร้างเองมันหน้าตาเป็นยังไง?

Frederik ใช้เวลาใน Google เกือบ 12 ปี สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมระดับโลก
เขาเชื่อว่า “Mindset” คือรากฐานของการสร้างอนาคต ไม่ใช่ทรัพยากร ไม่ใช่ไอเดียล้ำโลก
“Future-Ready Mind” — 6 มิติของสมองที่พร้อมสร้างอนาคต
2.1) Radical Optimism

ความหวังแบบไม่ธรรมดา — ไม่ใช่แค่เห็นแก้วน้ำครึ่งหนึ่งเต็ม แต่คือเชื่อว่าเราสามารถเติมมันให้เต็มได้อีก และอาจทำให้มันล้นด้วยซ้ำ
2.2) Unreserved Openness

เปิดรับไอเดียจากคนที่แตกต่างจากเรา ฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน และพร้อมจะเปลี่ยนใจถ้าความจริงเปลี่ยน
2.3) Compulsive Curiosity

ถามคำถามว่า “What if?” แล้วไม่หยุดอยู่แค่คำตอบแรก ยิ่งอยากรู้ ยิ่งสร้างสิ่งใหม่
2.4) Perpetual Experimentation

กล้าทดลองอย่างต่อเนื่อง ล้มเร็ว เรียนเร็ว เปลี่ยนเร็ว เพราะการทดลองไม่เคยล้มเหลว มันแค่ให้ข้อมูลเพิ่ม
2.5) Empathy

ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น และที่สำคัญ…ต่อ “ตัวตนในอนาคต” ของเราเองด้วย เพื่อที่เราจะไม่ทิ้งตัวเองไว้เบื้องหลัง
2.6) Dimension X


พลังพิเศษเฉพาะตัวที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ — จุดแข็ง ความแตกต่าง ความเป็น “ตัวเรา” ที่ไม่มีใครลอกได้
[3] อุปสรรคที่ทำให้คนส่วนใหญ่ “ไม่กล้าสร้างอนาคต”

Frederik บอกว่า สมองเรามี default ที่คอยดึงเรากลับสู่อดีตและความกลัว
เรากังวล (Anxiety) ว่าอนาคตมันจะไม่ดี
เรารอ (Waiting) ว่าอนาคตมันจะจัดการตัวเอง
เราคิดว่าเป็นหน้าที่คนอื่น (Owned by others)
หรือบางที เราก็ไม่อยากให้มันเกิดเลย (Denying the future)
“เมื่อเราปล่อยให้สมองอยู่ใน autopilot
เราก็กำลังยก ‘สิทธิ์ในการออกแบบอนาคต’ ให้กับใครก็ไม่รู้”
(โครตเท่ จดเลยแบบนี้55555)
[4] แล้วจะเริ่มฝึก “Future-Ready Mind” ยังไง?

สามอย่างนี้คือกล้ามเนื้อสมองที่เราฝึกได้ทุกวัน:
จินตนาการตัวตนในอนาคต (Future Self Visualization)
4.1) ทุกเช้าแค่ 1–3 นาที ลองนึกภาพตัวคุณในอีก 1 ปีข้างหน้า
คุณอยู่ที่ไหน? ทำอะไร? อยู่กับใคร? รู้สึกยังไง?
การจินตนาการซ้ำ ๆ ทำให้สมองค่อย ๆ ปักหมุดสิ่งนั้นให้เป็นจริง
4.2) ฝึกความหวังแบบเรียบง่าย (Daily Gratitude)
ก่อนนอน เขียน 3 สิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ
ฝึกสมองให้หา “สิ่งดี ๆ” แทนที่จะวนลูป “สิ่งที่ขาด”
4.3) ทดลองสิ่งใหม่ทุกวัน (Micro Experimentation)
ไม่ต้องเปลี่ยนโลกวันนี้ แค่ลองสั่งเมนูใหม่ คุยกับคนใหม่
ออกจากลูป autopilot ให้ได้สักครั้งในแต่ละวัน
[5] First Penguin — คุณกล้ากระโดดก่อนคนอื่นไหม?

Google มีรางวัลชื่อ “Penguin Award” ให้กับคนที่กล้าลอง กล้าพลาด กล้ากระโดดลงน้ำก่อนใคร
แม้อาจจะไม่รู้ว่ามีปลารออยู่ไหม
และนั่นแหละคือหัวใจของนวัตกรรมที่ google ให้คุณค่า
เพราะอนาคตจะไม่มีวันมาถึง ถ้าเรายังกลัวที่จะ “ลงมือสร้างมัน”
————————————–
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

AI อาจเปลี่ยนโลกเร็วเกินคาด
แต่ Mindset คือสิ่งที่มนุษย์ยัง “มีทางเลือก” ว่าจะกลัว หรือจะมีส่วนร่วม
โครต Stoic เลยครับคุณ Frederik Pferdt มีแต่วิธีคิดของเราเท่านั้นที่จะรับมือกับโลกใหม่นี้ได้
คุณอาจไม่มีอำนาจควบคุมโลกภายนอก
แต่คุณมีอำนาจเต็ม 100% ที่จะเลือกว่า…จะตอบสนองต่อมันยังไง
และนั่นแหละ — คือจุดเริ่มต้นของการ “ออกแบบอนาคตในแบบของคุณเอง”
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณครับ




ใส่ความเห็น