ความก้าวหน้า” อาจเป็นโรคระบาดที่เรานับถือโดยไม่รู้ตัว
.
Christopher Ryan ได้เล่าในหนังสือ Civilized to Death ในอีกมุมมองของ
“ผลกระทบของการอารยธรรมต่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์”
.
ถ้าเรากำลังพัฒนา…ทำไมคนถึงรู้สึกแย่ลงเรื่อย ๆ?
.
เราอยู่ในโลกที่ 5G เร็วกว่าสมอง, AI จะฉลาดกว่าคน ปล่อยตัวใหม่ทุกวัน แข่งกันรัวๆ
แต่คนกลับนอนไม่หลับ วิตกกังวล โรคใหม่ๆ และรู้สึกโดดเดี่ยวกว่าที่เคย
.
Ryan ตั้งสมมติฐานว่า จุดที่มนุษย์เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตจาก
“นักล่า-นักเก็บ” (hunter-gatherer) มาสู่ “เกษตรกร-พนักงานออฟฟิศ”
คือจุดที่เราสูญเสียบางอย่างที่สำคัญกว่าเทคโนโลยี
—————————————-
บทเรียน จาก Civilized to Death (อ่านแล้วมีจุก)
1. ความก้าวหน้า ≠ ความสุข
เทคโนโลยีให้ความสะดวก…แต่ขโมยวงจรการนอนของเราไป
Ryan ชวนมองว่าโรคซึมเศร้า โรคเครียด และโรคไม่พอใจตัวเอง คือ “ผลข้างเคียงของการเจริญ” ที่ไม่เคยอยู่ในแผนพัฒนาใด ๆ
Ryan ถามว่า : ถ้าบรรพบุรุษที่ไม่มีโซฟา Netflix ยังนอนหลับดีกว่าเรา—เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ก้าวหน้า’ ได้จริง หรือ?
2. เราตื่นเช้าเพราะนาฬิกา…หรือเพราะอยากตื่นมามีชีวิต?
ตาราง 9-to-5 ถูกออกแบบมาเพื่อใคร—คนสร้างระบบ หรือคนในระบบ?
เมื่อคุณตั้งปลุก 3 ครั้ง เผื่อกด snooze เรากำลัง hack ระบบนาฬิกา…หรือกำลังโดนระบบ hack จิตวิญญาณ?
ถ้างานคือ “หลักฐานความเป็นพลเมืองดี” ทำไมเมืองถึงเต็มไปด้วยคนหมดไฟ?
สัตว์ในกรงได้อาหารตรงเวลาแลกอิสรภาพ—เราต่างอะไรจากพวกมัน นอกจากมี LinkedIn ไว้โชว์เหรียญตรา “ขยัน”?
3. เรา ‘ยุ่ง’ เพราะจำเป็น…หรือเพราะกลัวความเงียบ?
คุณเคยนับกี่ครั้งที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทั้งที่ไม่มีเสียงแจ้งเตือน?
ถ้าเราเชื่อว่า productivity คือศาสนาใหม่ ทำไมพระในศาสนานี้ถึง burn-out กันถ้วนหน้า?
ลิสต์ To-Do เต็มหน้ากระดาษเคยพาใครไปสู่ความหมายชีวิต…หรือแค่พาไปสู่หน้าลิสต์ถัดไป?
Hunter-gatherer “ทำงาน” เฉลี่ยไม่ถึง 4 ชั่วโมง/วัน ที่เหลือพวกเขาเล่น—เราเล่นอะไรครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ (ไม่ใช่เล่นมือถือ)?
4. เราสร้างเมืองใหญ่ไว้ป้องกันภัย…หรือสร้างความกลัวใหม่ ๆ ให้ต้องป้องกันไม่รู้จบ?
Dunbar’s Number บอกว่าสมองเราออกแบบมาให้สนิทกับคนราว 150 คน แล้วเมือง 10 ล้านคนให้ของขวัญอะไรเรา นอกจากความโดดเดี่ยวชนิด ‘ไม่กล้าชวนใครคุยในลิฟต์’?
เมื่อเพื่อนบ้านอยู่ห้องข้าง ๆ แต่เราเลือกส่งสติกเกอร์ “สวัสดีวันจันทร์” ให้คนกรุ๊ปไลน์ที่ไม่เคยเจอ—นี่คือความเชื่อมโยงหรือภาพลวง?
ถ้า “ความปลอดภัย” คือรั้วสูง ๆ กล้อง CCTV และ ประกันชีวิต—ทำไมความวิตกกังวลทั่วโลกยังพุ่ง?
Ryan ย้อนถามว่า: เราอาจไม่ได้กลัวอันตรายภายนอกเท่ากลัวการไม่มี ‘เผ่า’ ให้กลับไปพิง
5. สุขภาพดีคือเครื่องมือให้เรา ‘ทำงานต่อ’…หรือเพื่อ ‘ใช้ชีวิตให้เต็ม’?
ยอดขายวิตามินและยานอนหลับโตสวนทางกับเวลานอนเฉลี่ย—นี่คือวิวัฒนาการหรือวงจรติดลบ?
เราวิ่งบนลู่วิ่งในห้องปรับอากาศ เพื่อเผาผลาญแคลอรีที่เพิ่งสั่งเดลิเวอรี่มาถึงล็อบบี—ตรรกะนี้ชนะกฎฟิสิกส์ข้อไหน? (โครตเจ็บ55555)
ถ้าข่าวสุขภาพเตือนให้ “เดินวันละ 10 k steps” แต่ประตูบ้านถูกแท็กซี่และแอปดิลิเวอรีรับช่วงต่อ—เราจะเดินไปหาสุขภาพที่ไหน?
บางโรคคือใบเสร็จที่อารยธรรมยื่นมาเมื่อเราซื้อ “ความสะดวกไม่อั้น” แบบผ่อน 0%
6) Progress หรือ Illusion?
เทคโนโลยี = smarter toys, ไม่ใช่ smarter life
เราอัปเดตซอฟต์แวร์ตลอด แต่ไม่ค่อยอัปเดตคำถามว่า “ชีวิตที่อยากได้จริง ๆ คืออะไร”
—————-
Ryan ไม่ได้บอกให้เราย้อนกลับไปอยู่ในป่า
แต่เขาเสนอ “ทางออกเบา ๆ” ที่คนเมืองก็เริ่มทำได้
Digital Sabbath: ปิดหน้าจอสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อให้สมอง reset
เดินเท้าเปล่าบนหญ้า: ธรรมชาติเยียวยาระบบประสาทดีกว่ายา
คบหาแบบเผ่า: วงสนทนาเล็กแต่แน่นแฟ้นดีกว่า feed ไร้จิตวิญญาณ
จองเวลา “เล่น” ให้จริงจัง: งานศิลปะ ดนตรี กีฬา ควรอยู่ในปฏิทิน
วัดคุณค่าจากการ “อยู่กับคนที่เรารัก” ไม่ใช่แค่ productivity
—————————
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
ถ้า Sapiens ทำให้เราภูมิใจในวิวัฒนาการ
Civilized to Death คือหนังสือที่ถามว่า…
แล้ววิวัฒนาการนั้นพาเราไปไหน?
“Are we evolving หรือ just decorating our cages?”
บางทีความก้าวหน้าที่แท้ อาจไม่ใช่การวิ่งเร็วขึ้น
แต่คือกล้าชะลอ แล้วถามเสียงในอกว่า “ฉันยังเป็นมนุษย์แบบที่อยากเป็นไหม?”
ชวนคิดก่อนเลื่อนผ่านบทความนี้ไป
รายชื่อ 150 คนสำคัญของคุณคือใคร? มีชื่อคุณอยู่ในลิสต์ของพวกเขาหรือเปล่า?
ถ้างานไม่ใช่เหตุผลหลักในการตื่นเช้า สิ่งไหนจะฉุดคุณลุกจากเตียง?

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ




ใส่ความเห็น