เราจะพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา(Problem Solving Skill)ได้ยังไง

เราจะพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา(Problem Solving Skill)ได้ยังไง

คนธรรมดาจะพัฒนา Problem Solving Skill ได้ไหม?

หลายคนคิดว่า ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skill) คือพรสวรรค์

ต้องฉลาด ต้องมีไหวพริบ ต้องรู้ทุกอย่าง แต่นั่นคือภาพลวงตา

เพราะคนที่เคย “แก้ปัญหาที่ยากที่สุดในโลกคณิตศาสตร์” อย่าง Andrew Wiles ก็ไม่ได้อาศัยพรสวรรค์

เขาอาศัย “Framework การคิด” ที่ทุกคนฝึกได้
.
เมื่อคืนก่อนนอนนั่งคิดว่า “ถ้าจะพัฒนา Skill ไหนที่จะใช้ได้แบบ ยืนยาว(แบบ ทำงานกับ AI ได้)
คำตอบที่หลังจากเถียงกับ AI คือ “Problem Solving Skill”
เพราะมันเป็น Core ของ Critical Thinking, Creativity, Strategic Planning
.
วันนี้เบ้นหาทำอีกแล้วมาเล่าของยากอีกแล้ว 555555
แชร์บทนี้เก็บไว้เลย อ่านจบต้องมีอะไรดีขึ้นบ้างหละ
มาอัพ Skill กัน!
———————————————
[1] Andrew Wiless ได้รับรางวัล Abel Prize (เทียบเท่า Nobel ของคณิต)

จากการแก้โจทย์ ของ Fermat’s Last Theorem
โจทย์คือ: xⁿ + yⁿ = zⁿ โดยที่ n เป็นจำนวนนับที่มากกว่า 2
อื้อหือบรรทัดเดียวแก้มา 356 ปี (ตะลึงกันทั้งโลก)

วันนี้จะจะพาคุณดู Framework ที่ Wiles ใช้เพื่อ “ถอดรหัสความเป็นไปไม่ได้ พร้อมนี้ นักจิตวิทยา Herbert Simon และ Allen Newell มาแจมด้วยในบทนี้

อย่าพึ่งเลื่อนนิ้วออกไปไหน อ่านจบเก่งแน่5555 นี้เพิ่งเริ่ม

///////////////////////////////////////////
[2] ฝึก “เปลี่ยนเฟรม” แทนที่จะหาคำตอบตรง ๆ
คนทั่วไปถามว่า “จะแก้ยังไงดี?”

แต่นักแก้ปัญหามืออาชีพถามว่า
“เรากำลังมองปัญหานี้จากเฟรมที่ผิดหรือเปล่า?”

Andrew Wiless ไม่ได้ถามว่า “จะแก้สมการนี้ยังไง”
แต่เขาถามว่า “ถ้าเรามองมันจากอีกศาสตร์หนึ่งล่ะ เช่น เรขาคณิต? Modular Form? Galois Theory?”

ลองมองปัญหาเดิมจาก “มุมมองของอีกวงการ” เช่น
ปัญหางานออกแบบ = มุมของธุรกิจ
ปัญหาความรัก = มุมของระบบความเชื่อ
ปัญหาเงิน = มุมของความกลัว

แค่คุณเปลี่ยนเฟรม ปัญหาก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

/////////////////////
[3] ใช้ “Problem Space Thinking” มองชีวิตเป็นเขาวงกต
แทนที่จะคิดว่าปัญหามีแค่คำตอบเดียว
ลองคิดแบบ Herbert Simon และ Allen Newell:

ทุกปัญหาคือเขาวงกต Problem Space
มันเหมือนเราหลับตาเดินในห้องมืดตอนแรกก่อนเลย

ปัญหามันคือ โลกที่คุณต้องเดิน หาทางออกโดยไม่มีแผนที่
เราลองฝึก Map ปัญหาของเราดู

วาด Mind Map หรือ Flow Diagram ของปัญหา

เริ่มจาก “สถานะปัจจุบัน” ไปหา “สถานะเป้าหมาย”

เขียนให้ชัดว่ามี “ทางเลือกอะไร” และ “เงื่อนไขของแต่ละทางคืออะไร”

นักแก้ปัญหาที่ดี ไม่กลัวปัญหาใหญ่
เพราะเขาสร้าง “แผนที่” เพื่อค่อย ๆ หาทางเดิน

/////////////////////////
[4] กลยุทธ์สำคัญ: เป้าหมายย่อย, การจำกัดขอบเขต, และการย้อนกลับ

Simon-Newell บอกว่า การแก้ปัญหาที่ดีเริ่มจากการ ลด Problem Space ให้เล็กลง เพื่อให้ไม่จมหายไปในตัวเลือกนับไม่ถ้วน

กลยุทธ์สำคัญคือ:

Means-End Analysis: ตั้งเป้าหมายย่อย แล้วหาวิธีลดช่องว่างระหว่างปัจจุบันกับเป้าหมายนั้น

Heuristics: ใช้หลักลัดทางตรรกะ เช่น ลองวิธีที่คล้ายของเดิม หรือย้อนกลับจากจุดหมาย

Chunking: แบ่งปัญหาเป็นชิ้นเล็กที่เข้าใจได้

ปรับใช้กับเราลอง
ใช้ Bullet Journal หรือ Task Breakdown ที่แยกชิ้นส่วนปัญหาออกมา

ทุกครั้งที่คิดว่ามันใหญ่ไป ให้ถามว่า “ถ้าแบ่ง 5 ส่วน ฉันเริ่มตรงไหนได้เลยพรุ่งนี้?”

ยิ่งคุณแบ่งได้เล็ก ปัญหาก็ยิ่งจับต้องได้
/////////////////////////
[5] สร้าง “เครื่องมือหลายชุด” อย่ายึดติดกับดาบเล่มเดียว

Wiles ไม่ได้ใช้แค่วิชาคณิตศาสตร์ประเภทเดียว
แต่เขา “รวมศาสตร์หลายด้าน” แล้วประกอบมันใหม่
เหมือนต่อเลโก้ข้ามกล่อง

เพราะปัญหาใหญ่ไม่เคยถูกแก้ด้วยมุมมองเดียว

เราลอง

เรียนรู้หลากหลายสกิล แม้ดูไม่เกี่ยวกัน เช่น Coding, Psychology, Business Model

สะสม “Mental Models” เช่น First Principles, Inversion, Second-Order Thinking

ทุกครั้งที่เจอปัญหา ลองถามว่า “เครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ตอนนี้คืออะไร?” แล้วหาเครื่องมือใหม่เติม

อย่าถือดาบเล่มเดียวในโลกที่ต้องการ Multi-tool
////////////////////////////
[6] ฝึก “Deep thinking นานๆ” เพื่อเข้าใจลึกกว่าคนทั่วไป
สุดท้ายคือสิ่งที่คนยุค AI ไม่ชอบที่สุด: เวลานิ่งๆ กับปัญหา

Wiles ใช้เวลา 7 ปีแบบเงียบ ๆ โดยไม่บอกใครว่าเขากำลังทำอะไร

เพราะบางปัญหา… ถ้าคุณเร่งเกินไป คุณจะพลาดแก่นของงมัน

เราลองปรับแบบนี้

สร้าง “Deep Work Zone” 2-3 ชั่วโมง/วัน เพื่ออยู่กับปัญหายาก

ปิด notification หยุดวิ่งตาม quick win และยอมอยู่กับความอึดอัดของปัญหา

เขียนบันทึก Reflect ว่าทำไมคุณยังไม่เข้าใจ แล้วหาวิธีใหม่แทนการฝืน

นักแก้ปัญหาที่แท้ ไม่กลัวความเงียบ
เขากลัวแค่ “การอยู่กับปัญหาตื้น ๆ”
—————————————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ ใครขี้เกียจอ่านมารวมตรงนี้ (แต่อ่านเถอะเขียนนานนะ)

นักจิตวิทยาหลายคนยังเถียงกันอยู่ว่า Problem Solving สามารถเป็นสิ่งที่สอนกันได้จริงไหม?
เพราะคนส่วนใหญ่ชอบแก้ปัญแบบวิธีการกว้างๆ และ มันเป็นสันชาติญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

แต่ point ของบทความนี้ : ปัญหาแก้ได้ถ้าเรามี Framework ที่ใหญ่พอ

เบ้นคิดว่า เราควรพัฒนา Skill Problem Solving นี้แบบด่วนๆ เพราะเราจะช่วยให้เรา Shift ตัวเราออกจาก
ค่าเฉลี่ยของ General Answer (คำตอบทั่วๆไปได้)

ถ้าเราอยากเก่งกว่าคนอื่น เราก็ต้อง แก้ปัญหาที่มันยากกว่าคนอื่น
ถ้า AI = Solve General Problem (แก้ปัญหาพื้นๆได้)
มนุษย์ = Solve Complex Problem (แก้ปัญหาซับซ้อนได้)

มาฝึกไปพร้อมๆกันโดยการอ่านเพจนี้ให้จบ5555 ทุกวัน
ตอนนี้เบ้นจะะเขียนยาวให้พวกแกอ่านให้จบให้ได้ Challenge ทั้งคู่
.
เมื่อคุณมี Framework หรือกรอบคิดที่ถูกต้องและชัดเจน คุณจะไม่ใช่แค่คนที่ตอบคำถามเก่ง แต่คุณจะกลายเป็นคนที่กล้าลงมือแก้ไขปัญหาที่ยังไม่มีใครแก้ได้มาก่อน

ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ

  • Manifest 7 ขั้นตอนสู่สิ่งที่เราปราถนา (สรุปหนังสือจบ)

  • กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดคือ “Do Good Thing”


ความเห็น

ใส่ความเห็น