โลกไม่ได้วัดกันว่าใครทำงานเก่งที่สุด…แต่วัดว่าใคร ‘ยังมีงานทำ’ ตอนที่คนอื่นกำลังตกงาน
สรุปแนวคิด ที่ Reid Hoffman (Co-founder Linked in)ใช้มา 20 ปี อยู่รอดทั้งช่วง .com bust, 2008 และตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุค AI shift
Reid Hoffman บอกว่า
“โอกาสในการเปลี่ยนเกม จะเกิดขึ้นตอนที่คนอื่นกำลัง ‘กลัวและหยุดนิ่ง’…”
วันนี้หาทำอีกแล้ว นั่งเรียนนั่งดูทั้งวัน ไปเจอคลิปนี้มา (เดี๋ยวแปะลิ้งให้ใต้โพสต์)
เอะอะก็ข่าวปลดพนักงาน จะปลดไรนักหนา คนอ่านก็ เครียดนะเห้ย55555
Reid Hoffman มีสูตร 4 แผนที่ ที่เขาใช้เอาตัวรอดทุกครั้งที่เศรษฐกิจถล่ม
โพสต์นี้จะเล่าให้ฟัง — แบบลงมือทำได้จริง ไม่ใช่แค่ mindset สวยๆ
—————————-

1. ถ้าไม่อยากโดนแทนที่ ให้ทำสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็นค่าตอนนี้
Reid แนะนำว่า อย่าพึ่งวิ่งตาม “Skill ที่ตลาดต้องการ”
เพราะถ้าคุณรู้จากข่าว แปลว่า “คุณมาช้าแล้ว”
สิ่งที่ควรทำ:
ไปเรียนรู้สิ่งที่ “คนยังไม่ยอมจ่ายตอนนี้”
แต่จะ “จำเป็นในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า”
ถ้าคุณอยู่สายคอนเทนต์ → เรียนการใช้ LLM ทำ Content Engine
ถ้าคุณอยู่สายวิเคราะห์ → ฝึก Prompt Engineering + Workflow Automation
ถ้าคุณอยู่สาย PM → ลงมือทำ No-code MVP จริงให้ได้ใน 1 สัปดาห์
Reid เรียกสิ่งนี้ว่า Inflection Point Investing
ลงทุนในตัวเองก่อน curve มา = ได้ leverage ที่คนอื่นยังไม่มี
——————————-

2. เลิกวิ่งหางาน แล้วสร้าง “Surface Area of Luck”
Reid ไม่เคยรอ Job Posting
เขา สร้างเหตุการณ์ที่ทำให้โอกาสวิ่งเข้าหาเขาเอง
“เพิ่มพื้นที่ให้โชควิ่งมาชนคุณ”
= แชร์ความรู้ ลงมือทำโปรเจกต์ เปิดเผยมุมมอง ผ่าน Public Work
ลงมือทำทันทีได้เลย:
-เขียนโพสต์ประจำทุกสัปดาห์ใน LinkedIn/Twitter เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือวงการที่คุณเชี่ยวชาญ
-ทำ side-project เล็กๆ ที่โชว์ความสามารถเชิงเทคนิคของคุณ (ไม่ต้องใหญ่ แต่ต้อง โชว์ว่าคุณเข้าใจจริง)
-เขียน Thread / Slides ที่ช่วยคนอื่นเข้าใจสิ่งซับซ้อน เช่น RAG, vector database, data infra ฯลฯ
คุณจะได้ “Connection + Reputation + Conversation”
ที่ไม่มีวันหาได้จากแค่ส่ง Resume
—————————————–

3. อัปเดตกลยุทธ์ชีวิตแบบ Startup ไม่ใช่พนักงาน
Reid เชื่อว่าเราควร “บริหารตัวเองแบบ Startup”
ไม่ใช่แบบพนักงาน
Startup ที่ดีจะไม่ถามว่า “เราทำอะไรเก่ง”
แต่มองว่า “ตลาดต้องการอะไรที่เราสามารถทำได้ก่อนคนอื่น”
ลองมองตัวเองแบบนี้ดู
เขียน Product-Market Fit ของตัวเองเหมือนทำ Startup
→ ปัญหาที่คุณแก้ได้คืออะไร?
→ มีคนเจอปัญหานี้จริงไหม?
→ มีอะไรทำให้คุณแก้ได้ดีกว่าคนอื่น?
จากนั้นทำ Personal GTM (Go-To-Market)
→ คุณจะโชว์ skill นี้ให้ใครเห็น?
→ ช่องทางไหนเร็วที่สุดในการสร้าง authority?
→ ความได้เปรียบที่คนอื่น copy ไม่ได้คืออะไร?
—————————————–

4. ถ้ายังไม่มีคนจ้าง ให้ “ว่าจ้างตัวเอง” แล้วพิสูจน์ให้โลกเห็น
Reid ไม่รอให้มีบริษัทจ้างให้ทำของใหม่
เขาทำของใหม่ ก่อน บริษัทจะรู้ว่าต้องจ้าง
“Build before you’re paid. Proof of Work beats Resume.”
Action Step
ทำ Portfolio Projects ที่เล่าเรื่องเป็น
→ ไม่ใช่แค่โค้ด แต่ต้องโชว์ logic, impact และ narrative
→ ถ้าเป็น Marketer → ทำ Case Study สั้นๆ ที่คิดเอง ไม่ต้องรอคนจ้างทำเลย
→ ถ้าเป็น Dev → ทำ GitHub Repo ที่ deploy ได้จริง + มี README ดี
ให้ตั้งเป้า “ทำให้ตัวเองจ้างตัวเองได้”
ยุค One Person Business กำลังจะมาถึงแล้ว ทุก Data point วิ่งไปที่ตรงนี้หมด
///////////////////////////////////////////
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

สรุปแบบลงดาบ:
ใครยังรอ “มีคนมาสอน / มีคนจ้าง / มีคนเปิดประตูให้” = วิธีคิดนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย
คนที่รอด และโตเร็วในยุคนี้ คือคนที่…
มองตัวเราเป็น Product แล้วเรา
เป็น VC ตัวเราเอง → ลงทุนในอะไรที่คนยังไม่เห็น
ทำตัวแบบ Founder → สร้าง Personal Stack ที่ leverage ได้
ทำงานแบบ Operator → โชว์ output เร็ว + กระชับ + ต่อยอดได้
เล่นเกมแบบ Hacker → หาจุดที่มี leverage แล้วโดดใส่เลย
และที่สำคัญที่สุด:
อย่าเล่นเกมในกระดานเก่า
เพราะคนที่แพ้ คือคนที่เล่นเก่งในเกมที่ “ไม่มีใครเล่นแล้ว” [คมบาดมือคนอ่านไป 2 ที55555]






ใส่ความเห็น