ถ้าเราไม่ Joy กับการลงทุน ลองเข้าใจสมองเราใหม่

ถ้าเราไม่ Joy กับการลงทุน ลองเข้าใจสมองเราใหม่

“ออกแบบการลงทุน ให้เข้ากับสัดส่วนของสมอง”
(Investment Design = Brain-Based Allocation)
.
วันนี้จะมาต่อจาก Part 1 ใครอยากย้อนไปอ่านได้เลย
https://www.facebook.com/share/p/157agAknHG/
.
“เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมันจริงๆ” (สรุป Part 1 บรรทัดเดียว555)
แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้
“สมองของเราไม่ได้ออกแบบมาให้เข้าใจการลงทุนทุกแบบเท่ากัน”
.
2 ปีก่อนเบ้นไปลงเรียน Lecture “Brain and Behavior” ของที่จุฬา วันนี้กลับไปเปิดที่จด Note ไว้มาอ่านใหม่ โอ้โห ! เห็นภาพหรอ ? ป่าว อ่านไม่รู้เรื่องเลย (เขียนอะไรลงไปครับเนี้ย5555) ล้อเล่นอาจารย์สอนดีมากค้าบ
.
วันนี้เลยเอาเรื่องสมองมา Match กับการลงทุนแชร์ให้ฟัง (เล่าของยากอีกแล้ววว55555)
——————————————————-

🧩

 สมองแต่ละส่วน…ก็เข้าใจความเสี่ยงไม่เหมือนกัน
ลองดู 4 ส่วนสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนของคุณ:

🧠

 1. Prefrontal Cortex
หน้าที่: การคิดวิเคราะห์, วางแผน, การตัดสินใจระยะยาว
เหมาะกับ: หุ้นระยะยาว, โมเดลธุรกิจที่ซับซ้อน, Private Equity

ถ้าคุณเป็นสายวิเคราะห์ ชอบ Forecast, ทำ Excel model และเห็นภาพอนาคตจาก Data สมองคุณอาจ “นำด้วยกลีบหน้า”
แปลว่าคุณเหมาะกับ Asset ที่ใช้เหตุผลล้วน เช่น หุ้น, Business ที่คุณศึกษาอย่างลึก

😱

 2. Amygdala
หน้าที่: ความกลัว, ความเสี่ยง, การเอาตัวรอด
เหมาะกับ: การมี Stop Loss, Asset ที่ผันผวนน้อย หรือแผนการ Hedging

ถ้าคุณเคย Panic Sell เพราะข่าวลบ หรือรู้ตัวว่า “ใจไม่นิ่ง” ตอนพอร์ตแดง
สมองคุณอาจขับเคลื่อนโดย Amygdala ซึ่งไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่ง…
แต่แปลว่า “คุณต้องมีแผนรับมือกับความกลัว” อย่างชัดเจน

♻️

 3. Basal Ganglia
หน้าที่: พฤติกรรมซ้ำ ๆ, ความเคยชิน, อัตโนมัติ
เหมาะกับ: การลงทุนแบบ Passive แต่ต้อง “ระวัง Bias”

สมองส่วนนี้ชอบอะไรที่คุ้น
ถ้าคุณลงทุนเพราะ “เห็นคนแชร์บ่อย” หรือ “เพื่อนบอก”
คุณอาจตกอยู่ใน Familiarity Bias โดยไม่รู้ตัว
ซึ่งอันตรายมาก เพราะเราคิดว่า “เรารู้” ทั้งที่เราแค่ “เห็นบ่อย”

👁️

 4. Insular Cortex
หน้าที่: สัญชาตญาณ, ความรู้สึกข้างใน, ความเจ็บปวด-พึงพอใจ
เหมาะกับ: Asset ที่คุณคลุกวงใน หรือเข้าใจอารมณ์ตลาด

ถ้าคุณอ่านเทรนด์จาก Tiktok ได้
หรือรู้ว่า “คอนเทนต์นี้กำลังจะปัง”
สมองส่วน Insula ของคุณอาจแข็งแรง
ซึ่งเหมาะมากกับของใหม่ๆ เช่น NFT, แฟชั่น, Culture-driven investment
——————————————
พอเห็นภาพไหมทุกคนนน
(เอาเป็นว่า ใครงงเรื่องสมองชั่งมานก่อน มาอ่านตรงนี้กันต่อ)

ซึ่งแต่ละคนมีความเข้าใจ ไม่เหมือนกันมันก็เลยทำให้เรา
ลงทุนตามคนอื่นยาก และเราชอบลงทุนจากความ “คุ้นชิน”

🔄

 Familiarity ≠ Understanding
การ “คุ้นเคย” กับบางอย่าง
ไม่ได้แปลว่า “เข้าใจมัน”

หลายคนลงทุนในอสังหาเพราะ “โดนยิง Ads + เชื่อคนที่แนะนำ”
หลายคนซื้อหุ้นเพราะ “เห็นเพื่อนแชร์บ่อย”
.
เบ้นจำได้ตอนอายุ 17 ไปขอให้พี่สาว(โตกว่า)เปิด Port หุ้นไทยให้ เอาเงินเก็บหมดตัว 10000 บาท ซื้อหุ้นตัวเดียวที่เรารู้จัก(คุ้นชิน) 3 เดือน ติดดอยขาดทุนยับ อะไรครับเนี่ย ร้องไห้เลิกเล่นเลย 55555
.
นั่นคือ Familiarity Bias
กับ Illusion of Knowledge สองพฤติกรรมที่ทำให้เราคิดว่า “เรารู้” ทั้งที่เราแค่ “เคยเห็น”
——————————————–
ทีเด็ดมันอยู่ที่ตรงนี้ (ที่เล่ามาทั้งหมด อยากเล่าบรรทัดนี้) โดนเบ้นหลอกให้อ่านก่อน55555 ใครอ่านมาถึงตรงนี้อย่าพึ่งท้อ “ว่าจะเอาไงต่อดี?”
.
ความจริงคือ “ทุกอย่างที่เราสนใจ มันสามารถลงทุนได้”
คืออะไร? คือเราต้อง เปิด Map การลงทุนเพิ่มมากขึ้น
องศาการลงทุนมันไมไ่ด้มีแค่ ทอง หุ้น อสังหา คริปโต นะเหวย
.
ยกตัวอย่าง รุ่นพี่เบ้นคนนึง เงินใน Port เขา 30-40% อยู่ใน งานศิลปะ และการ์ดเกม Art Invest? ตอนแรกเบ้นเจอนี้อย่าง งง แต่เขาทำกำไร ได้เยอะกว่าหุ้นไทยอีก(แวะแซวหุ้นไทยหน่อย55555)
.
พอมาเป็นแบบนี้ พอเห็นภาพไหมครับ ว่าทำไม บางคนเขาถึงเล่นพระเป็นการลงทุนได้ บางคน สะสมนาฬิกา แต่ละคนมีสมองที่ถนัดไม่เหมือนกัน Key หลักคือการกระความเข้าใจตามจิตวิทยาสมองเรา
.
มาดูตัวอย่างของเบ้นบ้างๆ
ถึงอาชีพหลักของเบ้นจะทำอสังหา
แต่ในพอร์ตส่วนตัว เบ้นลงทุนใน Small Business ถึง 50%
เพราะเบ้นรู้ว่า “ตัวเอง” ไม่ได้เข้าใจโลเคชันทั่วประเทศ ขนาดนั้น
แต่ถ้า Small business ยอดตก เราก็เข้าใจเหตุผลมันได้มากกว่า
————————————————
เรามาดู 4 ความเข้าใจผิดทางจิตวิทยากับการลงทุน

1. Familiarity Bias (อคติจากความคุ้นเคย) – เราเชื่อว่าสิ่งที่คุ้นเคยคือสิ่งที่ปลอดภัยและเข้าใจ

2. Mere Exposure Effect (ผลจากการเจอบ่อย) – เราไม่ได้ชอบหุ้นนั้นเพราะมันดีแต่เพราะมันโผล่บนหน้าฟีดเราทุกวัน

3. Illusion of Explanatory Depth (มายาคติว่าเรารู้มากกว่าที่รู้จริง) –
คนคิดว่าตัวเองเข้าใจการทำงานของจักรยานหรือเครื่องปิ้งขนมปังได้ดี — จนถูกถามว่า “อธิบายสิ” แล้วพูดไม่ออก

4. Overconfidence Bias (อคติจากความมั่นใจเกิน) โดยเฉพาะกับสิ่งที่คุ้นเคยหรือเคย “ได้กำไร” จากมัน นักลงทุนมักจะมั่นใจว่าตัวเองมองตลาดออก — เพราะเคยถูกมาสองสามครั้ง
——————————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


ขอบคุณทุกคนทีอ่านตรงนี้
ในหนังสือ The Psychology of Money มีประโยคหนึ่งที่เบ้นชอบมาก:

“Do not aim to be coldly rational. Aim to just be pretty reasonable.”
อย่าพยายามให้เป็นคนเย็นชาด้วยเหตุผล
แค่รู้ทันตัวเองให้มากพอก็พอแล้ว
.
ถ้าเรา ไม่ Joy กับการลงทุนที่เรากำลังทำอยู่ เราไม่ได้ชอบดูตัวเลข เราไม่ได้ชอบ วิเคราะห์ทำเล อสังหา ไม่ได้ชอบเรื่องตัวเลข
คำถามที่เราควรถามคือ “มันใช่ตัวเราไหม”
และการที่เราไม่ชอบมัน มันมีแน้วโน้มทำให้เรา ไม่ใส่ใจ เราต้องรู้จุดอ่อนเรา
.
และการไม่ใส่ใจ มีแนวโน้มทำให้เราเสียหายเยอะมากๆ และยิ่งทำให้เราเสียความมั่นใจมากๆ ความชอบของเรามันมีพื้นให้เราได้ลงทุน
(บางคนก็เก็บรถ Classic ก็มองเป็น Port ลงทุนของเขาเหมือนกัน)
.
เราต้องเข้าใจสมองของเราว่าเราเป็นคนแบบไหน
เหมือนที่ตอนนี้ Cerebrum ของเรากำลังบวมขึ้นเพราะกำลังเรียนรู้เรื่องใหม่ๆอยู่ (เพจนี้ชอบทำบวม555)
.
ทุกอย่างเดินทางด้วย กฎข้อ 1 เสมอ
“อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจมันจริงๆ”

ถ้าวันนี้มาชวนคุยเรื่องสมองอยากให้เรามองว่า
.
ทุกพอร์ตการลงทุน ไม่ได้สะท้อนความรู้ของเรา
แต่มันสะท้อน “โครงสร้างจิตใจ” ของเรามากกว่า

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีหาลูกค้า 10 คนแรกให้ได้ภายใน 10 วัน คู่มือฉบับมือใหม่สำหรับคนที่พึ่งมีไอเดีย

  • วิธียอมรับว่าตัวเอง เป็นคนไม่เก่งเพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น

  • เรียนยังไงให้สมองอยากจำ ไม่ใช่แค่ฝืนจำ ตามหลักการประสาทวิทยาของการเรียนรู้


ความเห็น

ใส่ความเห็น