คนธรรมดาจะกลายเป็นคนเก่งได้ยังไง

คนธรรมดาจะกลายเป็นคนเก่งได้ยังไง

ถ้าเราเป็นคนบ้านๆ ไม่ได้ฉลาดมาก เราจะทำยังไงให้เราเป็นคนเก่งขึ้น !
.
ถ้าคุณรู้สึกว่า
“ทำไมบางคนดูเก่งจังวะ แล้วเราจะไปถึงจุดนั้นได้ยังไง?”
บทความนี้…อยากชวนคุณอ่านจนจบ
.
เนื้อหาวันนี้ ส่วนนึง เบ้นเอามาจากหนังสือของ อาจารย์ Adam Grant
เขาเริ่มจากการหากรณีศึกษาและงานวิจัยจากหลากหลายอาชีพ ทั้งนักกีฬา นักธุรกิจ ครู องค์กร เพื่อแสดงให้เห็นว่า “ศักยภาพที่ซ่อนอยู่” มันปลดล็อกได้จริง
.
ซึ่งสรุปเลยคือ คนเก่งไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ (แน่นอนพรสวรรค์มันมีผล)
แต่ มี 3 อย่างที่ เราพัฒนาได้ เพื่อ Unlock ให้เราเป็นคนเก่งขึ้นได้

🔑

 1. Character Skills: พื้นฐานที่ทุกคนพัฒนาได้
[a] Embrace Discomfort
“รู้สึกโอเคกับความกากของเราเอง” — นี่แหละ จุดเริ่มต้นที่แท้จริง
ตอนเด็กๆ เราถูกสอนว่า “อย่าทำผิด”
แต่ อ. Adam บอกว่า ยิ่งเราชินกับความผิดพลาด เราจะยิ่งกล้าลองสิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่า
.
[b] Be a Sponge
มนุษย์ฟองน้ำ ท่องไว้เลยว่าเราชอบ “เผือก”
.
เบ้นว่าคนเก่งๆ ไม่ได้รู้อะไรเยอะตั้งแต่แรก
แต่เขาชอบถาม ชอบฟัง อยากรู้ อยากเข้าใจ
Business partner เบ้นที่เก่งสุดๆ คนหนึ่งเคยบอกว่า
“ชั้นมาถึงจุดนี้ เพราะชั้นอยากรู้อยากเห็นไปหมด ชั้นขี้เผือก555”
ตอนนั้นเบ้นก็ยัง งงๆ ตอนนี้พึ่งจะเข้าใจว่า นิสัยนี้มันดียังไง
.
[c] Imperfectionist
เลิกเป็นคนที่ต้อง perfect ทุกอย่างสักที
ใช้หลัก Wabi-Sabi — ทุกอย่างไม่สมบูรณ์แบบ
ให้โฟกัสว่าเราได้ “เรียนรู้อะไร” แทนที่จะถามว่า “ทำไมมันยังไม่ดีพอ”
————————-

🏗️

 2. Scaffolding: โครงสร้างที่ทำให้เราเดินต่อ แม้ใจไม่อยาก
[a] Deliberate Play
อย่าแค่ฝึกให้เก่ง จงฝึกให้สนุก
เหมือน Steph Curry ที่โค้ชออกแบบการฝึกให้เป็นเกม
ยิ่งฝึกแบบเพลิน สมองยิ่งจำลึก ยิ่งอยากกลับมาฝึกซ้ำ

[b] Trusted Coach
คนที่ “ด่าเราได้โดยที่เราไม่เจ็บ” มีค่าโคตรๆ
หาให้เจอ แล้วเก็บไว้ให้ดี
เขาคือกระจกสะท้อนที่ตรงกว่าความคิดเราตอนขี้เกียจ

[c] Mental Time Travel
ให้ตัวเองย้อนกลับไปดู “เราเมื่อ 3 เดือนก่อน”
แค่เทียบว่าเราคิด พูด หรือกล้าแค่ไหนในตอนนั้น
มันจะทำให้เราเห็นว่า “เราโตขึ้นตลอด” แม้จะยังไม่รู้สึกชัด

🌐

 3. Systems of Opportunity: อย่าแค่พยายาม จงเปลี่ยน “ระบบรอบตัว”
.
[a] Brainwriting ดีกว่า Brainstorming
อย่าเพิ่งพูด ให้เขียนก่อน ตอนนี้เบ้นก็กำลังเขียน เพื่อทำให้เข้าใจจริงๆ
เราจะได้ไอเดียที่ลึกกว่า กล้ากว่า
จากคนที่ไม่ได้พูดเสียงดังที่สุดเสมอ
.
[b] Cultures of Opportunity
อยู่ในที่ที่ให้เราลองผิด โดยไม่โดนตัดสินเร็ว
เหมือนโรงเรียนดีๆ ที่ไม่ได้มีแต่เด็กเก่ง
แต่คือโรงเรียนที่ให้เด็กกล้าลอง แล้วโตจากจุดนั้น
.
[c] Lattice Approach
เปิดรับไอเดียจาก “ทุกคน” ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร
ตอนอาจารย์ Adam เขียนหนังสือเล่มนี้ส่งตัวอย่างบทนำไปให้คนเพียบเลย
แล้วบอกว่าเต็ม 10 ให้คะแนนเท่าไหร่ และ หักคะแนนเพราะอะไร
สุดท้าย…อาจารย์บอกว่าพวกไอเดียพวกนี้แหละ ทองคำ จริงๆ 555
————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เบ้นหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านตอนหยุดยาว
ชื่อว่า “Hidden Potential” โดย Adam Grant
.
ตอนนั้นเบ้นรู้สึกว่า ตัวเอง “stuck กับเพจและการเขียนบทความ”
เลยลองตั้งเกมเล็กๆ กับตัวเองว่า
– จะลอง ตั้ง Fail Rate ไว้เดือนละ 5 ครั้ง
– และทดลองเขียนบทความหลายๆ แบบ หา Storytelling หลายๆ มุม
– แล้วดูว่าเรา “ชอบแบบไหน” มากที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…

เมื่อก่อนเวลาเขียนแล้ว reach ลด คนไม่เก็ต จะนอยมาก
แต่ตอนนี้ กลับสนุกกับการทดลองมากขึ้น**
เพราะมันกลายเป็น data ที่พาเราเข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม 5555
.
วิธีคิดนึงที่อยากให้เราพกไว้ในหัวเราเลยคือ
-ถ้าเรายังไม่เก่ง ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีทางเก่งได้-
แค่ต้องรู้ว่า…

1. เราเปลี่ยนนิสัยเรียนรู้ได้ (Character)
2. เราออกแบบแรงผลักดันให้สนุกขึ้นได้ (Scaffolding)
3. และเราปรับสิ่งแวดล้อมให้เกื้อหนุนการเติบโตได้ (System)
.
ทั้งหมดนี้…ไม่ได้ต้องเก่งตั้งแต่เกิด
แต่แค่ต้อง กล้าลอง – กล้าผิด – และค่อยๆ โต
.
เหมือนกับเกม Experiment ที่เบ้นกำลังลองเล่นกับเพจอยู่ตอนนี้
ไม่รู้จะไปไกลแค่ไหน
แต่รู้สึกว่า… มันน่าจะสนุกกับการเขียนขึ้นเยอะเลย
ขอให้เราเป็นคนธรรมดาที่ปลดล๊อคสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นะครับ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 7 Skills ที่ผู้นำระดับโลกเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องรู้ (44% ของ Skill เราจะใช้ไม่ได้ในอีก 5ปี)

  • ถ้าปีนี้(2024) คุณไม่รู้จะเพิ่ม Skill ด้านไหนผมขอแนะนำ จิตวิทยา(Psychology)

  • Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)


ความเห็น

ใส่ความเห็น