เราเรียนไม่รู้เรื่องเพราะเราไม่ดี หรือ คนสอนไม่ดี
.
เบ้นไปอ่านบทความนี้ของ Sean D’Souza มาครับ
ชื่อว่า Why We Struggle To Acquire Skills (And How The Mindset Of The Teacher Is The Root Cause)
.
มีคนเคยบอกว่า ถ้าคุณอยากรู้ว่าคนคนหนึ่งเชื่อในอะไร
ให้ดูว่าเขาทำอะไรในเวลาที่ไม่มีใครเห็น
Sean D’Souza ไม่ใช่นักพูด TEDx
เขาไม่ใช่ influencer สอนออนไลน์ แล้วก็ไม่ได้อยู่หน้ากล้องทุกวัน
แต่เขาเป็น “ครู” ที่รับสอนกลุ่มเล็กๆ มานานหลายปี
และหนึ่งในคำถามที่เขาเผชิญซ้ำๆ คือ:
.
“ทำไมลูกศิษย์บางคนถึงเรียนไม่รู้เรื่อง?”
.
คนส่วนใหญ่ตอบง่ายๆ ว่า “เขาไม่ตั้งใจไงหละ”
.
Sean เริ่มเล่าเรื่องลูกค้าผู้หญิงของเขาคนหนึ่ง ที่ทำงานกับครูนับร้อย
วันหนึ่งเธอลองถามคำถามเดียวกับกลุ่มครูว่า:
“ใครควรรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ — ครูหรือนักเรียน?”
90% ตอบว่า “นักเรียน”
อีกกลุ่มเล็กๆ บอกว่า “ก็แบ่งๆ กันไป 50:50”
ไม่มีใครตอบว่า “ครูควรรับผิดชอบ 100%”
จนกระทั่ง Sean เปลี่ยนคำถาม…
เขาเปลี่ยนจากคำว่า “นักเรียน” เป็น “เด็กทารก”
ถ้าคุณมีลูกทารกคนหนึ่ง — ใครรับผิดชอบการดูแล?
ลูก หรือ พ่อแม่? หรือ 50:50?
ถ้าเด็กเข้าห้องน้ำเองไม่เป็น จะโทษเด็กหรือพ่อแม่?
“ถ้าคนมาเรียนกับเรา พวกเขาคือ baby ทารกใน Skill ใหม่ๆ
พวกเขามีแต่ความไม่มั่นใจ ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะไปถึงไหน
แล้วเรากลับพูดว่า — นี่มันเรื่องของเธอ เธอต้องรับผิดชอบเอง?”
มันไม่แฟร์เลย
เพราะทารกไม่รู้ว่าต้องขอความช่วยเหลือยังไงด้วยซ้ำ
พอเบ้นอ่านมาถึงจุดนี้เบ้น นิ่งเลย5555
เพราะเบ้นนึกถึงตอนที่เคยสอนน้องทีมงานทำงาน
แล้วรู้สึกโมโหในใจว่า “ก็สอนไปหมดแล้ว ทำไมยังไม่เข้าใจอีก”
.
แต่เอาจริงๆ แล้ว…
มันไม่ใช่ความผิดเขาด้วยซ้ำ
.
จาก “สอนสไลด์” → สู่ “สอนเพื่อให้เขาสอนคนอื่นได้”
Sean ไม่ได้เปลี่ยนแค่ทัศนคติ
แต่เปลี่ยนทั้งวิธีการสอนของเขาทั้งหมด
เขาเลิกคิดว่า
“ถ้าให้ข้อมูลดีๆ แล้ว ลูกศิษย์จะเข้าใจ”
เขาเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า
“จะรู้ได้ยังไงว่าศิษย์เข้าใจแล้ว?”
คำตอบคือ:
ให้ศิษย์ สอนต่อ ให้คนอื่นได้
ถ้าเขาสอนต่อไม่ได้ แปลว่าเรายังสอนไม่ดีพอ
ถ้าเขาอธิบายผิดจุด นั่นคือช่องโหว่ที่เราต้องเติม
Sean เรียกสิ่งนี้ว่า True Teaching
ไม่ใช่แค่แชร์ไฟล์ PDF หรือทำ workshop 2 ชั่วโมง
แต่มันคือ “การโอบอุ้มคนคนหนึ่ง เหมือนพ่อแม่ที่ไม่ปล่อยให้ลูกล้มแล้วเดินหนี”
.
ถ้าจะรู้ว่าเราสอนดีรึเปล่า
ให้ดูว่าเขาสามารถ สอนคนอื่นได้ รึเปล่า
.
มันคือ teaching → transfer
และการที่คนๆ นึงจะ transfer ได้ แปลว่าเขาเข้าใจลึกมากพอ
และเข้าใจ “ด้วยตัวเอง”
.
ฝั่งนักเรียน ปัญหาที่เราเรียนไม่เข้าใจ เพราะ
“เราไม่คิดจะไปสอนใครต่อ”
ถ้าเราลองคิดว่า เราเรียน Skill นี้เพื่อเอาสอนคนอื่นต่อ เราจะเข้าใจดีขึ้นเยอะ
.
ตัววัดผลที่จะบอกว่า เราเข้าใจทักษะไหนแล้ว เราต้องสามารถเอาสอนต่อได้ เอามาเล่าต่อให้คนอื่นฟังได้
.
ปีที่ผ่านมาเบ้นเคยสอนเพื่อนๆในเพจไป รอบนึง ตอนแรกตั้งใจจะเปิดรอบใหม่ แต่เบ้นติดคำถามเดียวกับ Sean เลยคือ “ทำไมบางคนทำไม่ได้?”
.
เบ้นเลยไม่ยอมเปิดสอนอีกเลย พยายาม หาวิธีการเรียนแบบใหม่ การเล่าแบบใหม่ เพื่อทำให้คนที่มาเรียนเอาไปใช้ต่อได้จริงๆ
.
ช่วงนี้เบ้นก็กำลังทำ Class ฟรีอยู่ แก้ไปหลายรอบมาก พออ่านบทความนี้จบก็แก้อีกแล้ว (เพื่อนๆที่ทักมาถามเข้าใจตรงกันนะทำไมช้า 5555)
เดี๋ยว 1-2 วันนี้เบ้นจะ Email ไปให้ Pre-enroll นะครับ (ของดีของฟรี)
ตอนนี้เบ้นปรับนโยบายเพจใหม่ แจก 90% 55555
ปีนี้จะแจกยับๆ Give To Grow mindset
————————————————–
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
ศิษย์ = ทารก | ครู = พ่อแม่
เด็กอาจงอแง โวยวาย พลาดซ้ำๆ — นั่นคือธรรมชาติ
หน้าที่ของพ่อแม่คือไม่โยนภาระให้เด็ก แต่ ดูแลจนเขาไปต่อได้
และที่น่าประหลาดใจคือ…
เมื่อคุณ “รับผิดชอบ 100%” จริงๆ
ศิษย์จะ “เดินเข้ามาครึ่งทางเอง”
.
เขารู้สึกถึงความตั้งใจของคุณ
และนั่นทำให้ “50:50” เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องบังคับ
.
ถ้าเราเล่าหรือสอน แล้วคนไม่เข้าใจ คนเรียนไม่ได้ฉลาดน้อยแต่ เราต่างที่ไม่เข้าใจเนื้อหาจริงๆ




ใส่ความเห็น