Remote-Work อาจเป็นทางตันสำหรับเด็กจบใหม่

Remote-Work อาจเป็นทางตันสำหรับเด็กจบใหม่

การทำงาน Remote-work ตั้งแต่บริษัทแรก กำลังทำสร้างทางตันให้เด็กจบใหม่?

Steven Barllet ถามคำถามนี้กับ CEO และผู้บริหารระดับสูงมากกว่า 100 คนในปี 2025 ว่า…

“บริษัทที่ใช้ระบบ Remote-First กำลังทำร้ายอนาคตของคนรุ่นใหม่อยู่หรือเปล่า?”

คำตอบของผู้บริหารหลายคนน่าสนใจมากๆเลย คัดมาแล้ว 5 คน
————————
1.Steven Bartlett (Founder of FlightStory, Thirdweb, The Diary of a CEO)
.
“We’re in the middle of a loneliness epidemic.”
.
ปี 2025 คือปีที่เราสูญเสีย ‘community institutions’ แบบดั้งเดิมไปอย่างถาวร: สมาชิกโบสถ์ลดต่ำกว่า 50%, community centres หายไปจากแผนที่เมือง, การเข้าสังคมในสถานที่อย่าง pub ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
.
และแม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้คน connect กันได้ตลอดเวลา… แต่มนุษย์ก็ยังคงมี Maslowian need for connection อยู่ลึกๆ เสมอ
.
Steven มองว่า office culture คือ “superpower” สำหรับคนที่อยู่ใน early-stage career — เพราะถ้าคุณเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองใหญ่ เงินเดือนยังไม่พอใช้ ไม่รู้จักใคร และอยู่ในยุค doom-scrolling ของ TikTok… workplace จึงไม่ควรเป็นแค่ที่ทำงาน แต่ควรเป็น community
————————————-
2.Mark Bailie (CEO of Compare the Market)
“Trust isn’t built on a video call.”
.
Mark เปรียบเทียบเส้นทางอาชีพเหมือนเกม Snakes and Ladders
บางโอกาสอาจดูเหมือนแค่ ‘บันได’ แต่จริงๆ แล้วมันคือ ‘escalator’ ที่พาเราไปเร็วกว่าใคร
.
สิ่งที่ทำให้เกิดบันไดเลื่อนเหล่านั้น ไม่ได้มาจาก skill หรืองานที่คุณส่งผ่าน Slack หรือ Zoom… แต่มันคือการสร้าง relationship จาก real-world human interactions
.
เขาเตือนว่า remote work มักทำให้ environment กลายเป็น “task-based”
เราสนใจแค่ “งานเสร็จ” โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานนั้นส่งผลต่อ big-picture ของบริษัทอย่างไร
——————————————
3.Codie Sanchez (Investor, NYT Bestseller, Founder of Contrarian Thinking)
.
“You don’t want work-life balance. You want work that is fun and hard.”
.
Codie ไม่เชื่อว่า ‘WFH’ เหมาะสำหรับคนเพิ่งเริ่มต้นชีวิต
เพราะคุณจะพลาดสิ่งที่เรียกว่า osmosis learning — การเรียนรู้จากการอยู่รอบๆ คนเก่งโดยไม่ต้องมีสคริปต์
.
เธอบอกว่า career opportunities ที่เปลี่ยนชีวิตจริงๆ ไม่เคยเกิดขึ้นบน Zoom
แต่มันเกิดขึ้นตอนคุณอยู่ดึกกับเพื่อนร่วมทีม สร้างอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวคุณ
——————————————
4.Daniel Priestley (Founder of Dent Global)
.
“If you’re young, get close to the action.”
.
Daniel แยกแยะชัดเจนว่า remote work นั้นเหมาะกับคนที่ career-momentum ชัดเจนแล้วเท่านั้น
.
แต่ถ้าคุณยังเป็น young professional ที่ยังไม่มี exposure หรือ network —
สิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดคือ serendipity และ proximity to experience
.
สิ่งเล็กๆ อย่างการนั่งฟัง senior คุยกับลูกค้า หรือคุยเล่นกับเพื่อนร่วมทีมใน pantry — คือจุดที่ career insight เกิดขึ้นจริง
——————————————-
5. Nicola Kilner (Co-founder & CEO of DECIEM)
.
“AI is coming — so double down on the skills it can’t replace.”
.
Nicola เตือนว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะเข้ามาแทนที่งานจำนวนมาก
สิ่งที่มนุษย์ต้องโฟกัสคือ soft skills ที่ machine ไม่มีวันเรียนรู้ได้
.
เธอเน้นย้ำว่า EQ, emotional intelligence, empathy และ network-building — เหล่านี้ต้องฝึกจากการเจอคนจริงๆ ไม่ใช่ video call
.
เพราะในโลกอนาคตที่เต็มไปด้วย automation คนที่สร้าง “human relationships” ได้เก่งกว่า จะเป็นคนที่ชนะ

——————————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


บทสรุป
การทำงานแบบ Remote-first มีข้อดีเยอะมาก— freedom, autonomy, ประหยัดค่าเดินทาง เพื่อนเบ้นหลายคนก็ชอบมากๆ อู้ง่ายดี (เย้ย5555)

แต่ในระยะยาว ก็เป็นคำถามที่น่าถาม โดยเฉพาะกับ น้องๆที่พึ่งจบใหม่ พอเราทำงาน WFH อาจจะพลาดอะไรดีๆไป ทั้งมุมมองวิธีคิดในการทำงานกับรุ่นพี่ การมีบรรยากาศที่น่าทำงาน

สิ่งที่เราอาจกำลังพลาดไป คือ “invisible advantages”
สิ่งที่ไม่ได้อยู่ใน JD, KPI หรือ OKR แต่มันคือ พลังที่ซ่อนอยู่ ที่เปลี่ยนจากเด็กจบใหม่ให้กลายเป็นผู้นำที่แท้จริง

ทุกคนมีความเห็นว่ายังไงบ้างกับ Remote-work กับ เด็กจบใหม่

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Attention is the new Gold (ความสนใจคือทองคำสมัยใหม่) New Era Project

  • สกุลเงินยุคใหม่ “Followers” (New Era Projects)

  • สงครามฮอร์โมนของ Social Media (ยาเสพติดถูกกฎหมาย)


ความเห็น

ใส่ความเห็น