ถ้าต้องเริ่มยิง Google Adsตั้งแต่ 0 จะเริ่มยังไง?

ถ้าต้องเริ่มยิง Google Adsตั้งแต่ 0 จะเริ่มยังไง?

ถ้าเราอยากเริ่มยิง Google Ads อะไรบ้างที่เราต้องรู้

เดือนก่อนเบ้นได้ไปเรียน Google Ads กับทาง ANGA Mastery
ต้องบอกว่า…คือเบ้นแทบไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลย
เลยอยากสรุปให้ตัวเองเข้าใจ และเผื่อเพื่อนๆ คนไหนกำลังงมๆ เหมือนกัน

นี่คือ [13] ไอเดีย Google Ads ฉบับคนไม่เป็นมาก่อน
(แชร์เก็บไว้อ่านตอนใช้จริง)
——————
[1] Google Ads คืออะไร?
.
Google Ads = พื้นที่โฆษณาของ Google (ที่ทำเงินให้เขากว่า 90%)
.
เวลาคน search คำใน Google แล้วมีคำว่า “Sponsored” ขึ้นมา
ตรงนั้นแหละ…คือลานประลอง Google Ads
.
สิ่งที่สำคัญคือ “Google Ads ไม่ใช่แค่ซื้อพื้นที่”
แต่มันคือ { การประมูลแบบ Real-time } เพื่อให้ Ads เราขึ้นในจังหวะที่ใช่
– ถ้าอยากได้ผลไว > ยิง SEM (Google Ads)
– ถ้าอยากเติบโตระยะยาว > ทำ SEO
– อยากไปให้สุดทุกทาง > ทำทั้งคู่เลย
.
[2] ระบบ Google Ads ทำงานยังไง?
.
-เมื่อมีคนเสิร์ช Google ระบบจะเข้าชิงประมูลโฆษณาแบบ Real-time
-เรากำหนด Maximum Bid ได้เอง แต่จะเสียเงินจริงก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณา (CPC)
– เช่นเราบอกว่า เราอยากให้คน search คำว่า “แว่นตาทรงเหลี่ยม” ด้วยเงิน 30 บาท ต่อ 1 Bit แต่ คู่แข่งเรา บอกว่า bid ด้วยเงิน 50 บาท ต่อ 1 bid

– ถ้ามีคนมา link เราก็จะเสียเงิน แต่ถ้า มีคนเห็นแต่ยังไม่กดเราก็ไม่เสียเลย (ตรงนี้จะดีกว่า Facebook Ads เพราะ Facebook ads แค่เห็นก็เสียเงินแล้ว เขี้ยวมาก5555)

สมการว่าใครจะได้ขึ้น Search คนแรกคือ
[Ad Rank = Max Bid * Quality Score]

Max bid = คนเสนอเงินเยอะสุด (ใช้เงินแก้ปัญหาสุด555)

Quality Score = 3 องค์ประกอบ
1. Expected CTR – ความคาดหวังที่ google คิดว่าเราจะขายได้แค่ไหน
2. Ads Relevance – คือของเราตรงกันแค่ไหน (เช่นเรา ยิงคำว่า TV แต่เราขายตู้เย็น เขาก็จะหักคะแนนเรา)
3. LP Experience – Structure โครงสร้างของเว็บไซส์เรา ใช้ง่ายไหม เข้าง่ายไหม
——————
[3] Objective Campaign Types (จุดประสงค์ของ แต่ละแคมเปญ)

– Search Campaign (basic สุด)

แสดงโฆษณาแบบข้อความในหน้าผลการค้นหาของ Google เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เหมาะสำหรับการจับความต้องการที่มีอยู่แล้วและเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ

– Performance Max [เล่าต่อในข้อ 8]
แคมเปญที่ใช้ AI เพื่อแสดงโฆษณาในทุกช่องทางของ Google (เช่น Search, Display, YouTube, Gmail, Discover) โดยอัตโนมัติ โดยเน้นที่การบรรลุเป้าหมายการแปลงที่คุณตั้งไว้ **(ตัวนี้เผาเงินโหดมาก ถ้าใช้ไม่ดี)**

– Display Campaign
แสดงโฆษณาแบบภาพหรือวิดีโอบนเว็บไซต์ แอป และแพลตฟอร์มของ Google เช่น YouTube เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์และเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง

– Shopping Campaign
แสดงโฆษณาสินค้าพร้อมรูปภาพ ราคา และชื่อร้านค้าในหน้าผลการค้นหาและแท็บ Shopping ของ Google เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีกที่ต้องการโปรโมตผลิตภัณฑ์เฉพาะ

– Video Campaign
แสดงโฆษณาวิดีโอบน YouTube และเครือข่ายวิดีโอของ Google เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและการรับรู้แบรนด์ผ่านเนื้อหาวิดีโอที่น่าสนใจ

– App Campaign
โปรโมตแอปของคุณผ่านหลายช่องทางของ Google เช่น Search, YouTube, Google Play และ Display Network โดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มการติดตั้งและการมีส่วนร่วมกับแอปของคุณ

– Demand Gen Campaign
แคมเปญที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความต้องการในผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ โดยแสดงโฆษณาในรูปแบบต่างๆ บนแพลตฟอร์มที่มีการมีส่วนร่วมสูง เช่น YouTube Shorts, Discover และ Gmail

การเลือกให้ตรงกับ “Business Objective” จะช่วยให้ Google Algorithm ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
—————
[4] วาง Funnel บน Google

จากข้อ [3] ถ้าเราอยากจะวาง Funnel ให้ลูกค้ามาสนใจเราอาจจะยิงเป็นลำดับ สำหรับเก็บลูกค้าแต่ละกลุ่ม

– Step 1 – YouTube ช่วย Build Awareness – ยิงแบบกว้างๆเลย
– Step 2 -Demand Gen & VVC (Video View Campaign) กระตุ้นให้คนหันมานใจ
– Step 3 – Performance Max เข้าคว้า Demand (Capturing Demand) จับความสนใจ
– Step 4 -Shopping & Search เจาะกลุ่ม High Intent Audience ปิดการขายลูกค้าที่พร้อมวื้อ

การผสมช่องทางในแต่ละ Stage ทำให้ลูกค้าสะดุดเจอแบรนด์เราได้ทุกจังหวะ


[5] Keyword Research – วิธีหา keyword

1. Think like your customer – ลองคิดว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะ Search ว่าอะไร เราจะซื้อ คอนโดเราจะหาคำว่าอะไรบ้าง
2. Analyze Your website – เราใช้ Google keyword planner ในการวิเคราะห์ว่าเขาหา Keyword อะไรเจอบ้างใน Website ของเรา
3. Spy on Competitor – เราใช้ Google keyword planner เข้ามาดู เลยว่าเขาทำอะไรบ้าง หรือใข้ google transparent ไปส่องเขาเลย ว่าเขายิง ads อะไรอยู่บ้าง โดยใช้ “Ads Transparency Center” (ส่องเลย)
———————-
[6] Keyword Strategy

Anga Mastery แนะนำให้ใช้ 3 รูปแบบหลักในการวางกลยุทธ์

1. Broad Match – Search ความหมายเดียวกัน ( เสริชคำว่า รองเท้าเทนนิส แต่ คำว่า รองเท้าเพื่อวิ่งก็ขึ้นได้)
2. Phrase Match – คน search ใกล้ๆ คำขึ้นหน้า หรือ คำหลังเชื่อมกัน ( เสริชคำว่ารองเท้าเทนนิส อาจจะขึ้น Nike เทนนิส, Adidas เทนนิส)
3. Exact Match – คน search อะไรขึ้นแบบนั้นตรงๆตัว (ต้องเสิรชคำว่ารองเท้าเทนทิส เท่านั้นถึงจะขึ้นได้)

*อย่าลืมใช้ Negative Keywords – คือการที่เราสั่งไว้ว่าถ้าขึ้นคำนี้เราไม่เอา

เช่น เราจะขายคอนโด ที่ หัวหิน แต่พอคน search ว่าคอนเชียงใหม่ มันก็จะขึ้นมาด้วย เสียเงินฟรี5555 เราเลยต้อง Negative คำว่าเชียงใหม่ ออก)

*แปลว่าเวลาคนเสริชอะไรก็ตามที่มีคำว่าเชียงใหม่มันจะไม่ขึ้น Website ของเรา

————————————
[7] เขียน Ads ยังไงให้เวิร์ก?

– เขียนหลายแบบ: Benefit / Emotion / Social Proof / CTA
– พอเขียนครบ Google จะกินพื้นที่ Ads ได้เยอะขึ้น
– ใส่หัวข้อให้จบแบบ “Book Now”, “Get a Quote”
– สลับกันดูว่าแบบไหนเวิร์ก

——————————
[8] ถ้าอยากซิ่งลองใช้ Performance Max
– google เขาเคลมว่าเขา ดีที่สุด เพราะมันรวม ทุกอย่างเข้าด้วย Gmail, Youtube, google sheet , google map

ตัวนี้จะเหมือนกับ Advantage+ ใน FB คือให้ AI ของ Google บริหารจัดการ Ads ของเราเลย

หน้าที่เราคือ Input:

– Demographic (เพศ อายุ การใช้จ่าย)
– In-Market Audiences (กลุ่มที่กำลังหาซื้อ)
– Affinity Audiences (ความสนใจระยะยาว)
– First-Party Data (จากเว็บไซต์)
– Customer Match (อีเมลลูกค้า)

จากนั้น let Google optimize ให้เรา (ตรงนี้อีกหน่อยน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆเหมือนของ Facebook)
——————-
[9] ช่องทางเสริม: Shopping, GDN, YouTube

Store Visit Campaign
– เหมาะกับ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร สปานวด ทำให้คน Walk-In มากขึ้น
– เราต้องมี google my business link เข้ากับ google ads

Google Shopping Ads
– เราสามารถ link กับ Shopee , Lazada ได้เลย
– หรือพวกแบรน นาฬิกาหรู จะต่อเข้าเว็บเลยเพื่อ ดึง Engage
– product ที่มีอยู่แล้วให้ต่อ Plugin เลย

Youtube Ads – google บอกว่าคนไทยแค่ 9% ใช้ Premium ( ข้อมูลปี 2024)
– Skippable Instream ads (คือกดข้ามได้เบย) 10 – 15 วินาที ได้ conversion ดีกว่า
– Skippable กดข้ามได้เลย เหมือนจะดีแต่ Anga บอกว่าแพง
– Video Discovery Ads – เวลาเสริชแล้วขึ้นแนะนำขึ้นมา
– Masthead Ads ขึ้นอยู่ข้างบนเลย (ซื้อเองไม่ได้ต้องติดต่อผ่าน Google)
– Non video Ads – จะขึ้นอยู่ข้างๆ (คนไทยไม่ค่อยนิยมใช้ เราจะเห็นบ่อยๆ พวก Financial ads กู้เงินด่วนได้ )
———————————
[10] Tools ที่ควรรู้จัก

– Shared Library เก็บ audience, keyword ที่ใช้ซ้ำได้,เก็บ Negative keyword ได้ด้วย
– Google Ads Editor: ทำงาน bulk ได้เร็ว ไม่ต้องคลิกทีละอัน
-Ads Transparency Center: เอาไว้ใช้ส่องคู่แข่งเราว่าเขายิง Ads ตัวไหนอยู่บ้าง (ของดีอันนี้)

——————————————-

[11] Google Ads Metric — เวลาเรายิง เราต้องดูตัวไหนบ้าง?
ทาง Anga Mastery เขาแนะนำ ให้ Focus 5 ตัวนี้เป็นหลัก

1. Impression Share – สัดส่วนที่โฆษณาของเราปรากฏเทียบกับโอกาสทั้งหมดที่มีในตลาด ดูเพื่อเข้าใจว่าตลาดมีขนาดแค่ไหน และเรากำลังเก็บ Market Share ได้เท่าไหร่

2. Overlap Rate – อัตราที่โฆษณาของเรากับคู่แข่งแสดงผลพร้อมกัน
ดูเพื่อ รู้ว่าคู่แข่งไหนที่ “ชน” กับเราบ่อยที่สุด

3. Position Above Rate – อัตราที่คู่แข่งแสดงโฆษณา “เหนือ” กว่าเราในหน้าเดียวกัน ดูเพื่อ ประเมินคุณภาพโฆษณา และการบิด (Bidding Strategy) ของเรา ว่าต้องปรับไหม

4. Top-of-Page Rate – อัตราที่โฆษณาของเราขึ้นไปอยู่บนส่วนบนสุดของหน้าผลลัพธ์ ดูเพื่อ เช็กว่าโฆษณาเราได้พื้นที่เด่นพอไหม เพราะบนสุด = CTR สูงกว่า

5. Outranking Share – เปอร์เซ็นต์ที่โฆษณาเราชนะคู่แข่ง ในแง่ของการแสดงผล ดูเพื่อ วัดว่าเราชนะคู่แข่งตัวหลักได้บ่อยแค่ไหนในการประมูล
——————–
[12] ถ้า Ads Performance ไม่ดีเราควรดูอะไรบ้าง ฉบับ ANGA Mastery

1. ตรวจสอบการตั้งค่า Conversion และ Tracking

– เช็กเป้าหมายการวัดผล: การกรอกฟอร์ม, การสั่งซื้อ ต้องบันทึกได้ถูกต้อง
– ตรวจสอบการติดตั้งแท็ก: Google Ads Tag ต้องฝังถูกที่ ข้อมูลที่ได้ถึงจะเชื่อถือได้

2. วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน
– อ่านแนวโน้ม: คลิก, CTR, Conversion เปลี่ยนแปลงอย่างไร
– หา Pattern: ประสิทธิภาพลดลงเพราะอะไร — งบ, คีย์เวิร์ด หรือการตั้งค่า?

3. ประเมิน Conversion Rate และ CPC
– เช็กอัตรา Conversion: เทียบกับมาตรฐานเดิมหรือ Benchmarks
– ดู CPC: จ่ายต่อคลิกคุ้มไหม? ถ้าแพงเกินแต่ Conversion ต่ำ = เสียเงินเปล่า

4. ตรวจสอบ Search Terms รายงานคำค้นหา
– วิเคราะห์คำค้น:คำไหนดึงลูกค้าคุณ คำไหนพาออกนอกเส้นทาง
– ใส่ Negative Keywords: ตัดคำที่เปลืองงบ ไม่สร้าง Conversion

5. วิเคราะห์ Auction Insights และคู่แข่ง
– ส่องข้อมูลตลาด คู่แข่งมือหนักแค่ไหนในประมูล
– ปรับเกม: ตั้งกลยุทธ์ใหม่ บุกจุดที่คู่แข่งพลาด หรือเพิ่มความแม่นยำ

—————————————
[13] Data-Driven Mindset

สุดท้าย Google Ads ไม่มีสูตรสำเร็จ

สิ่งสุดท้ายที่ เบ้นว่าทาง ANGA เขาได้เปรียบกว่าคนอื่นคือเขาเป็น Agency ที่รับงานลูกค้าหลาย Business Domain ซึ่งมันเป็นจุดที่ทำให้ ทางนี้เขา เข้าใจสถานการ์ณ ธุรกิจจริงๆมากกว่า ทำให้เขาสอนได้หลายมุมดี

วันนั้นที่เบ้นไปเรียน มีนักธุรกิจหลายคนเอา Google Ads ของตัวเองมาเปิดให้ดูเลย55555 แล้วแก้กัน วางแผนกันตรงนั้นเลย โครตดุ

สุดท้ายเราไม่มีสูตร สำเร็จในการทำ Ads แต่สิ่งที่เราต้องมีคือ “การพยายามเอาข้อมูลกลับไปปรับปรุง” แล้วพัฒนาต่อไป Keep Going
—————————————–
[สรุป]
Google Ads เหมาะกับ Product ที่มี Demand สูงๆ คนต้องใช้แบบเร่งด่วน เช่น พวงหรีด ดอกไม้ เค้กวันเกิด รถยกเร่งด่วน ของพวกนี้ คนจะไม่มานั่งเล่น หากันแต่จะหา ใน search เลย

อีก Segment ที่เหมาะคือของที่”จริงจัง” เช่น อสังหา การศึกษา ของที่ให้อารมณ์ต้องการจะหามันจริงจังไม่ใช่ซื้อด้วยอารมณ์ รองเท้าวิ่ง อุปกรณ์

ถ้าธุรกิจของเราไปในเส้นทางนี้ เบ้นแนะนำ ให้เราลองเริ่มยิง Google Ads อยู่ ส่วนตัวเบ้นก็กำลังจะเริ่มเหมือนกัน

สำหรับใครที่สนใจอยากเรียน แบบยกคอมไปถึงที่ สามารถติดต่อไปเรียนเหมือนเบ้นกับทาง ANGA Mastery ได้เลยนะค้าบ (ลองเล่นงมๆไปก่อนไปถึงจะได้ถามคำถาม Advance เลย55555 เอาคุ้มๆ)

ขอบคุณๆ ANGA Mastery มากๆ เลยค้าบ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมเดี๋ยวนี้เราถึงรู้สึกทำไรก็ไม่สนุกแล้ว มันคือสัญญาณว่าฮอร์โมนความสุขเสียสมดุล

  • วิธีใช้ AI ให้เข้าใจธุรกิจเรามากขึ้น บทเรียนการไปสอน AI มา 100 บริษัท

  • วิธีฝึกสมองตัวเองให้คิดแบบเป็นภาพได้ จินตนาการให้คมมองแบบนักหมากรุก


ความเห็น

ใส่ความเห็น