ปัญหาที่เกิดจากการคิดบวกมากไป

ปัญหาที่เกิดจากการคิดบวกมากไป

เรากำลังอยู่ในสังคมคิดบวก จนเป็น Toxic Positivity (คิดบวกจนเป็นพิษ)

ความคิดบวกมากเกินไปจนทำให้เราไม่อยู่กับความเป็นจริง

Whitney Goodman ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นนักจิตบำบัด ช่วยเหลือผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อของการคิดบวกจน Toxic มาหลายคน

*ภาวะ Toxic Positivity คือ ภาวะคิดบวกจนเป็นพิษ มาจากการที่เรา ใช้คำพูด คำคม พัฒนาตัวเองเป็นแรงบันดาลใจเพื่อปลอบใจ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอของเรื่องนั้น

————————————————
เป็นหนังสือที่เหมาะกับ Culture คนไทยแบบชาวเรามากๆ 555555

ต้องบอกก่อนว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ต่อต้านการคิดบวกเลย พลังงานบวกมันช่วยเราได้จริง

แต่เราต่อต้าน การคิดบวกจนเป็นพิษ Toxic Positivity

ส่วนใหญ่สภาวะนี้จะเกิดจาก

– เราต้องการ Solution เพื่อออกจากปัญหาของเรา แต่เราได้คำพูดเท่ๆกลับไป
– เพื่อปฎิเสธความเป็นจริงแล้วปลอบด้วยคำพูดดีๆ cool
– เพื่อบอกว่าสิ่งแย่ๆทั้งหลายเกิดขึ้นจากความคิดลบของเราเอง

[ มันมีหลายปัญหาที่เราไม่ควรแก้ไขด้วยการแค่การคิดบวก อย่างเช่น ปัญหา มีบุตรยาก ปัญหาการสูญเสีย ปัญหา PTSD หรือแม้กระทั้งรูปร่างหน้าตา bully การเป็นหนี้ ]

เบ้นเคยฟัง พี่หนุ่ม Money Coach บอกว่า

“ช่วยคนไทยแก้เรื่องหนี้มาเป็น 10 ปี แต่ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยย คนไทยก็ยังมีหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น”
ฮืออ สงสารพี่หนุ่มมากๆ: บีบมือพี่หนุ่มม

ซึ่งรากของเรื่องหนี้มาจาก Positive Toxic ส่วนนึงนี้แหละ

ถ้า การคิดบวก = การมีความสุข

คนที่คิดบวกทุกคน = ต้องมีความสุข

แต่ทำไมเราที่พยายามจะคิดบวกก็ยังไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น?

แล้วถ้าเราคิดบวกมากเกินไปจนเรา เรามองว่าทุกอย่าง เป็นไปได้

เรากล้าเป็นหนี้ เพราะคิดว่าตัวเองผ่อนไหว?

จะเกิดอะไรขึ้นในภาพกว้างของสังคมเรา

วันนึงคนตกงานขึ้นมา พร้อมกับหนี้ที่เกิดขึ้น

เกิดเป็นหนี้เสีย ใช้หนี้ไม่ได้ ไปสู่การกู้เงินนอกระบบ และมิหนำซ้ำยังมีลูก ที่มีค่าใช้จ่าย

เราจะแก้ปัญหาพวกนี้ด้วยการ คิดบวกหรอ? ปลอบใจตัวเองหรอ ?

พอเราไปปรึกษาคนรอบตัวก็จะโดนการ Groupthink คิดบวกเข้าไว้เดี๋ยวมันก็ดี อย่าไปคิดมาก

เบ้นเคยมีเพื่อนพึ่งอกหักกับแฟนมา ปรึกษาเบ้น –

เขาบอกว่า มีแต่คนบอกว่า สู้ๆนะ อยู่ข้างๆเป็นกำลังใจให้เสมอ แต่ ไม่เคยมีใครสักคนบอก Solution สักคนเลยว่า เราจะออกจาก สถานการ์ณที่ อกหัก เสียใจ นี้ยังไง “ เขาควรทำอะไรต่อ? บอกหน่อย อย่าเอาแต่ปลอบสิ

สิ่งที่เราต้องการจริงๆไม่ใช่คำพูดคิดบวก คำคมเท่ๆ แต่เราต้องการ Solution (วิธีแก้ปัญหา) + Skill ที่จะออกจากสถานการณ์นั้นได้

เราต้องเลิกใส่ Culture การปลอบใจเท่ๆให้กับคนอื่น แต่ไม่ช่วยกันหา Solution ให้เขาได้แล้ว

แน่นอนการ Heal ใจกันก็ยังจำเป็นอยู่ แต่ อย่าลืมว่า การหาทางออก คือต้นตอของ การเกิดเรื่องแย่ๆขึ้นด้วย

“งั้นเรามาคิดบวกกันเย้ ! ศรัทธาเข้าไว้เดี๋ยวมันก็ดีเอง” ยังไงอีก555555

สุดท้ายพอนานวันเข้าเราคิดบวกมากเกินไป จนรู้สึกว่าชีวิตเรามันก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย เราก็กลับมาเครียดอยู่ดี

ซึ่งถ้าเราไปถาม Guru ที่ชอบพูดเรื่องคิดบวกก็จะบอกว่า เราคิดบวกไม่มากพอไงหละ 555555 คิดบวกกว่านี้

———————————————————-
ที่มาของการคิดบวก

ปี 1800 Phineas Parkhurst Quimby บิดาแห่งการคิดใหม่ เคยผลักดันถึงกลับว่า คิดบวกก็หายจากโรคร้ายได้ ไม่ต้องรักษา ความเจ็บป่วยมาจากจิตใจเรา เรามี mindset ที่ผิด ถ้าเราคิดบวก โรคร้ายจะหายได้เอง

ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไปจริงๆ บรรพบุรุษของเราก็ถูกออกแบบมาให้”คิดลบ”

ถ้าในพุ่มหญ้าขยับ เราต้องคิดว่าจะเป็น งูพิษ มากกว่ากระต่าย ทำให้เราหนี ออกจากตรงนั้นก่อน

(ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า คนที่มี Positive thread สูงในการคิดบวกอะดีจริงๆ กับตัวเขา

แต่ในทางกลับกัน คนที่เป็นคนคิดลบ และพยายามข่มว่าตัวเองคิดบวก เป็นเรื่องที่ Toxic กับตัวเขาเองด้วย)

ประเด็นของหนังสือเล่มนี้คือ การคิดบวกมากเกินไปจนเราหลุดจากความเป็นจริง

ผู้เขียนเล่าว่าเคยไปหานักบำบัดตอน อายุ 17 สองครั้ง เขาถูกแนะนำให้ไปพูดปลุกใจตัวเอง (Positive Affirmations) หน้ากระจก ให้บอกรักตัวเอง ชื่นชมตัวเอง

– เขารู้สึกกระอักกระอ่วนมากๆที่ต้องทำอะไรแบบนั้น
– เมื่อคุณอยู่ในจังหวะที่ชีวิตมืดมนจริงๆ การแค่คิดบวกก็พอแล้วหรอ?
– การพูดปลอบใจตัวเองแบบนี้เหมือนการโกหกหน้าตาย

ส่วนตัวเบ้นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับชาติเลย

เนื่องจากเราเป็น Pop Culture เราไม่ชอบให้คนพูดชินจัง (จริงจัง !) 55555 เนี่ยแบบนี้

พูดแบบนี้เหมือนจะเป็นเรื่องปั่นๆตลก แต่ เราอยู่ในวัฒนธรรม Good vibes only เราเปิดรับแต่สิ่งดีๆเท่านั้น

เพราะจะมีอะไรก็ตามที่เริ่ม คิดลบ ขึ้นมาอย่าง Post นี้ โอกาส ที่มันจะ viral ก็จะต่ำมากๆ เราชินกับคำพูด positive ดีๆ

เพราะคนส่วนน้อยมากที่จะอ่านอะไรที่ดูไม่ Heal ใจ แบบบทความนี้ มันจะขัดกับหนังสือหรือวิธีคิดหลายๆเล่ม ที่บอกให้เรา คิดบวก!

คำสอนว่า “อย่าคิดมาก” เป็นตัวบ่มเพาะการ คิดบวกจน Toxic

เป็นหนี้ = อย่าคิดมากสิ ใช้ๆไปเดี๋ยวก็หมด (ไม่ได้หาสาเหตุทางอารมณ์เราเลยอะไรทำให้เราซื้อของที่ไม่จำเป็น จนเป็นหนี้)

ตกงาน = อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็หางานใหม่ได้ (ไม่ได้หาสาเหตุเลย )

เราแปะ ปัญหาทุกอย่างไว้ที่ “Positive เข้าไว้เดี๋ยวดีเอง อย่าคิดมาก”

ใครที่คิดลบ จะถูกตรีตราเป็น Toxic จะโดนล่าแม่มด ว่าเป็นพวกไม่มีความสุข มีปม เด็กมีปัญหา

สังคมเราถูก Lead ให้เป็นแบบนั้น

– Toxic positive บางครั้งเราใช้มันเพื่อปัดภาระความรับผิดชอบ ในระดับลึก แล้วโยนให้วิธีคิดของเราผิดแทน
– โดยเฉพาะใน Context บ้านเราที่ชอบใช้ความ ตลกกลบเกลื่อน เรื่องที่เราทำผิดแบบร้ายแรงจริงจัง
– (อันนี้เห็นฝรั่งที่มาทำงานเมืองไทยจะ งงมาก Culture ว่า พวกยูทำผิดกัน แล้ว ยิ้มหัวเราะคือไรหว่า
– Land of Smile ของแทร่ 55555

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง การคิดลบแก้ปัญหาให้คนได้เยอะมาก

– ทำให้เราทำประกันเพราะกลัวความเสี่ยงจะเป็นโรคร้าย (ลดภาระ ประกันสังคมการรักษาของรัฐบาลได้)
– ทำให้เราต้องเก็บเงิน ไว้ใช้ ยามเราฉุกเฉิน
– นักลงทุนเก่งๆที่เบ้นรู้จักหลายคน จะมี บุคลิกที่คิดลบ สูงมาก เพราะเขาต้องมอง หุ้นในแง่ลบเข้าไว้ เพื่อ หาจุดบอดของบริษัทและทำให้เขาลงทุนได้ดี

———————————————–

แล้วถ้าไม่ให้เราคิดบวกแล้วจะให้เราคิดลบหรอ?

ผลสำรวจของ General Social Survey พบว่า ความสุขของชาว USA ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยตั้งแต่ปี 1972

ซึ่งนั้นแปลว่าต่อให้เราจะฝืนให้คิดบวกมากแค่ไหน ความสุขเราไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเลย

สิ่งที่เราควร ใช้เป็น Core Drive Mental Model ของเรา ไม่ใช่การคิดบวก Positive แต่เป็น Meaning Value (สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย)

– อันคือสิ่งสำคัญ อะไรที่เราสนใจและใส่ใจ
– คุณค่าอะไรที่อยู่ในตัวเราเอง

เราควรแสวงหาคุณค่าของตัวเรา

แทนที่จะรู้สึกขอบคุณแบบปลอมๆ กับทุกอย่างที่เข้ามาเราลอง

1. ยอมรับความรู้สึกในตอนนี้ของคุณ มันเข้าใจได้ที่เราจะอารมณ์เสีย หรือคิดลบ
2. เราต้อง มี Radical Acceptance (การยอมรับอย่างลึกซึ้ง)
3. เรายอมรับมันความทุกข์เข้ามาในตัวเรา แล้วเราต้องย้าย ความทุกข์ของเราไปสู่การยอมรับมันซะ
4. ถ้ามีปัญหาที่ต้องแก้ทันที ให้เราโฟกัสที่การแก้ปัญหานั้นก่อนเลย
5. ควบคุมอารมณ์ในตอนนี้ของคุณไว้จนกว่าจะหาที่สงบๆได้
6. ปรับมุมมองให้กว้างขึ้น กับคำว่าการคิดบวก และ การคิดลบ

ใน Stoic เราก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกันคือ การมี
“Eudaimonia (ยูไดโมเนีย)”

ความสุขที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาตัวเองให้ทำสิ่งที่ดีเพื่อมีชีวิตที่ดี

ไม่ใช่แค่ความสุขที่เกิดจากทางวัตถุ แต่เกิดจากแต่เป็นการคนใช้ชีวิตที่มีคุณธรรม เราเป็นคนที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ (Arete’) และคุณค่าของเราอยู่ตรงนั้น ถึงจะมีความสุข

และนั้นคือ การมีคุณค่ากับชีวิตเราอย่างแท้จริง

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

คนเก่งๆที่เบ้นเจอ มาแทบจะทุกคน เขาไม่ได้มีความสุขในทุกวัน

เขาก็มีวันที่แย่ มีวันที่ยากลำบาก แต่สิ่งที่เขามีเหมือนกันคือ เขามีวันที่ Made my day วันที่มีความหมาย

ทุกวันไม่ได้เป็นวันที่ดี แต่ทุกวันเป็นวันที่มีความหมาย 

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • สิ่งที่จะอยู่ต่อไปในอนาคตคือ “อดีต” (Same As Ever)

  • เปิดแล้ว Class Psychology Marketing Facebook Ads – จิตวิทยาการตลาดของมุนษย์ (ที่สุดของรากฐาน)

  • 7 ช่องทางหารายได้เงินแสนด้วยตัวคนเดียว Soloprenuer (อ่านจบเริ่มได้เลย)


ความเห็น

ใส่ความเห็น