สรุปโพสต์เดียว เรื่องผิว อะไรใช้ได้ อะไรใช้ไม่ได้จริง
**ความจริงเบื้องหลังการดูแลผิว – ทำความเข้าใจพื้นฐานและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์**
สุขภาพและปัญหาผิวหน้าเป็นเรื่องของการแพทย์จริง ๆ ไม่ใช่แค่การตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณหมอ Natalia Spierings แพทย์ผิวหนัง
ที่มุ่งทำความเข้าใจผิวให้คนทั่วไปเข้าใจแบบตรงไปตรงมา
คุณหมอเขียนในหนังสือเลยว่าไม่มีสปอนเซอร์หรือการโปรโมทแบรนด์อะไรทั้งนั้น จะให้แต่ชื่อ ไปหาส่วนผสมกับแบรนที่มีของนั้นเอาเอง5555
คุณหมอบอกว่า ไม่มีแรงจูงใจในการหาเงินจาก Skincare เลย เพราะงั้นไว้ใจได้จะเขียนแบบเป็นกลางสุด (คุณหมอเท่มาก)
——————————————-
**Part 1: ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว – ที่แนะนำให้ใช้จริงๆ **
1. คลีนเซอร์
• เป้าหมายคือการล้างเครื่องสำอาง ฝุ่นเหงื่อ และคราบสกปรกออกจากผิว โดยไม่ทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง
• คุณหมอ Natalia แนะนำให้ใช้คลีนเซอร์แบบออยล์ เพราะอ่อนโยนและช่วยรักษาความชุ่มชื้นบนผิว
2. มอยส์เจอไรเซอร์
• มีหลากหลายแบบให้เลือก เช่น ครีม (น้ำกับน้ำมันเท่าๆ กัน), โลชั่น (บางเบาเหลวกว่า), เจล, และเซรั่ม
• ปัญหาหลักของมอยส์เจอไรเซอร์คือส่วนประกอบที่มีน้ำมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งเมื่อน้ำระเหยออก
• คุณหมอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีฟิล์มเคลือบผิว (เช่น ใช้ขี้ผึ้งหรือวาสลีน) โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่รักษาสิวหรือริ้วรอย
3. ครีมกันแดด**
• เหตุผลที่เรา Must ใช้กันแดด มีหลักๆ 2 ข้อ คือ เรากลัวผิวเราจะแก่ลง และ ป้องกันมะเร็งผิวหนัง
มีการประเมินกันว่าเราสามารถ ลดอันตรายจากระยะสั้นและระยะยาวจากรังสียูวีได้เกือบ 80% (ถ้าเราเริ่มตั้งแต่เด็กๆ)
• สมาคมแพทย์ผิวหนังที่ UK แนะนำทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 (ป้องกัน UVB ได้ 97 %) และ อัตราป้องกัน UVA ที่ 4 หรือ 5
• ถ้าเราทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมากหรือว่ายน้ำก็ต้องทาซ้ำ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง
• คุณหมอบอกว่า คนส่วนใหญ่ใช้ครีมกันแดดแค่ครึ่งเดียวของปริมาณที่ควรใช้เพื่อให้ได้การปกป้องที่ดี แทนที่จะกันได้ระดับ SPF30 ของจริงก็อาจจะได้แค่ SPF15
• และการทา หลายตัวหลายชั้น ก็ไม่ได้ป้องกัน SPF มากขึ้น (มันจะป้องกันตาม ค่าSPFสูงสุดที่เราทาไป) แต่ทาหลายชั้นก็อาจจะช่วยให้เราทาได้ทั่วหน้ามากขึ้น (สายรีบทาแบบเราๆนั้น5555555)
• คลีนเซอร์แบบออย จะล้างกันแดดได้ 94% แบบโฟมได้ 60%
• เราอย่าคิดว่า กันแดดละจบทุกอย่าง การใส่หมวกปีกกว้าง แว่นตา และไม่อาบแดดนานๆก็ช่วยเราได้เยอะเหมือนกัน
4.วิตามินและส่วนผสมอื่น ๆ**
• วิตามิน A (กรดเรติโนอิก)**: ใช้รักษาสิวและช่วยลดริ้วรอยจากแสงแดด
• โฮโดรควิโนน**: มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับในการรักษาฝ้าและจุดด่างดำ
• วิตามินซี**: จำเป็นต้องรับประทานเพราะร่างกายไม่สามารถสร้างได้ แต่การทาบนผิวไม่จำเป็นสำหรับผิวที่แข็งแรง (แปลว่าถ้าเรากินวิตามินซีถึงแล้ว ต่อให้ทาอะไรไปก็เหมือนกัน)
• กรดไฮยาลูรอนิก**: ช่วยเชื่อมพันธกับโมเลกุลน้ำ แต่การทาอาจไม่ได้ผลเท่าการฉีดเข้าไปในผิว
————————————
Part 2 : ผิวหนังทำงานอย่างไร?**
– ความหมายของ “ผิวปกติ”
• ผิวปกติไม่ได้หมายความว่าผิวจะเรียบเนียนหรือไม่มีปัญหา แต่คือผิวที่ทำงานตามธรรมชาติ
• ผิวประกอบด้วยเซลล์ ผม ควันของขน ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน สีและระดับความมันแห้งที่ผสมกัน
• เราต้องตั้งค่าความคิดพื้นฐานว่า “ผิวปกติ” คือผิวที่มีความหลากหลายและสมดุลตามธรรมชาติ
– Stratum Corneum (ชั้นขี้ไคล)
• คือชั้นนอกสุดของผิวที่กักเก็บน้ำไว้ไม่ให้ละเหยออก
• ชั้นนี้ค่อย ๆ หลุดลอกตามธรรมชาติโดยไม่ทิ้งรอยขุย
• คุณหมอแนะนำ “เลิกใช้ Scrub สากขัดผิว” เพราะมันทำให้ Stratum ของเราสูญเสียความสมดุล ไปรบกวน
– เซลล์คอร์นีโอไซต์และ Natural Moisturizing Factor (NMF)
• เซลล์เหล่านี้คือซากเซลล์ผิวที่ช่วยสร้าง NMF ซึ่งเป็นโปรตีนที่ให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ
• แม้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก NMF จะมีอยู่ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ช่วยเท่าที่คิด เพราะเซลล์ไขมันในผิวยังคงเกาะกันและขวางการเคลื่อนผ่านของน้ำ
– ทำไมไม่ควรแกะสิว?
• สิวเกิดจาก Stratum ที่เป็นบ้านของโปรตีนเล็ก ๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
• การแกะสิวอาจทำให้เศษเซลล์หลุดไปสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบและรอยแผล
—————————————————-
**Part 3: วิธีการฟื้นฟูผิวที่คุ้มค่า**
สรุปวิธีการดูแลผิวที่คุ้มค่ากับเวลาและเงินทอง:
1. ทาครีมกันแดดทุกวันเมื่อออกนอกบ้าน พร้อมสวมอุปกรณ์ป้องกันแดดเพิ่มเติม
2. ใช้เตรติโนอิกทุกคืนเพื่อรักษาและฟื้นฟูผิว
3. สำหรับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน: อาจพิจารณาการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (ปรึกษาแพทย์ก่อน)
4. พิจารณาการลงทุนฉีดกรดไฮยาลูรอนิกเข้าชั้นผิวทุก 2-3 ปี (สำหรับผิวที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะ ถ้ามีงบ)
5. ถ้าเลือกรักษาตามคลีนิก ให้เลือกคลินิกที่ให้ผลจริงและเหมาะกับคุณ แม้ว่าจะต้องมีเวลาพักฟื้น
6. สิ่งสำคัญคือการอดทนและอย่าคาดหวังผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ในทันที
———————————————–
**Part 4: Red Flags ที่ควรระวังเมื่อคุณเจอแพทย์ผิวหนังแบบนี้ให้หนีปัย
– หมอผิวหนังที่ไม่ฟังปัญหาของคุณอย่างจริงจัง
– หมอที่ไม่ตรวจผิวอย่างละเอียดก่อนให้คำแนะนำ
– หมอที่รีบขายผลิตภัณฑ์ราคาแพงให้คุณทันที
– หมอที่ผลักดันให้ซื้อของที่ราคาแพงโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน
– หมอที่ไม่ให้เวลาคุณพิจารณาก่อนทำการศัลยกรรม
– หมอที่รับประกันผลลัพธ์โดยไม่ให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ
– หมอที่อ้างว่าผ่าตัดแบบไร้แผลเป็นได้ 100%
———————————–
**สรุปประเด็นสำคัญ** (ข้ามมาอ่านนี้เลยกะได้สาย ขี้เกียจอ่าน5555)
– ถ้าคุณมีปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นสิว โรซาเชีย ฝ้า หรือ แค่รู้สึกว่าผิวไม่ “ผ่อง” ก็ควรไปตรวจเพื่อ วินิจฉัยโรค พร้อมวางแผนรักษา
– ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำแนะนำให้ใช้ก็ไม่ควรมีราคาแพงกว่าค่าตรวจของแพทย์นัก
– ของใช้พื้นฐานเรียบง่าย ทั้งหมดที่คุณต้องใช้คือ
– “คลีนเซอร์” (ถ้าจะให้ดีควรเป็นแบบออยล์)
– มอยส์เจอไวเซอร์สำหรับตอนกลางคืน (ถ้าให้ดีควรเป็นแบบขี้ผึ้ง)
– ครีมกันแดดสำหรับตอนกลางวัน
– อย่าซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวราคาแพง ให้ดูที่ ส่วนผสมพื้นฐานที่มีเหมือนกับตัวถูก (เพราะ 90% คล้ายๆกันหมด) ราคาที่แพงมาจากกล่อง กับการตลาด
– อยู่ให้ห่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเริศหรูเกินไป (อะไรก็ตามที่ทำจาก รก หรือ สเต็มเซลล์ ทำจากทองคำหรือเพชร เป็นต้น) ทั้งหมดนี้จะไปเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เพิ่มประสิทธิภาพของมัน
– อย่ารับคำแนะนำเกี่ยวกับ ยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ จากคนไม่มีสิทธิ์ สั่งจ่ายยา
– ยาทาชนิดเดียวที่มีหลักฐานและข้อมูล วิทยาศาสตร์รองรับว่า ช่วยต้านสัญญาณการแก่ชราได้จริงตือ “กรด เรติโนอิก”
– อย่างที่อ้างว่าเป็น สารออกฤทธิ์ สำหรับช่วยเรื่องริ้วรอย รอยย่น โดยรวมอาจะทำบางอย่างได้จริง แต่ไม่มีหลักฐานคุณภาพสูงมากพอที่จะเป็นเหตุรองรับการใช้งาน หรือ ราคาผลิตภัณฑ์ (ที่มักสูงเกินจริง)
– ยาทาชนิดเดียวที่มีหลักฐาน และ ข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับว่า รักษาจุดด่างดำและฝ้าได้จริงคือ “ไฮโดรควิโนน” มันเป็นยาทาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
– จงเรียนรู้ที่จะรัก วาสลีน
– สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสุขภาพผิวให้ดีและดูแลตัวเองให้ครบถ้วนด้วยเรื่องพื่นฐานก่อน ดื่มน้ำ อาหาร พักผ่อน
ทำทุกอย่างนี้ให้เหมาะสม ก่อนเราจะไปแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน (คนเขียนว่าตัวเองด้วย555)






ใส่ความเห็น