ความคิดคือผู้ออกแบบโชคชะตาของเรา
“Your thoughts are the architects of your destiny.”
― David McKay
ความคิดเป็นเหมือนปรสิตเลย (หนังเรื่อง Inception) มันจะเติบโตในหัวสมองเรา
เราต้องระวังสิ่งที่คิดเพราะมันจะกลายเป็นสิ่งที่เราจะพูด
เราต้องระวังสิ่งที่เราพูดเพราะมันะจะกลายเป็นสิ่งที่เราทำ
เราต้องระวังสิ่งที่เราทำเพราะมันจะกลายเป็น “ตัวเรา”
ทุกอย่างเริ่มต้นจากความคิด และหนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน ถ้าเราอยากชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เรามาทำตาม 7 ขั้นตอนนี้กัน
1.Be Clear in Vision (มองภาพให้ชัดเจน)
ก่อนอื่นถ้าเราอยากจะเป็นใคร หรืออยากทำอะไร เราต้องหลับตาแล้วมองเห็นแล้วเราเป็นแบบนั้นให้ได้ก่อน ถ้าเราอยากหุ่นดี เราต้องเห็นเราหุ่นดี ถ้าเราอยากมีงานที่ดีต้องหลับตามองเห็นเหมือนกัน
ถ้าใครยังไม่รู้จะหาด้านไหนในชีวิตผู้เขียนแนะนำลองดู 6 ด้านนี้
- การพัฒนาตัวเอง
- ความรักความสัมพันธ์
- หน้าที่การงาน
- เพื่อนและครอบครัว
- ที่อยู่/บ้าน
- งานอดิเรกพักผ่อน
เราจะทำ Vision Board ก็ได้ ตัดแปะภาพ หรือทำอะไรที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นจริง เพื่อทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น เลือกเวลา กำหนดปัจจัยทั้งหมดดู
ถ้าเรายังมองไม่เห็นตัวเองเป็นแบบนั้นเราไม่มีทางจะเป็นสิ่งที่เราอยากเป็นได้เลย แต่ปัญหาคือพอเรามองไปถึงสิ่งที่เราจะเป็นมันก็จะทำให้เรา เริ่มใช้ Logic มันไม่น่าเป็นไปได้นะ? เราจะเริ่มมีความคิดลบ หรือ พยายามใช้เหตุผล ยากเกินฝัน เพ้อเจ้อ บลาๆ หยุดคิดก่อน อย่าพึ่งหาเหตุผล เราต้องไปแก้ปัญหาต่อในข้อ 2 ก่อน
2.Remove Fear and Doubt (ขจัดความกลัวและสงสัย)
โดยปกติความกลัวจะเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ความกลัวจะกังขา รู้สึกไม่มั่นคง จำกัดความเชื่อความคิด แล้วก็เอาผสมกับประสบการ์ณในอดีตของชีวิตเรา
ถ้าคิดแบบนี้ เราจะมองไม่เห็นภาพเราเลยว่ามันจะเป็นไปได้ไง?
ทีนี้เราต้องมาแก้ปัญหานี้ก่อน ซึ่งผู้เขียนบอกเลยว่า ปัญหานี้ต้องแก้ให้หาย
เราลองมองดู แผล หรือ ปมในอดีตของเราที่เราไม่ได้แก้ไข
The Straw that Breaks the camel’s back
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก
เป็นสำนวน ที่อารมณ์ประมาณว่า เรื่องเล็กๆน้อยที่ทำให้เกิดเรื่องใหญ่มากๆ
เช่นแบบ เราอาจจะ ทำงานไม่ดี จนสะสมมานาน จนวันนึง เราดันบังเอิญไปทำพลาดเรื่องๆเล็กๆ จนทำให้เราโดนไล่ออก ซึ่งเรื่องนั้นอาจจะง่อยมากๆ แบบแค่แบบ ส่งอีเมล ผิดคน
คุณ Roxie ผู้เขียนมองว่า สิ่งนี้มักจะสะสมมาทั้งชีวิตเราทำให้เรามี “อดีต”
อดีตเหล่านี้ก็จะทำงานไปเรื่อยๆจนเราแตกสหาย ให้เรามีอะไรติดหลังซึ่งวิธีแก้ก็คือ
- ตระหนักรู้ (Awareness) เราต้องหาสาเหตุให้เจอหาให้ได้ก่อนว่ามุมเราตรงไหนที่ กระตุ้นความรู้สึกของเราให้เรากลายเป็นคนแบบนี้ {หาตัวกระตุ้นให้เจอ} ส่วนใหญ่มาจาก งาน พ่อแม่ โรงเรียน หรือ เพื่อน [บางคนฝึกนั่งสมาธิเพื่อให้มีสติป้องกันในอนาคต]
- ยอมรับความรู้สึกทั้งหมด สิ่งนี้เหมือนกล้ามเนื้อเลย เราต้องฝึกยอมรับ ว่าเราก็ไม่ดี เราก็มีจุดแย่ เราต้องฝึก Express(ระบาย) แสดงออกมาถึงอารมณ์ที่แท้จริงของเรา (ส่วนตัวเบ้นขอเสริม Part นี้ว่าเราอยู่ในสังคม Context ที่ให้เก็บอารมณ์เอาไว้ ซึ่งผิดหลัก Psycho ที่เราควรจะระบายมันออกมา แต่ไม่ใช้แบบเกรี้ยวกราดแต่แบบซื่อสัตย์กับตัวเอง)
- การคิดบวกที่เป็นผิด (Positive Poison) ส่วนใหญ่โลกนี้จะชอบบอกให้เราคิดบวก จนบางคนเบียวเกิน 5555555 คนมาเหยียบเท้าแล้ว แล้วบอก อุ้ยดีจังโลกนี้สอนอะไรเรา ซึ่งคนเราชอบโดนสื่อ กระทืบมาให้เรามีมุมมองบวกเป็นที่เป็นพิษ
อดีตไม่ได้บ่งชี้ถึงอนาคตเราเลย เราต้องมีสติแยกแยะหา ฟางเส้นสุดท้ายให้เจอ แล้วค่อยๆทำความเข้าใจว่ามันไม่ได้เกิดจากเหตุการ์ณนี้สักหน่อย
เข้ากระบวนการรักษา มองหาตัวเอง หาสาเหตุ รักตัวเอง เลิกแสวงหาการยอมรับจากสังคม ใจดีกับตัวเอง ไม่เฆี่ยนตีตัวเองให้ เรารู้สึก แย่ตลอดเวลา
สรุปง่ายๆ Be Yourself (ช่างหัวอดีต เริ่มต้นกันใหม่)
ส่วนตัวเบ้นมองว่าขั้นตอนนี้จะยากมากๆเพราะเราถูกสร้างมาเป็น 10 ปี กับมุมมองเดิมๆในชีวิตเราเพราะงั้นถ้าใครยังแก้ไม่ได้ไม่เป็นไรงับ ค่อยๆปรับกันไประหว่างทาง It’s okay
3.Align Your Behavior (ปรับพฤติกรรม)
การลงมือทำ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
Action = Fate
โชคชะตาของเราจะเปลี่ยนไปผ่านการลงมือทำของเรา
ปัญหาส่วนใหญ่คือ “การนิยามตัวเรา”
เรานิยามว่าเราเป็นยังไงเราก็เป็นแบบนั้น เช่น บางคนบอกว่าเป็นคนไม่รอบคอบ ก็จะพยายามใช้ชีวิตเข้า นิยามนี้ ทำให้เรากลายเป็นคนแบบนั้น
คุณ Roxie Nafousi (ผู้เขียน) บอกว่า เราไม่จำเป็นต้องตีตราตัวเองว่าเป็นพวกชอบเอาใจคนอื่น ชอบไม่ปล่อยวาง ชอบคิดมาก หรือเป็นอะไรก็ตาม
เราต้องปรับพฤติกรรมเราจาก เรื่อง basic ในชีวิตประจำวันก่อนเลย เอาแบบง่ายๆ ดื่มน้ำให้เยอะขึ้น เก็บเตียง กินวิตามิน นอนให้พอ หัวเราะ ปฎิเสธคนให้เป็น ฟังเพลง หาเวลาให้ความสัมพันธ์ นั่งสมาธิ พวกนี้ทำได้หมดเลย
เราเริ่มท้าทายตัวเองจากเล็กๆน้อยๆพวกนี้เพื่อ ปรับนิสัยเราใหม่
เราจะมีข้ออ้างเยอะแยะที่ไม่อยากทำ ให้เราปรับเป้าหมายรายวันให้เล็กมากๆ เช่น อ่านหนังสือวันละ 3 บรรทัดยังได้ (เบ้นใช้วิธีนี้จนกลายมาเป็นอ่านปีละ 52 เล่มมาแล้ว) ค่อยพัฒนานิสัยไป คิดแล้วทำเลย
4.Overcome test (เอาชนะบททดสอบ)
หลังจากทุกพายุที่ผ่านพ้น จะมีท้องฟ้าสดใส ชีวิตที่ดีขึ้นรอเราอยู่
นี้เป็นขั้นตอนที่ คุณ Roxie Nafousi (ผู้เขียน) ชอบมากที่สุด
พอเริ่มปรับเปลี่ยนนิสัยใหม่ๆ เราจะเจออุปสรรคใหม่ๆในชีวิตเราเข้ามา
ปี 2021 คุณ Roxie เจอเรื่องที่กระเทือนจิตใจร้ายแรงมากๆ มีบททดสอบต่างๆ ที่ทำให้เรา ท้อจนแทบจะทนไม่ไหว และนี้คือคำแนะนำใน Step นี้
- เรียนรู้ที่จะปฎิเสธ [ถ้าเรารู้สึกผิดที่เราปฎิเสธคนเพราะเราขาดการเห็นคุณค่าในตัวเราเอง]
- เลิกนิสัยยอมตกลงให้จบๆไป [ลองถามคำถามตัวเอง จดไว้ทำไมฉันถึงยอมเรื่องนี้]
- ปล่อยวางสิ่งที่เราแก้ไม่ได้ [ยอมรับความจริง บางอย่างก็ไม่ได้ดั่งใจเรา]
- ปกป้องพลังงาน [Energy Management] พยายามจัดการพลังงานในแต่ละวันของเรา
ตอนเบ้นเรียน Positive Psychology ของ Havard U. ในเนื้อหาสุดท้ายอาจารย์ได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคนี้
“when the door closes another one open”
เมื่อโอกาสบางอย่างในชีวิตเราหายไป นั้นแปลว่าโอกาสใหม่ได้เปิดแล้ว
เมื่อเรามาถึงขั้นตอนนี้พอเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา เราจะเริ่ม เห็นสิ่งที่เสียไปเยอะ แต่ก็อย่าลืมมองสิ่งที่เราได้มาใหม่
เราอาจจะเสียเพื่อนที่เขาชอบเราใน Version เก่า (ซึ่งเราไม่ชอบตัวเอง)
เราจะพบเจออุปสรรค ความล้มเหลว การปฎิเสธ แรงต้าน
แต่จำไว้เสมอว่า”หลังจากทุกพายุที่ผ่านพ้น จะมีท้องฟ้าสดใส ชีวิตที่ดีขึ้นรอเราอยู่”
5.Embrace Gratitude (รับความรู้สึกขอบคุณ)
คำขอบคุณทุกคำจะย้อนกลับมาหาเราพันเท่า
คุณแม่ของ คุณ Roxie (ผู้เขียน) มักจะสอนสิ่งนี้เป็นประจำ ซึ่งมีงานวิจัยหลายตัวมากที่บอกว่า การที่เรารู้สึกขอบคุณ (Appreciate) เรื่องในชีวิตเราจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น นอนดีขึ้น เครียดน้อยลง
ชีวิตวัยรุ่น คุณ Roxie มักจะมองไม่เห็นคุณค่าตัวเองจนสุดท้าย ไปติดโคเคน ติดถึงขนาดต้องแอบใช้ในห้องน้ำระหว่างเดตกับแฟน จนเขาได้มาเจอแฟนของเขาในปี 2018
ซึ่งแฟนเขาสอนให้รู้จักConcept ที่เรียกว่า
“โดปามีนแบบค่อยๆหยด”
ชีวิตของ Roxie เต็มไปด้วยอะไรที่หวือหวา และเร้าใจ แต่แฟนของเขาสอนให้รุ้จักความสุขแบบ ธรรมชาติเรียบง่าย เล่นบอร์ดเกม อ่านหนังสือ นั่งหัวเราะคุยกัน ขอบคุณกันในเรื่องเล็กน้อย
เราควรฝึกนิสัยให้รางวัลตัวเองเล็กๆน้อย เพื่อทำให้เราภูมิใจในตัวเอง ถ้าเราทำอะไรสำเร็จแล้ว อาจจะชมตัวเองบ้าง บอกใครสักคน จดบันทึกความรู้สึกไว้
ในขั้นตอนนี้เราควรฝึกบ่อยๆ โดยเฉพาะใน Culture บ้านเรา เราต้องฝึกมองเห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น อย่าลืมมองหาจุดดีของเขาแล้วชี้เขาให้เห็น
คำชมเล็กๆน้อยๆของเราที่ให้คนอื่น และตัวเราเองมันทำให้วันนั้นสดใสขึ้นมาเยอะมาก
6.Turn envy to inspiration (เปลี่ยนความริษยาเป็นแรงบันดาลใจ)
“วิธีการพรากความสุขให้ไว้ที่สุดคือการเปรียบเทียบ”
ความอิจฉา ริษยา คืออารมณ์ที่คูณตัวเองไวมาก แค่ไม่นานมันก็พอเราเข้าสู่สภาวะดิ่ง เราควรจัดการอารมณ์พวกนี้ก่อนมันจะลาม
ขั้นแรกเราพยายามสังเกตุถึงตัวเราก่อน บอกตัวเองว่าเรากำลังอิจฉา ยอมรับมันออกมา หัวใจหลักของความอิจฉาคือ “ความกลัว”
ความกลัวเกิดจากการความไม่มั่นคงปลอดภัย ด้อยค่าตัวเอง มันคือความกลัวที่จะบอกกับคนอื่นว่าเรามีคุณค่าไม่พอจะได้รับสิ่งดีๆ
ความอิจฉาริษยา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราไม่ไปไหน
การนินทา วิจารณ์คนอื่นเป็นการยอมรับ ว่าเราเปรียบเทียบกับเขา
จริงๆมันไม่ใช่เรื่องแปลกเราอยู่ใน Culture ชอบเปรียบเทียบ ใน Social เราก็ต้องเปรียบเทียบ มี KPI ตัววัดผล ว่าใคร คนติดตามเยอะกว่า ใครคนพูดถึงเยอะกว่า มันทำให้เราออกมาเปรียบเทียบตลอดเวลา
มันจึงเป็นเรื่องยากที่เรามองไม่เห็นคุณค่าในตัวเราเอง
วิธีแก้คือเริ่มจากการให้คำชมคนอื่น มองหาด้านที่ดีของเขาก่อน พยายามหยุดอารมณ์ เปรียบเทียบ แล้วมองหาจุดดีของเขา
และแน่นอนอย่าลืมทำแบบนี้กับตัวเราเองด้วย ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เราแค่อยู่ในลู่วิ่งของเรา Be better พอแล้ว
7.Trust in Universe (ไว้วางใจจักรวาล)
ถ้าเราทำทั้งหมด 6 ขั้นแล้ว ขั้นสุดท้ายคือ การไว้วางใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
ในปรัชญา Stoic เราจะมีคำพูดนึงคือ “Amor Fati”
แปลว่า รักในโชคชะตาของเรา ไม่ใช่แค่ ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแต่ให้รักในสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิธีคิดที่ยากพอตัว เวลาเราเจอเรื่องร้ายๆ
สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นยอมดีเสมอ นั้นเป็นบทเรียนของเรา
ถ้าพูดตามตรงในมุมของเบ้น เราแทบควบคุมอะไรในโลกนี้ไม่ได้เลย มีแค่ 2 อย่างที่ควบคุมได้คือ ความคิด (Thought) กับ การกระทำ (Action) ซึ่งจริงๆ เราก็ควบคุมยากมากๆเช่นกัน5555
ลองบอกให้เราห้ามคิดถึง งูสีฟ้าสิ เป็นไง ตอนนี้เรามองเห็นงูสีฟ้าชัดกว่าเดิม 55555
แต่ point ของขั้นตอนนี้สำหรับเบ้นคือ มันเป็นการบอกว่าโลกมีขั้นตอนของมัน เราแค่เดินผ่านบทสอบของเรา ทำตัวให้คู่ควร มองให้ชัด ลงมือทำแล้วก็ยอมรับมัน
บทสรุป(จากมุมเบ้น)
ใครที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรพวกนี้มันจะดู แนวกาวๆหน่อย 55555 (ตอนแรกเบ้นอ่านไป 10 หน้าแทบปิด555) ลองอ่านต่อไปพอเข้าใจ เหตุผลจริงๆ
จริงๆ เรื่องนี้เหมือน ในหนังสือ The science of getting rich ของ Wallace D. Wattles บอกว่า ขั้นแรกเราต้องหลับตาแล้วมองเห็นภาพ เราต้องมองให้ชัดเจนแน่วแน่ ให้เคลียร์
ส่วนตัวเบ้นมองว่าเรื่องนี้มุมเดียวกันหมดเลย แค่เล่าคนละภาษา อย่างการตั้งเป้าหมายแบบ SMART GOAL ก็ทำหลักการคล้ายๆกัน [specific(เป้าชัด), measurable(วัดผลได้), achievable(เกิดขึ้นได้จริง), relevant(เกี่ยวกับเรา), and time-bound(เวลาชัด)]
ทุกอย่างจะมี Framework ในการตั้งเป้าคล้ายๆกัน อาจจะต่างกันบ้าง
ถ้าเราจะใช้ Framework ไหนเบ้นว่า อยู่ที่ภาษาของเราที่เรารับได้ บางคนใช้ศัพท์จักรวาล ใช้ศัพท์ OKR ใช้ศัพท์ Destiny โชคชะตา
เราแค่ต้องเรื่องภาษาที่เหมาะกับเรา (สำคัญมากๆ*) หลายคนขาดความเข้าใจจนพยายามไปตามสังคม เหมือนแต่ละคนก็รับ Input ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน
บางคนชอบฟัง บางคนชอบอ่าน บางคนชอบดูคนทำจริงเลย
เราต้องหาจริตวิธีคิดของเราให้เจอ
Manifest ก็เป็นสิ่งที่พัฒนามาใหม่ในอีกรูปแบบนึงเป็นภาษาที่สวยมาก
แต่ทุก Point มีเหมือนกันคือ พูดออกมาให้ชัดว่าอยากเป็นอะไรแล้วลงมือทำมัน อย่าคิดลบ มุ่งมั่น อย่าเปรียบเทียบ
อย่าไปวิ่งไล่ลาหามัน แต่ทำตัวให้คู่ควร เป็นคนที่เหมาะสมกับสิ่งที่รับ
อย่าวิ่งไล่ผีเสื้อ จงทำสวนดอกไม้รอรับผีเสื้อ






ใส่ความเห็น