12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

มนุษย์ชอบคิดว่าชีวิตเราดีขึ้นด้วยคำตอบ (ทำแบบนี้สิถึงรวย,ถึงหุ่นดี)

แต่ความจริงชีวิตเราดีขึ้นด้วย “คำถาม” ไม่ใช่คำตอบ

คำถามที่ถูกต้องในเวลาที่ใช่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

คำถามที่ดีจะรักษาจิตใจของเราให้กลับมา สดใสอีกครั้ง

หรือคำถามที่ดีอาจจะพาตัวเราไปในที่ๆคำตอบพาไปไม่ได้

ชีวิตที่ถูกทิศ ถูกทางจะเริ่มต้นด้วยถามคำถามที่ถูกต้องก่อนเสมอ

ถ้าเราถามไม่ถูกคำถาม เราจะไม่มีทางได้คำตอบที่ถูกเลย

ถ้าเราเอาแต่ถามว่าทำไมชีวิตเราเป็นแบบนี้? เราก็จะได้แต่คำตอบแนวว่า เพราะเราซวย เพราะเราโชคร้าย เพราะเราไม่เก่ง พยายามไม่มากพอ

แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเป็น “จะทำยังไงให้ชีวิตเราดีขึ้น?”
คำตอบที่ได้ก็จะนำไปสู่การกระทำที่ดีกว่า มากกว่าถามแบบคำถามแรก

ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีต้องเริ่มมาจากคำถามที่ดีเสียก่อน

คำถามที่ดี = คำตอบถูก = การกระทำที่ใช่ = ชีวิตที่ดี

สมการทั้งเริ่มต้นที่คำถามที่ถูกต้อง

Start with the right Question


Ryan Holiday หนึ่งใน นักเขียนและนักปรัชญา ที่เบ้นชอบมากคนนึง

เป็นคนชุบชีวิต ปรัชญา Stoic (ปรัชญาที่ผมใช้มากว่า 4 ปี)

ปลุกปรัชญานี้ให้กลับมาให้คนทั้งโลกรู้จักกันแบบทั่วหลาย และเริ่มเข้ามาในประเทศไทยเราได้ 1-2 ปีมานี้

Ryan Holiday เป็นนักเขียนที่ติด Best Seller #1 Wall Street Journal  Bestseller โดยเล่มแจ้งเกิดสุดๆของเขาคือ The Obstacle is the way (มีแปลไทย) แล้วก็มีเล่มอื่นๆตามอีกเพียบไปตามลูกพี่เราได้เลย มี YouTube ด้วยชื่อ Daily Stoic

Ryan ได้รวบรวมคำถามจาก นักปรัชญา ผู้นำ นักคิดทั่วโลกแล้วรวมมาเป็น 12 คำถามที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้
Ryan Holiday บอกว่าเขาไม่ได้ตอบได้หมดทุกถามขนาดนั้นหรอกนะ แต่เขามั่นใจเลยว่าคำถามนี้จะ ท้าทายความคิดของเรามากๆ

เบ้นเชื่อว่าถ้าพวกเรา อ่านบทความนี้จบแล้วตอบคำถามทั้ง 12 คำถามนี้ เราจะมีมุมมองใหม่กับชีวิตของเราเลย เราอาจจะได้คำตอบอะไรดีๆ ออกมา

เหมือน Concept ของเราเลย “เราจะไม่เหมือนเดิมทุกครั้งที่ผ่านที่นี่”

มันเปลี่ยนความคิดเราได้จริงๆ บางครั้งเราไม่ต้องการความรู้ที่เยอะ แต่ใช้ไม่ได้จริง แต่เราต้องการความรู้ที่เปลี่ยนชีวิตเราได้ และ 12 คำถามต่อจากนี้จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน ถ้าเราตอบคำถามนั้นได้อย่างตรงจุด

เรามาดูคำถามที่เหล่า นักปรัชญา ผู้นำ เขาถามตัวเองกัน

1.Who do You Spend time with? (เราใช้เวลาไปกับใครบ้าง)

Goethe (Polymathผู้รู้รอบด้านเป็นทั้งนักเขียน นักวิทยาศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชน) ได้บอกว่า

Tell Me Who You Spend Time With, And I Will Tell You Who You Are

บอกมาสิคุณใช้เวลาอยู่กับใคร แล้วฉันจะบอกว่าคุณเป็นคนยังไง

มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมประเภทที่ เรามีอิทธิพลต่อกันและกันสูงมาก

คนรอบตัวเรามีผลกับเรามากชนิดแบบเราไม่คาดถึง แทบจะพูดได้เลยว่า เกินครึ่งของตัวเรามาจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

ใน Stoic บอกว่า

มั่นใจได้เลยว่าถ้าเพื่อนของคนๆ หนึ่งเป็นคนแปดเปื้อน คนที่คบหาสนิทกับเพื่อนที่แปดเปื้อน ก็จะมีส่วนที่แปดเปื้อนด้วย แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเขาจะบริสุทธิก็ตาม

เวลาเราอยู่ในสังคมๆนึง ต่อให้เราจะเป็นคนดีสักแค่ไหน เราจะโดยกฎเฉลี่ยผลักดันเราไปในทางที่ไม่ดี ถ้าเราไม่กินเหล้า แต่เพื่อนเรากินทั้งหมด วันนึงเราก็มีโอกาสจะชักจูงพาเราไปถึงสิ่งนั้น

เราคือผลงานของคนรอบตัวของเราที่ออกแบบเรามา

ชีวิตของเรามาจากเวลาที่เราเลือกใช้ไปกับคนรอบตัวเรา เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกคนที่ฉลาดอยู่รอบตัวเรา

เราต้องเลือกคนที่เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ถูกใจ

เราต้องการตัวอย่าง เราต้องการคนรอบตัวทีมีคุณภาพ เราเหมือนกับเมล็ดพันธ์ที่จะเติบโตได้ต้องอยู่ในภาวะที่ถูกต้อง

ถ้าต้นไม้ไม่โต เราจะไม่โทษต้นไม้ เราจะโทษคนดูแล เราจะโทษปุ๋ย เราจะโทษแสงแดด มันเหมือนกับเราถ้าเราไม่เติบโต เราอยู่ผิดที่แล้ว

เมล็ดพันธ์จะโตได้ ต้องมีน้ำ มีปุ๋ย มีอากาศ ดิน ที่เหมาะสม เราต้องหาปุ๋ยของเราให้เจอแล้วเราจะเติบโตโดยธรรมชาติ

2.Is This In My Control?  (สิ่งนี้เราควบคุมมันได้ไหม)

มีคนโกง คนเลว คนเห็นแก่ตัว คนเอาเปรียบ หักหลังเรา บนโลกนี้จริงไหม?

แต่แล้วไงต่อ เราโกรธหรอ เราเกลียด เราไม่พอใจที่เขาด่าเราหรอ?

แล้วเรามีอำนาจพอจะทำอะไรกับพวกเขาได้ไหม? (ถ้ามีจัดการเลย ฝากด้วย55555 เย้ย)

พวกเราส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการพยายามควบคุมสิ่งเราแทบทำอะไรไม่ได้เลย เช่น ความเห็นของผู้คน สภาพอากาศที่ฝนตกลงมา ปัจจัยภายนอก

นั้นเป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้เลย คำถามที่เราควรถามตัวเองเวลาเจอเรื่องแย่ๆคือ “Is this in my control” เราควบคุมมันได้ไหม?

แค่ถามคำถามเดียวเราจะหายหงุดหงิดเลยทุกคนเบ้นลองมาหลายทีแล้ว หลายครั้งเบ้นหงุดหงิดกับ ผลลัพธ์ทางธุรกิจบางอย่าง

การยิง Ads ที่อยู่ดีๆ ค่าโฆษณาก็แพงขึ้น แต่แล้วสิ่งที่เราควบคุมได้คือ แก้ไขและทำต่อ คิดต่อ

ธุรกิจกำลังจะมีปัญหา แล้วเราทำอะไรได้ เรียกร้องหรอ หรือ แก้ไข

งานที่เราทำประจำกำลัง Lay Out พนักงานออกแล้วเราจะทำอะไร?

ถ้าพูดจริงๆชีวิตเรา แทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย มีแค่ 2 อย่างเราควบคุมได้ คือ ความคิด (Thought) และ การกระทำ (Action)

มีแค่ 2 อย่างนี้ที่เราทำได้ เราควรคิดให้ถูกต้องก่อน (ไม่พยายามแก้สิ่งที่แก้ไม่ได้) พอเราคิดถูกแล้วเราถึงลงมือทำให้ถูกทางด้วย

โลกนี้อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่ในอุดมคติของชีวิตเรา แต่เราเลือกควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้ เราเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราควบคุมได้

ควบคุมตัวเองไม่ให้อยู่ใกล้กับคนไม่ดี คนที่ทำร้ายเรา คนหักอกเรา(เย้ย)

มันเป็นเรื่องหน้าแปลกที่ เราปล่อยให้คนอื่นมาควบคุมอารมณ์ของเราผ่านการกระทำของเขา

เราต่างหากมีสิทธิที่จะควบคุมตัวเรา ความสุขของเรา ชีวิตเรา

Epictetus บอกว่า หน้าที่ของเรา คือ ทำยังไงก็ได้ให้แยกแยะให้ออกว่า
“สิ่งนี้เราควบคุมได้หรือเราควบคุมไม่ได้ (Stoic)”

ถ้าเราควบคุมมันไม่ได้แล้วเราะจะหงุดหงิดไปทำไม?

มีอะไรบ้างที่มันขึ้นอยุ่กับเรา แล้วอะไรที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา ?

เรากำลังควบคุมตัวเองให้อ่านบทความนี้ สิ่งนี้มันขึ้นอยู่กับเราและเราเลือกที่จะไม่ไปเสพอย่างอื่นที่อาจจะทำให้เราหงุดหงิดขึ้น

ทุกครั้งที่เรารู้สึกแย่หงุดหงิด ขอให้เราเลือกที่จะควบคุมตัวเองเพื่อมาถามคำถามสั้นๆในชีวิตของเราว่า

” Is this in my control? “

เราควบคุมมันได้ไหมถ้าได้แก้ไขมัน ถ้าไม่ได้ปล่อยมันไปซะ

ขอวันนี้เราได้ควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้

3. What Does Your Ideal Day Look like? (วันที่ดีของเราหน้าตาเป็นไง)

วันที่ดีของเราจริงๆมันเป็นยังไง?

เราถูกสร้างมาเพื่อให้มีวันในอุดมคติแบบไหน และ ใครเป็นผู้กำหนดวันในอุดมคติของเรา?

คำถามสำคัญคือ

สังคมได้กำหนดมาตรฐานของวันในอุดมคติไว้สูงเกินไปหรือไม่? เราถูกคาดหวังให้วิ่งไล่ตาม “วันในอุดมคติ” ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้หรือเปล่า?

คำถามง่ายๆที่ใครๆก็เคยได้ยิน เคยโดนถาม เคยอ่านเจอ เราลองมาคิดดูดีๆ

สังคมกำลังสร้างวันอุดมคติ ที่เราไปไม่ถึงจริงๆหรือเปล่า?

สิ่งที่สังคมสื่อสารผ่านสื่อและการตลาด เราเห็นโฆษณาที่บอกว่าเราควรมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ควรมีรถหรู บ้านใหญ่ และการงานที่มั่นคง สื่อเหล่านี้แสดงภาพของคนที่ใช้ชีวิตวันหยุดริมชายหาดหรือในสถานที่หรูหรา แต่ในความเป็นจริง ชีวิตของคนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงภาพพวกนี้ได้

เรามี ภาระบทบาทหน้าที่ เรามีเวลาที่ต้องใช้กับครอบครัว มีภาระ มีความจำเป็นไม่เหมือนกันหมดเลย แต่ทำไมเราถึงโดน สื่อ Shape ความคิดเรา

เพราะของต้องการขาย Product ถ้า Product เขาไม่กลายเป็น Symbol ของความหรูหรา ความประสบความสำเร็จ ของจะขายได้ไง?

เราเห็นคนมีชื่อเสียงใช้ของสิ่งนี้สิ่งนั้น มันทำให้เราอยากเป็นแบบเขา

ในมุมมองของเบ้น (อาจจะผิดก็ได้) เบ้นมองว่า สังคมเราจะเป็นยังไง อยู่ที่นักการตลาดของโลกใบนี้เลย

ถึงแม้เบ้นจะทำธุรกิจอสังหา แต่เบ้นก็กล้าบอกเลยว่า บ้านหลังใหญ่ไม่ได้ทำให้คนมีความสุขขึ้น มันต้องเป็นบ้านหลังที่พอดีกับเราต่างหาก

เราต้องมองให้เห็นก่อนวันในอุดมคติของเราหน้าตาเป็นยังไง?

อีกคำถามที่เราควรตั้งคือ

ทำไมการใช้ชีวิตประจำวันที่ธรรมดาถึงถูกมองข้าม?

การพักผ่อน การใช้เวลาเงียบ ๆ กับตัวเอง ทำไมสังคมมองว่าไม่ใช้ความสำเร็จ? เพราะมันไม่สามารถสร้างการตลาดได้ไง

มันเป็นอย่างแรกเลยที่เราควรจะมองเห็นวันดีๆเหล่านั้นว่ามันเป็นยังไง สิ่งที่จะตัดสินใจของเราในตอนนี้ จะนำพาเราไปอยู่วันนั้นของเราได้ไหม

เรามองหาความสุขในชีวิตประจำวันของเราให้เจอ

เราต้องมองเห็นว่าเราทำอะไรอยู่ ทำไมเราถึงทำแบบนั้น งานที่เราทำ ชีวิตส่วนตัวของเรา เราอยู่ที่ไหน

ถ้าเรารู้ว่าเราอยากไปรอบโลก เราก็ไม่ควรจะซื้อบ้าน หรือ เลี้ยงสัตว์เลี้ยง

แต่ถ้าเราอยากจะอยู่ที่เดิมไปนานๆเราก็ควรตัดสินใจซื้อทรัพย์สิน ที่เป็นบ้าน

เราหาวันดีๆของเราให้เจอ อย่าหาวันดีๆของสื่อมาแทนที่วันของเรา

มองวันในอุดมคติของเราให้ออกแล้วตัดสินใจชีวิตปัจจุบันของเราไปทางนั้น

วันดีๆของเรา อาจจะเป็นวันที่เราเปิดมาเจอบทความนี้แล้วเรานั่งอ่านมันอยู่ก็ได้

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันดีๆของคุณ

วันนี้ก็ดีไม่ใช่น้อยเลยนะ ; ) ดีใจที่ได้คุยกันผ่านตัวหนังสือนะครับ

4.To Be Or To Do?  เรากำลังทำสิ่งนั้นหรือเป็นสิ่งนั้น?

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะติดหลุมพลางอย่างนึง

เราเฉลิมฉลอง อวดอ้างความสำเร็จของเรา ทำตัวเป็นคนสำเร็จ ซื้อสิ่งของเพื่อให้สมกับ ฐานะของผู้ประสบความสำเร็จ ซื้อนาฬิกา ซื้อรถดีๆ

หลายครั้งเรายึดติดกับสถานะของการเป็นสิ่งนึง เรายึดตัดกับการเป็นเจ้าของกิจการ ยึดติดกับการเป็นคนที่เก่ง เป็นคนที่รายได้สูง แต่แล้วยังไงหละ? สิ่งนี้จะอยู่ตลอดไปไหม? ไม่แน่นอน

ถ้าเราไม่เลือกเป็นสิ่งที่คนสำเร็จเป็น แต่เอาแต่อวดอ้างความเก่งของเรา สุดท้ายเราจะไม่เหลืออะไร เพราะสิ่งนี้ไม่มั่นคง มันเป็นแค่ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำ

เราเห็นมานักต่อนักแล้ว เหล่าแชมป์ ระดับโลกหลายคนที่ เป็นแชมป์ได้ครั้งเดียวหลังจากนั้นชีวิตก็ถอยหลังลงคลอง มันเป็นเพราะอะไร

เพราะเขาไม่ได้เป็นแชมป์แล้ว เขาเลิกใช้นิสัยของแชมป์แล้ว ที่ต้องซ้อม ต้องฝึกฝนต่อ เขาเอาแต่ เฉลิมฉลอง เขาไม่ได้เป็นแชมป์(Be) เขาแค่ฝึกซ้อมแบบแชมป์ (Do) แล้วเลิกเป็นคนนั้น

เราถามคำถามนี้ในชีวิตเราบ่อยๆดูว่าสิ่งที่กำลังทำในชีวิตคือ

“เรากำลังเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเขาเป็น”

หรือ

“เราแค่พยายามแค่ทำสิ่งคนประสบความสำเร็จทำแค่เปลือกนอก”

เหมือนหนังสือ “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” ของ คุณธนินท์ เจียรวนนท์

สิ่งที่คุณ ธนินท์ ย้ำอยู่ตลอดคือถ้าเราทำอะไร Success แล้ว อย่าชะล่าใจเกินไป เราดีใจได้เราเฉลิมฉลองได้ แต่แค่วันเดียว พรุ่งนี้ตื่นมาลุยทำงานกันต่อ นั้นเป็นปรัชญาของ CP Group ที่แข็งแรงมากๆ

Ryan Holiday ก็เช่นกัน เฉลิมฉลองด้วยการกระทำ

หลังจากที่เขาเขียนหนังสือ Right thing Right Now ติด Best Seller

Ryan ก็อัดคลิปบอกว่า Celebrate the noun by doing Verb

เราเฉลิมฉลองชัยชนะด้วยการกระทำ

เราอย่าทำสิ่งใดสิ่งนึง แต่เราเป็นคนที่เราอยากเป็น

เราอยากเป็นคนที่เก่ง คนที่เก่งเขาทำอะไร ?

เราอยากเป็นนักกีฬาที่ดี นักกีฬาดี เขาซ้อมหนักแค่ไหน เราลงมือทำแบบนั้น

ถามตัวเองบ่อยๆเราแค่กำลังทำ สิ่งๆนึงหรือ เราเป็นสิ่งนั้นไปแล้ว

เขาคิดยังไงเขาทำยังไง เขาเป็น อย่างงไร คนในอุดมคติของเรา

ไม่ใช่แค่ทำดี แต่เป็นคนดี ทำจนกลายเป็นตัวตน

ถามตัวเองบ่อยๆ จุดที่เราอยู่ตรงไหน เราเลิกนิสัยที่พาเรามาถึงตรงนี้ไหม?

นิสัยดีๆที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้มันยังอยู่ไหม หรือเราเลิกไปหมดตอนเรามาอยู่ตรงนี้ มาถึงยอดเขานี้

ตัวเบ้นเองก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน สมัยเรียนจบใหม่ๆมีต้นทุนกว่าคนอื่น ไม่มีภาระ ตั้งใจใช้ชีวิต ก็เลยได้ทำธุรกิจตัวเอง พอบริษัทเติบโตก็ Egoโตตาม คิดว่าเงินหามาง่าย ก็เอาไปใช้ง่ายซื้อของ ฟุ่มเฟือย พอวันนี้ โควิทมา ทุกอย่างที่เราทำไว้ก็ล้มลงหมด เสียทุกอย่างไป

พอกลับไปมองนิสัยดีๆของเรา พัฒนาตัวเอง ความถ่อมตัว การออกกำลังกาย รักการอ่านหนังสือ มันก็หายไปหมด มัวแต่ปาร์ตี้ มอมเมา กับโลกของคนสำเร็จ ใช้เงินมั่วไปหมด เราเสียนิสัยดีๆเราไปเยอะมาก

วันนี้ใครชีวิตไปข้างหน้าจุดนึงอย่าลืมถามตัวเองว่า

“เรากำลังลุ่มหลงกับตำแหน่งหัวโขนเราหรือเปล่า”

5.If I Am Not For Me, Who Is? If I Am Only For Me, Who Am I? ถ้าสิ่งนี้ไม่ได้มีเพื่อเรา แล้วเพื่อใคร? แล้วถ้าเพื่อเราคนเดียว แล้วเราคนนั้นคือใคร

เราคงได้ยินเหล่าคนสูงอายุชอบพูดอยู่บ่อยๆว่า

“ที่อยู่ทุกวันนี้ก็อยู่เพื่อลุก อยู่เพื่อหลาน”

คำถามนี้เบ้นได้ยินครั้งแรกก็ตอนอายุ 15 ก็ งง เพื่อ?อะไร

แต่ถ้าเรากลับไปถามเด็กๆว่า เราอยู่เพื่ออะไร ?

เด็กหลายคนก็จะบอกว่า อยู่เพื่อรอดูการ์ตูนเรื่องโปรดครับ พี่เบ้น

รอไปเที่ยวสวนสนุก สัปดาห์หน้าครับพี่เบ้น รอกินของอร่อยค่ะ พี่เบ้น

ผมคุยกับเด็ก กับผู้ใหญ่หลายคน ก็ต่างตอบไม่เหมือนกัน

แม่บางคนก็บอกว่าอยู่เพื่อลูก พ่อบางคนก็บอกว่าอยู่เพื่อครอบครัว

วันก่อนเบ้นไปเยี่ยมรุ่นพี่พึ่งคลอดลูกที่โรงพยาบาล เขาบอกก่อนหน้านี้ไม่เคยกลัวตายเลย เป็น Stoic เราไม่กลัวตาย5555

แต่พอเห็นหน้าลูกวันแรกที่เขาบอก “กูตายไม่ได้ละ”

นั่งรถผ่านถนนพระราม 2 กลัวเลย มองเห็นที่ทำทาง

เหตุผลของการมีชีวิตอยู่เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาอยู่เพื่อครอบครัว

แล้วก็มีวัยรุ่นหลายๆคนที่บอกว่าอยู่เพื่อความสำเร็จ อยู่เพื่อตัวเอง เพื่อการยอมรับจากสังคม เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

การที่เราอยากให้คนสนใจ ทำบางสิ่งที่เพื่อตัวเรา มันไม่ใช่เรื่องที่ผิด

มันไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่แย่ หรือการที่เราอยากมีชีวิตเพื่อคนที่เรารักนั้นก็ยังไม่ผิด นั้นยังไม่ใช่โจทย์หลักของคำถามในข้อนี้

แต่ถ้า ทั้งชีวิตนี้เราอยากจะทำแค่เพื่อตัวเราเอง อยากจะทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง สิ่งนี้จะเริ่มเป็นปัญหากับเราแล้ว มันคือ สมดุล

สมดุลของคำถามในข้อนี้คือ เรามีชีวิตเพื่อใคร?

หากเรามีชีวิตเพียงเพื่อตัวเอง เพื่อผลักดันเราไปข้างหน้า ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองแล้ว วันนึง เราจะไม่เหลือใคร

แต่หาก เรามีชีวิตเพื่อคนอื่นจนหมดจด เราก็จะสูญเสียชีวิตและตัวตนของเรา คำถามนี้นักปรัชญา หยิบมาถามตัวของเขาเองเพื่อจะให้เรามองหาสมดุลระหว่าง การมีชีวิตเพื่อตัวเราเอง และมีชีวิตเพื่อคนอื่น

เราลองเอากระดาษมาเขียนดูว่า ชีวิตเราอยู่เพื่อใครบ้าง แล้วเราอยู่เพื่อตัวเองในข้อไหนบ้าง

มีใครที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อเขา ทำเพื่อพวกเขา

แล้วมีความฝันไหนบ้าง ที่เราทำเพื่อ ตัวเราเอง อยู่เพื่อตัวเราเอง

เราต้องอยู่เพื่อเราไปพร้อมกับสนับสนุนคนที่เรารักให้เขาไปถึงความฝันของพวกเขาไปด้วยกัน

วันจันทร์ของเราจะดีขึ้นมาเลยถ้าเราถามคำถามนี้

เราอยู่เพื่อใคร? เราทำเพื่อใคร?

6.What Am I Missing By Choosing To Worry or Be Afraid? เราพลาดอะไรไปบ้างจากความกลัวของเรา?

Gavin De Becker เขียนใน หนังสือ The Gift of Fear

When you worry, ask yourself, What am I choosing to not see right now?

ตอนที่เรากำลังเครียด กังวลอยู่ ลองถามตัวเอง ตอนนี้เราไม่อยากเห็นอะไร?

ปัญหาต่างๆในชีวิตเราทำให้เราใช้อารมณ์นำเหตุผลเสมอ

แต่การใช้อารมณ์นำไม่ได้แก้ปัญหา เราต้องก้าวข้ามมันให้ได้

คำสอนกรีกโบราณจะมีคำกล่าวว่า “Apatheia” (Freedom Emotional)

มันคือรูปของอารมณ์ที่สงบสุข ซึ่งเราเป็นอิสระจากอารมณ์ของเรา

บางครั้งเราปล่อยให้อารมณ์ทำให้เราพลาดโอกาสในชีวิตไปเยอะมาก

เราลองตั้งคำถามนี้กับตัวเองดู อารมณ์เคยทำให้เราพลาดอะไรไปบ้าง?

ถ้าเราตอบตัวเองได้ ครั้งต่อไปเราจะมีสติ ในการตัดสินใจครั้งหน้า

อารมณ์ขี้กลัว ทำให้เราพลาดไปเยอะหรือยัง?

ความโลภ ทำให้เราขาดทุนในการลงทุนไปมากแค่ไหน?

ความเอาแต่ได้ของเราทำให้เราเสียคนใกล้ตัวไปแค่ไหน?

จดจำมันไว้ในคำถามนี้แล้วควบคุมอย่าให้มันมาทำร้ายเราอีก

7.Am I Doing My Job? (เราได้กำลังทำหน้าที่ของเราอยู่หรือเปล่า)

ตนไม่ได้เป็นที่พึ่งแห่งตน

สิ่งที่เรากำลังเข้าใจผิดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม

จริงๆแล้วตนไม่สามารถเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ขนาดนั้น

ในโลกที่มีสื่อกลางเป็นเงิน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialization) นั้นทำให้เราไม่ได้เป็นที่พึ่งแห่งตน

เราเป็น Social Animal เราอยู่กันเป็นหมู่ เราอยุ่กันเป็นกลุ่ม ในความเป็นจริง มนุษย์เราแข็งแกร่งเพราะรวมพวกกัน

เราไม่ได้ปลูกข้าวเอง เราทำงานซื้อข้าว เราไม่ได้สร้างรถเอง เราไม่ได้พึ่งตัวเอง แต่เราเอาความสามารถตัวเองมาแปลงเปลี่ยนเป็น เงิน เป็นสื่อกลางทำให้เราใช้เงิน มาเป็นตัวพึ่งพาของเรา และใช้คนอื่นมาทำงาน

เหตุผลที่เราสามารถเอาชนะสิงโต ได้ไม่ใช่เพราะเราเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่เป็นเพราะ “เราเป็นที่พึ่งของกันและกัน”

ถ้าเราเอามนุษย์ไปอยู่คนเดียวพึ่งพาตัวเอง สักพักเราจะซึมเศร้า เหตุผลที่ลึกสุดที่ทำให้มนุษย์ มีกำลังใจ ต่อให้ชีวิตจะแย่แค่ไหน มันคือ Relationship การที่เรามีความสัมพันธ์คือสิ่งที่ลึกที่สุดของมนุษย์

มันทำให้มนุษย์กล้าเสียสละ กล้าทำในสิ่งที่ยากลำบาก และทำเพื่อกันและกัน

ระบบกลุ่มถูกออกแบบมาแบบนี้ เราเป็นฟันเฟืองของกันและกัน

เราต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ของส่วนกลางของโลกนี้ ถ้าเราจะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ของเราจากการที่บอกว่า เราต้องเป็นที่พึ่งของตัวเอง เราลองเปลี่ยนใหม่ มาเป็น

เรายอมรับว่าเราไม่ได้ทำได้ทุกเรื่องขนาดนั้น แต่ละคนไม่ได้ถนัดทุกด้านขนาดนั้น เราลองเปลี่ยนมาถามคำถามใหม่ว่า

“หน้าที่ของการเป็นเราคืออะไร?”

บทบาทของเราจริงๆคืออะไรกันแน่

เราทำหน้าที่พ่อแม่ของเราอยู่ไหม?

เราทำหน้าที่พนักงานในองค์กรได้ดีไหม?

เราทำหน้าที่คนรักต่อแฟนเราอยู่ไหม?

เรากำลังทำหน้าที่ของเราอยู่ไหม ถ้าเรามองตัวเราเป็นเหมือนวัตถุดิบ อาหาร สมมุติเราเป็น “ข้าวสวย”

ข้าวสวย ถ้ากินเปล่าๆก็อาจจะไม่อร่อย ถ้าเราเอาไปผัดเป็นข้าวผัด ก็จะได้อีกรสชาตินึง แต่ถ้าเราเอาไปปั้นกับปลาดิบแล้วจิ้มโชยุ ก็จะกลายเป็น ซูชิ

และนี้คือความสวยงามของการทำหน้าที่ของกันและกัน เราต้องยอมรับแบบไม่โลกสวย เราไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง

แต่สิ่งที่เราควรทำคือ เราต้องพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วสังคมก็จะเดินไปข้างหน้าด้วย การยอมรับว่าเราไม่ได้เป็นที่พึ่งตัวเเองแต่เราทำหน้าที่ตัวเอง

ถามคำถามนี้กับตัวเองบ่อยๆว่าเราได้ทำหน้าที่นี้ของเราหรือยัง

เรามักจะบกพร่องกับหน้าที่ของเราแล้วไปทำหน้าที่อื่นอยู่หรือเปล่า

ในปรัชญา Stoic จะมีคำกล่าวที่ว่า

“That which is not good for the hive, is not good for the bee” – Marcus Aurelius

อะไรที่ไม่ดีต่อรวงผึ้ง ก็ย่อมไม่ดีต่อตัวผึ้งเองด้วย

นี้เป็น 1 ใน Quote โปรดของเบ้นเลย จริงๆหลายครั้งเรามองเห็นว่าสิ่งนี้มันไม่ดี แต่ มันไม่เกี่ยวกรู 555 ช่างมัน

จริงๆ สิ่งนั้นจะส่งผลกระทบกลับมาหาเราในทางอ้อมสักวันนึง

บางครั้งเราเห็นเพื่อนเราไปผิดทางเราได้ทำหน้าที่เพื่อนที่ดีโดยการบอกเตือนเขาหรือเปล่าหรือเราแค่นึกสนุกปล่อยให้เขาไปผิดทาง

บางครั้งเราเห็นคนบางคนทำในสิ่งที่เราไม่ถูก แน่นอนมันไม่เกี่ยวกับเราแต่มันจะส่งผลกับสังคม(รังผึ้ง) ของเราแน่นอน

เราได้ทำสิ่งนั้นไหมหน้าที่ของเราต่อสังคมนี้ เราไม่ได้อยู่คนเดียวเราพึ่งพากันและกัน อย่าลืมถามตัวเองทุกวัน

Are you doing your job? เรากำลังทำหน้าที่ของเราอยู่ใช่ไหม

8.What Is The Most Important Thing? (สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคืออะไร)

เรากำลังทำสิ่งที่สำคัญของคนอื่นอยู่เปล่า?

ก้าวแรกเราก็ผิดพลาดแล้วถ้าเราตอบตัวเองไม่ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเรา เรากำลังพาชีวิตตัวเองไปในคำตอบของคนอื่น

ครอบครัวสำคัญสุดสำหรับเรา?

ความภาคภูมิใจ?

ฐานะการเงินที่ดี?

ผมตอบไม่ได้หรอกว่ามันคืออะไรแต่ที่แน่ๆ

คุณต้องถามตัวเองได้แล้ว

ถ้าเราอยากรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญ ลองดูว่าอะไรเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของเรา ณ ตอนนี้?

“ถ้าสิ่งนั้นมันกวนใจเราอยู่ แสดงว่ามันสำคัญกับเรา”

ถ้ามีคนขับจักรยานล้มเป็นแผลเลือดออกเยอะมาก เมื่อเช้านี้ อยู่ที่ประเทศอิตาลี่ คุณฟังเรื่องนี้แล้วเป็นไง มันสำคัญกับคุณไหม ก็ไม่เลย ถูกไหม555555 แต่ถ้าคุณล้มเมื่อเช้าตอนนี้มันสำคัญแล้ว

อะไรที่กวนใจคุณอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ

คุณรู้สึกว่า อยากจะสวยขึ้น เลยพยายามดูและตัวเองมากขึ้น

สิ่งสำคัญนั้นคือการที่เราอยากให้ตัวเองดูดีขึ้น อยากรักตัวเอง อยากให้สังคมยอมรับเรามากขึ้น

แต่ถ้าเราถามว่าจริงความสวยขึ้นมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไหม? สำคัญกว่าคนที่เรารักและรักเราไหม? เราต้องตอบตัวเอง

อย่าลืมนะคำถามนี้คือ อะไรสำคัญกับเราที่สุด

แต่สิ่งที่กวนใจเราในตอนนี้ เรื่องงาน เรื่องความสวย กลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้สำคัญที่สุด

ปัญหาที่กวนใจเราอยู่กำลังหลอกล่อเราให้ออกห่างจากสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆอยู่ไหม

อะไรกวนใจเราอยู่คิดถึงมันทุกวัน แล้วมันสำคัญที่สุดสำหรับเราไหม?

ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมเรายังให้ความสำคัญอยู่?

เราโดนสื่อปั่นกระแส หรือเปล่าว่าสิ่งนี้สำคัญสำหรับเรา โดนโฆษณาบ้าง โดนค่านิยมบ้าง โดนคลิปสั้นๆพยายามแสดงชีวิตดีๆเปล่า

แล้วเราก็ใช้ทั้งชีวิตนั้นเพราะคิดว่ามันสำคัญ แต่จริงๆมันไม่ใช่เลย

เบ้นเคยพูดกับทุกคนตลอดว่า สำหรับเบ้น Mental Health สำคัญที่สุด สุขภาพจิตใจเบ้นสำคัญมาก เราต้องปกป้อง Mental ของเรา

ธุรกิจผมจะไปได้ดีมากๆในช่วงที่ผมสุขภาพจิตดี และมันจะไม่ไปไหนวันที่ผมมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะงั้นมันเลยสำคัญมาก

“เอาอะไรเราไปก็ได้แต่อย่าเอาความภาคภูมิใจในการเป็นเราไป”

แต่แล้ว เบ้นก็ ไปเจอคนที่ไม่อยากเจอเพราะเกรงใจเขา ไปทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ตอบตกลง แล้วไปในที่ๆเราไม่ได้อยากไป จนสุดท้ายเราก็น่วม จนเราเหนื่อย (ถ้าตอนนี้ใครเป็น แบบนี้อยู่เราคือพวกเดียวกัน)

มันไม่ใช่สิ่งที่ผมบอกว่าอยากทำ แต่ดันเป็นสิ่งที่ผมมักทำ

นั้นเป็นสิ่งที่เราควรจะถามตัวเองบ่อยๆ

What is the most important for you ? (Fuck off social)

ช่างหัวสังคม ช่างหัวความเห็น เอาแค่ตัวเรา อะไรกันแน่สำคัญที่สุดสำหรับเรา เราทำสิ่งนั้นซะ

อะไรคือสิ่งที่สำคัญและมีความหมายกับเราจริงๆ

9.Who Is This For? (สิ่งนี้มีไว้เพื่อใคร)

ถ้าเราขายของหรือกำลังทำอะไรบางอยุ่ เราต้องตอบให้ได้เสมอว่าสิ่งนี้มีไว้เพื่อใคร นี้เป็นคำถามแรกที่เบ้นไป consult นักธุรกิจ content creator หลายๆคน มักจะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปเลย

พอไปถึงท้ายสุดกลุ่มคนที่มาดูสื่อกับลูกค้าที่จะจ่ายเงินให้เราเป็นคนละคน เราไม่ต้องถามใคร ถามตัวเองก่อนเลย สิ่งนี้มีไว้เพื่อใคร

และนั้นไม่ได้ใช้แค่ในธุรกิจ เราลองถามตัวเองด้วยว่า

ตัวตนแบบฉันมีไว้สำหรับคนแบบไหน?

เราไม่ได้เหมาะกับคนในทุกสังคมนี้คือเรื่องจริง

ไอหนุ่มขี้อายคนนี้ เขาเหมาะกับอยู่ในคาเฟ่นั่งคุยกับเพื่อนบ่ายวันเสาร์สบายๆ มากกว่า ไปอยู่ที่ผับ EDM ที่คนใส่กันแบบสุดแรง

คนแบบไหนต้องการเรา? คนแบบไหนเห็นคุณค่าในตัวเรา?

ถ้าเราคือวิศวกรที่ภูมิใจในความรู้ของเรามากๆ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเราไม่ได้อยู่ในที่ๆของเรา

ไม่ใช่แค่กับสินค้า ธุรกิจที่เราควรจะถามว่า มันมีสำหรับใคร

ตัวเราเองก็ควรถามตัวเราเองด้วยว่า ตัวตนของเราควรอยู่ที่ไหน เพื่อใคร

ตอบตัวเองให้ได้เคลียร์

10.Does This Actually Matter? (สิ่งนี้จำเป็นจริงๆไหม)

เหตุผลที่คนฉลาดไม่แทบปล่อยให้บางเรื่องในใจเขาหลุดออกมาจากปากของเขาเลย ก็เพราะคำถามในข้อนี้

บางครั้งมันไม่จำเป็นจะต้องพูดทุกเรื่องในความคิดของเราออกมา

เราจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม?

คนเก่งรู้ว่าต้องพูดอะไร คนฉลาดรู้ว่าต้องไม่พูดอะไร

หลายครั้งคำถามนี้นี้เราควรถามตัวเองกับทุกสถานการ์ณว่ามันจำเป็นจริงไหมๆ ถ้าไม่แล้วเราจะทำไปทำไม?

You Could leave life right now : Marcus Aurelius

เราต้องเลือกสิ่งที่เราพูด เลือกสิ่งที่เราจะคิด

ถามตัวเองบ่อยๆว่ามันจำเป็นจริงๆไหม ที่เราจะทำสิ่งนี้

ไปงานเลี้ยงที่เราไม่อยากไป เพื่อ คนที่เราไม่ได้อยากสนิท

ไปร้านเหล้าที่เราไม่อยากกิน เพื่อ ให้สังคมบอกเราว่าเราดี

สิ่งนี้มันจำเป็นกับเราจริงๆไหม หรือจริงๆแล้วเราแค่บอกว่า “ไม่สะดวก”

Every Say “Yes” to others it means Say “NO” to yourself

ทุกๆครั้งเราตอบตกลงเพื่อปฎิเสธสิ่งอื่นๆ เราต้องเลือกชีวิตของเราให้ดี

มันสำคัญกับเราจริงๆไหม?

11.Will This Be Alive Time or Dead Time? (สิ่งนี้กำลังเติบโตหรือกำลังร่วงหล่น)

ตอนที่ Ryan Holidy กำลังทำงานประจำอยู่ เขามีโอกาสได้คุยกับ Robert Greene (คนเขียน 48 Law of Power)

Ryan บอก Robert ว่าสักวันนึง ผมอยากจะเขียนหนังสือกับเขาบ้าง แต่ก็แบบไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ดี กำลังหาโอกาสที่เหมาะอยู่ จะได้เริ่มเขียนบ้าง

Robert Greene เลยบอกว่า Ryan Holody ว่าฟังนะ

เวลาอยู่สองแบบ Dead Time กับ Alive Time

Dead Time คือช่วงเวลาที่เรากำลังนั่งรอรอ ง่อยๆ ไม่ได้ทำอะไร

Alive Time คือช่วงเวลาที่เรากำลังเรียนรู้ลงมือทำ ศึกษา

พูดเสร็จ Robert ก็ทิ้ง เรื่องนี้ไว้ให้ Ryan คิดต่อ

หลังจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้มีนักเขียนที่ชื่อว่า Ryan Holiday

กลับมาที่พวกเรา เราลองมองสิ่งที่เรากำลังถืออยู่ในมือ

มีสิ่งไหนบ้างที่เป็น Dead Time ที่เราคิดจะทำมันแต่ไม่ได้ทำ

มีสิ่งไหนบ้างที่เป็น Alive Time ที่เรากำลังดูแล ฟูมฟักมันอยู่

เราลองถามคำถามนี้กับตัวเองดู อะไรบ้างที่เราปล่อยให้เป็น Dead Time เรากำลังรอที่จะลงทุน รอหุ้นลง (หืม555) รอทองขึ้น (ฮึ้ยย)

แต่เราไม่ได้ศึกษาเลยหรือเปล่า หรือเราแค่รอมันลงเลย แล้วถึงเวลาค่อยไปคิดว่าจะซื้อตอนไหน

เราได้ปลุกมันขึ้นมาหรือเปล่า เราได้เตรียมตัวมันที่จะลงมือทำไหม

หรือเราเพียงแค่ปล่อยให้มันเป็น Project นึงในหัวว่าจะทำแต่ไม่ได้ศึกษาลงมือทำมันจริงๆ

ถ้าเราอยากให้ชีวิตเรามีชีวิต จงทำให้ Project ที่เราทำอยู่มีชีวิต

เหมือนกับบทความที่เรากำลังอ่านนี้ เบ้นเขียนมา 21 วันแล้ว

แต่เบ้นอยากให้ บทความนี้มาถึงผู้อ่าน แบบที่เรากำลังอ่านอยู่

ตอนที่ผมกำลังพิมพ์ อยู่ ตอนนี้เป็นวันหยุดยาว ผมพึ่งเปิดโทรศัพท์ไปเมื่อ 10 นาที กำลังเจอผู้คน ไปเที่ยว ใช้ชีวิตพักผ่อนผ่านโลกของเขา

แล้วเบ้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า Project บทความนี้ ผมปล่อยมันตายรังมาหลายวันแล้ว ถึงเวลาที่เราจะปลุกมันขึ้นมาอีกครั้ง

ถามตัวเองเสมอสิ่งนี้กำลัง มีชีวิตอยู่ หรือมัน ตายไปแล้ว

12.Is This Who I Want To Be? เรากำลังเป็นคนที่เราอยากเป็นจริงๆหรอ?

เราไม่สามารถเป็นคนที่ดีได้ ถ้าการกระทำของเรามันเลว

เราไม่สามารถเป็นคนประเภทที่ทำงานหนักได้ ถ้าเราเอาแต่หาทางลัด

มันไม่ได้สำคัญเลยว่าเราจะบอกว่า เรารักใครมากแค่ไหน สิ่งที่มันสำคัญจริงๆมันคือการกระทำที่คุณทำกับคนที่เราบอกเรารักพวกเขา

You are what you do เราเป็นในสิ่งที่เราทำ

เราเคยเป็นไหม ปากบอกว่าอยากจะเป็น คนที่สุขภาพดี

แต่แล้วก็ไปหยิบโดนัทแสนหวานเข้าปาก (เบ้นเองกำลังกินโดนัทอยู่)

Zoom Out ชีวิตเราออกมาอีก งานที่เรากำลังทำอยู่ มันใช่ไหม

มันใช่คนที่เราอยากเป็นไหม งานนี้มันทำให้เราได้กลายเป็นคนที่เราอยากเป็นไหม หรือเราแค่ทำไปอย่างนั้น

เราอย่าละเลยเรื่องๆเล็กๆ โต๊ะที่รก ห้องนอนที่สกปรก นั้นกำลังสะท้อนคนที่เราอยากจะเป็น

“How we do anything is how we do everything”

วิธีการดูคนว่า เขาทำสิ่งอื่นๆเป็นยังไง ลองมองสิ่งที่เขาทำสิ่งๆนึงสิ

ลองมองวิธีการกินข้าวของเขา ลองมองวิธีการขับรถของเขา มองวิธีคิดของเขา

แล้วเราจะมองเห็นวิธีการใช้ชีวิตของเขา

เพราะงั้นถามคำถามนี้ตัวเองบ่อยๆในคำถามข้อสุดท้ายนี้ ในทุกๆการกระทำ ทุกๆความคิด ทุกๆคำพูดของเรา สิ่งนี้มันใช่สิ่งที่เราอยากเป็นไหม

เราอยากเป็นคนที่น่าเชื่อถือ แต่เรายังติดพูดแหย่คนอื่นเล่นจนดูเป็นคนไม่จริงจัง ติดแซวคนอื่นจนคนอื่นไม่พอใจ

มองสิ่งเล็กๆในชีวิตของเราให้ดีแล้วถามตัวเองเสมอว่า

เรากำลังเป็นคนที่เราอยากเป็นไหม


คำถามที่ควรถาม (Benz Arnun)

5 ปีก่อน ชีวิตเบ้นเคยอยู่ในช่วงลำบาก เป็นหนี้เยอะมากๆ ธุรกิจก็ปิดตัวลงหลายธุรกิจตอนนั้น ช่วงนั้นผมคิดเครียดมากๆเลย ไม่รู้จะทำไงต่อ

รู้สึกหมดหวังกับชีวิตตัวเองมากๆ จน เอาสมุดมาเขียนกับตัวเองว่า
“ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เราจะไม่ได้เรียนรู้เรื่องไหนบ้้าง?”

มีคำตอบออกมาเยอะมากๆในหัว ถ้าเราไม่เจอเรื่องนี้เราคงไม่เก่งเรื่องนี้

ถ้าเราไม่โดนคนหลอกอันนี้เราคงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน

ถ้าเราไม่พลาดเรื่องนี้ เราคงไม่รอบคอบแบบนี้

นั่งไล่เขียนไปก็ เริ่มมองเห็นสิ่งที่ตัวเองได้มาจากเหตุการณ์นี้เยอะมากๆ

เรามองเห็นแต่ด้านแย่ๆของมันมาเสมอ จนผ่านเป็นปี เราพึ่งมองเห็น

ว่าเราไม่ใช่คนเดียวกันกับก่อนจะเจอเรื่องร้ายๆเรื่องนี้แล้ว เรารู้แล้วว่าเราพลาดตรงไหน เรารู้แล้วว่าเราอ่อนตรงไหน เราต้องระวังตรงไหน

ทำให้ผมกลับมาทำงานจนพาตัวเองกลับมาอยู่ในจุดเดิม

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะคำถาม คำถามเดียว

ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเราต้องหาคำถามของเราให้เจอ

อย่าไปเอาคำตอบของคนอื่นมาใช้

เหล่าGuru ที่ชีวิตไปได้ดี แล้วพยายามเอาแผนที่ของพวกเขามายัดหัวเรา

มันผิดไปหมด มีหลายคนบอกผมมีวันนี้ได้เพราะ ผมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้

เราลองถามตัวเองก่อนเลย สิ่งนี้เหมาะกับเราไหม? ถ้าไม่แล้วแบบไหน?

บางช่วงเราก็ไม่ควรอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง บางช่วงเราก็ต้องทำงานหนัก

บางช่วงก็ต้องหาความรู้ หาสังคมใหม่ แต่แล้วใครจะบอกได้ว่าต้องทำอะไร

ถามตัวเราเองนั้นแหละ ไม่ต้องถามใครแล้ว คำถามสุดท้ายที่ผมได้จากนักจิตวิทยาประจำตัวผม เขาบอกว่า เบ้นไม่ต้องไปถาม ปรึกษาใครแล้ว ถามตัวเองก่อน คำถามที่เราควรทำถามทิ้งท้ายของบทนี้คือ

“ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราควรถามตัวเองว่าอะไร”

หาคำตอบนั้นให้เจอแล้วพบกัน หวังว่าคำถามทั้งหมดนี้จะทำให้วันของคุณเปลี่ยนสีไป เปลี่ยนอุณภูมิไป เปลี่ยนกลิ่นไป

ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Attention is the new Gold (ความสนใจคือทองคำสมัยใหม่) New Era Project

  • สกุลเงินยุคใหม่ “Followers” (New Era Projects)

  • สงครามฮอร์โมนของ Social Media (ยาเสพติดถูกกฎหมาย)


ความเห็น

ใส่ความเห็น