มีคนแค่ 12 คน จาก 100 คน ที่เห็นบทความนี้แล้วอ่านจนจบ
นี้คือสถิติในเว็บและในเพจของเบ้นที่เล่าอะไรยาวๆจนคนทนอ่านไม่ไหว
เป็นเพจที่ชอบทำบทความอะไรยาวๆ ในขณะที่นักการตลาดส่วนมากบอกว่าต้องทำอะไรให้สั้นๆกระชับๆได้ใจ
การที่เราสามารถอ่านอะไรยาวๆได้จนจบ นั้นจะเป็นเส้นแบ่งของมนุษย์
ในยุคที่กำลังมาถึง New Era (นี้คือตอนสุดท้ายของ Project นี้)
ย้อนกลับไป 40,000 กว่าปีก่อน เป็นการพบครั้งแรก
ระหว่างมนุษย์สองเผ่าพันธ์ โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) และ นีแอนเดอร์ทาล (Homo neanderthalensis)
ทั้งสองเผ่าพันธ์ต่างมีจุดเด่นจุดด้อยที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งนึงที่ Homo Saipens มีได้มากกว่า คือ ความสามารถในคิดในระดับลึกซึ้งและการสื่อสารในระดับสูง (ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานนี้)
การแบ่งแยกทางเผ่าพันธ์ได้จบลงไปเป็นเวลาเกินหมื่นปีแล้ว
และนี้จะเป็นการแบ่งแยกกันอีกครั้งของเผ่าพันธ์มนุษย์ในอีก 5 ปี นี้
“มนุษย์ที่ต้องมีมือถือบนโต๊ะอาหาร และ มนุษย์ที่ไม่ต้องมีมือถือ”
เรากำลังจะกลายเป็น สองเผ่าพันธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เราจะเริ่มมองเห็นการแบ่งแยกสูงขึ้นเรื่อยๆหลังจากนี้
ทักษะการ Focus ที่กลายเป็นทักษะที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ พัฒนาเทคโนโลยี จนการมาถึงของ โลก Digital World
Product ต่างๆย้อนกลับมาทิ่มแทงเหล่าผู้สร้างมัน ด้วยกันทำให้พวกเขาเสีย Focus
และเมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์สูญเสียความสามารถในการ Focus
มนุษย์เราจะไม่ได้สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อีกแล้ว
หลายคนบอกว่า Data is the new oil
แต่ Data จะมีประโยชน์อะไรถ้ามนุษย์ไม่สามารถ Data analytics ได้
ถ้ามนุษย์ Focus ไม่ได้อีกแล้ว มนุษย์จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ยังไง
เราจะฝึกเล่นกีต้าร์ได้ไง เราจะอ่านหนังสือจบได้ไง เราจะสร้างอะไรขึ้นมายังไง?
เป้าหมายทุกอย่างของเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยน้ำมันที่เรียกว่า Focus
Focus is the new Oil นี้คือ น้ำมันใหม่อย่างแท้จริง
โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยการ Focus เศรษฐกิจโตได้เพราะ Focus
มนุษย์ชาติกำลังสูญเสียความสามารถในการ Focus
[1] มนุษย์ vs เทคโนโลยี
เอากระดาษ A4 มาแผ่นนึง จุดให้ครบ 10,000 จุดบนหน้ากระดาษ
นั้นเทียบเท่ากับการมีอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรก แต่ละยุคสมัย
รุ่นที่มีเครื่องบิน มีคอมพิวเตอร์ มีโทรศัพท์ เทียบเท่ากับ 3 จุด
และ รุ่นที่มี สมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตใช้เทียบเท่ากับ แค่ 1 จุด
ถ้าจะพูดง่ายๆคือ มนุษย์เรามีมาเป็นหมื่นจุด แต่พึ่งรู้จัก สมาร์ทโฟนได้ แค่ 1 จุด
มนุษย์เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เจอกับ โดปามีนที่พุ่งพล่านได้รวดเร็วขนาดนี้
เราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้กับกลไกลที่ ทำให้ฮอร์โมนเราพุ่ง
ยิ่งฮอร์โมนเราพุ่งเราก็จะยิ่งเสพติด เพราะเราถูกออกแบบมานี้
เรายังเป็นมนุษย์คนเดิมกับ เมื่อ 40 ปีก่อนที่ต้องส่งจดหมายถึงจะติดต่อคนๆนึง
เราก็ยังเป็นมนุษย์คนๆเดิมกับเมื่อ 100 กว่าปีก่อนที่ต้อง นั่งเรือเพื่อจะข้ามไปอีกทวีปนึง เพื่อจะเห็นวิวๆนึง
ไม่ใช่มนุษย์ที่กดมือถือแล้วจะเสกทุกอย่างที่เราอยากเห็นได้
แล้วนั้นก็ลามไปถึง เรื่องของสุขภาพ
[2] Health (สุขภาพ)
ลองคิดภาพว่า 10,000 ปีก่อน มนุษย์คนนึงไปเจอผลไม้บนต้นไม้ รสชาติดี เขากินจนหมด แล้วสมองก็ให้รางวัลโดยการฉีดโดปามีน (ฮอร์โมนให้แห่งความสุข) เข้าร่างกายเขา
พอร่างกายได้พลังงานมาก็เอามาเก็บไว้ในรุปแบบของไขมัน เวลามนุษย์คนนี้ไม่สามารถหาอาหารได้ร่างกายก็จะเอาไขมันมาใช้
Make Sense ไหม?
เขาทำได้ถูกต้องแล้วถ้าเขาอยู่ในโลกหมื่นปีที่แล้ว
แต่ถ้าเขามามาโผ่ลมายุคนี้นี้ ยุคที่เรามีอาหารที่ กินอาหารได้เต็มอิ่มหนำ ถ้าเขายังทำแบบนี้ต่อไป
สุดท้ายเขาก็จะป่วย เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ต่างๆตามมา
ทำให้เขาสมาธิสั้นลงเรื่อยๆจาก น้ำตาล และ Social Media
ในช่วง 10 ปีหลังมานี้มีคนหนุ่ม สาวที่เข้ารับการรักษาโลกนอนไม่หลับกันมากขึ้น เช่น ประเทศสวีเดน มากขึ้นถึง 8 เท่าเทียบกับปี 2000
เมื่อมนุษย์โดน การยิงโฆษณา รูปภาพ อาหาร น้ำตาลสูงล่อตาล่อใจ
เมื่อมนุษย์ เสียโฟกัสในการทำตามเป้าหมายของตัวเองจากการโดน Distract บ่อยๆเข้า
เมื่อมนุษย์ไม่สามารถนอนหลับได้เต็มอิ่ม เพราะ ตื่นมาเข้าห้องน้ำแล้วเผลอเปิดเช็คโทรศัพท์กลางดึก
นั้นคือหนทางที่ทำให้มนุษย์กำลังสุขภาพแย่ลง มีคนอ้วนขึ้นเยอะมากขึ้น
อัตตราคนเป็นมะเร็งในกลุ่มหนุ่มสาวกลับมีสูงขึ้น (ข้อมูลจากบทความนี้)
และจุดเริ่มตั้งทั้งหมดมาจากการที่มนุษย์เริ่มสูญเสียความสามารถในการ Focus
[3] เศรษฐกิจ
เราลองมองภาพกว้างๆดูในเชิงเศรษฐกิจถ้ามนุษย์ไม่สามารถรวมกลุ่มที่จะ Focus ได้ นั้นแปลว่า พวกเขากำลังเสียทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม (Group Problem Solving)
พวกเราจะ Brainstorm ระดมความคิดกันไม่ได้ เพราะเราคิดกันไม่ออก
คิดกันได้แปปเดียวเราก็จะเปิดมือถือเล่นกันอีกแล้ว (เห้อ55555)
ขนาดตัวเบ้นที่เขียนบทความนี้อยู่ยังเขียนได้แปปเดียวก็ต้องหยิบมือถือขึ้นมาไถ Doom Feed อีกแล้ว
เรามาอ่านกันต่อถ้าเราอยากจะเป็น 12 คนที่อ่านจบ5555
สิ่งนี้จะเป็นผลกระทบในเชิงกว้าง ยิ่งมนุษย์ไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนได้ นั้นเป็นสัญญาณของการที่ภาพกว้างทางเศรษฐกิจมีโอกาสเสียหายสูงมาก
ถ้าทุกคนเอาแต่เสพอะไรบางอย่างแต่ไม่สร้างอะไรขึ้นมาเลย
ไม่สิพูดใหม่
ถ้าทุกคนเอาแต่สร้างอะไรแค่เอาให้มันผ่านๆไป (ทำให้จบๆไป)
แล้วไม่ยอมสร้างอะไรที่ Better ขึ้นมาเราจะไม่สามารถ เป็นอะไรที่ดีขึ้นได้เลย
เหมือนกับคนที่บอกว่าจะสอบให้ได้แค่ 10/20 ให้ผ่านพอแต่ไม่คิดจะไป สอบอะไรให้ได้ 20/20 หรอก ช่างแม่ง
ถ้าเรา Focus ไม่ได้ ก็จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้
[4] ความสัมพันธ์
ถ้าเราไม่สามารถนั่งฟัง สิ่งที่คนอยู่ตรงข้ามโต๊ะอาหารเราได้หละ จะเป็นยังไง
เราจะสร้าง Deep Relationship ไม่ได้เลย เราจะไม่สามารถรู้สึกผูกพันธ์กับใครเลยเพราะระหว่างเรากำลังฟังเขา
เราก็กำลัง เสพ input จากมือถือควบคู่ไปด้วยกัน ตลอดเวลา
และนั้นทำให้เราสูญเสียทักษะ Active Listening การฟังอย่างจดจ่อไป
มีหลายงานวิจัยเลยออกมายืนยันว่า ต่อให้เราไม่เล่นมือถือ แต่แค่ถือมือถือไว้ในขณะที่เรากำลังฟังคนตรงหน้าพูด นั้นมีแนวโน้มทำให้เราเสียสมาธิลงได้เยอะมากๆ
ผลกระทบในเชิงความสัมพันธ์มีให้เห็นในทุกวัย ตั้งแต่ เด็กที่ติดมือจนไม่ยอมกินข้าว แฟนติดเกมในมือถือ คนสูงอายุติดดูคลิปตลก จนไม่คุยกับคนในบ้าน
นี้จะเป็น Effect ที่จะ Lead มนุษย์ไปสู่การทำให้เราไม่มีสมาธิ สูญเสียFcous ไปพร้อมกับความสัมพันธ์
[5] Critical Thinking
จริงๆสิ่งที่อันตรายที่สุดถ้าเรา Focus ไม่ได้คือการเสียทักษะ Critical Thinking ถ้าเรา Critical thinking ไม่ได้เราจะเข้าสู่ Mode 101
คือเราเห็นอะไร ก็เชื่อแบบนั้นเลย ใครพูดอะไรก็ตามเขาไปแบบนั้นเลย
เขาพูดว่า กินข้าวตอนเช้าดี เราก็เชื่อไปเลย โดนไม่ได้ไตร่ตรองเพราะเราไม่มีสามารถมานั่งคิดเรื่องนี้กันแบบถี่ถ้วน
เราแยกแยะไม่ได้แล้วสิ่งไหนดีจริงๆหรือไม่ดีจริงๆเพราะเราไม่ได้ Deep Thinking คิดแบบลึกซึ้งไปกับมัน
สิ่งที่ Smart Phone ดึง Focus ของเราได้ดีที่สุดคือ
แนวคิดว่า “ไม่แน่”
ถ้าเราได้ยินเสียงโทรศัพท์ไลน์เด้งขึ้นมา แต่เรากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ แต่มันก็มีความคิดในใจขึ้นมาว่า
“ไม่แน่อาจจะเป็นเรื่องสำคัญก็ได้”
แนวคิดแบบนี้ มันทำให้เราหลุดออกจากสิ่งที่เรากำลัง Focus อยู่เสมอ
ผู้แต่งหนังสือ Smart Phone Brain บอกว่า ประมาณ โดปามีนของเราจะสูงขึ้นตอนที่ได้ยิงเสียงแจ้งเตือน มากกว่าตอนที่เราอ่าน ข้อความในนั้นเสียอีก
ยิ่งเราสูญเสียทักษะนี้มากเท่าไหร่เรายิ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็น สิ่งที่ Norm (ค่านิยม) ของสังคบอกให้เป็น โดยเราไม่ได้แยกแยะเลยว่าจริงๆเราเป็นคนยังไงกันแน่ เราชอบอะไรแบบไหนกัน
ทางออกของเรื่องนี้
ถ้าใครกำลังคิดว่าจะเลิกเล่นมือถือ Social Detox เพื่อแก้เรื่องนี้
ต้องบอกเลยว่าใช้ไม่ได้ผลเลย
James Williams (อดีต former google strategist) บอกว่าการ Social Detox ก็คือการที่เราใส่หน้ากากปิดบ้านกันมลพิษอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน
มลพิษที่ทำให้สมาธิสั้นยังอยู่ สุดท้ายเรากลับมาใช้ชีวิตปกติเราก็เป็นเหมือนเดิมอยู่ดี (2 ปีก่อน เบ้นเลิกเล่นไป 6เดือนก็กลับมาติดเหมือนเดิมเลย)
อ่านมาถึงตรงนี้คงจะเครียดกันพอตัวแต่ทุกอย่างมีหนทางเสมอ
Resistance คือคำตอบของเรื่องนี้
ความทนทานและการต้านทาน คือทางออกสิ่งที่เราควรจะฝึกฝน
จริงๆสิ่งที่จะทำให้เรา มีสมาธิมากขึ้นได้คือการ Delay อะไรบางอย่างออกไป
Delay การรีบอ่านข้อความ Delay การตอบโต้อะไรกลับไปทันที
เราต้องฝึกตัวเองให้มีความต้านทาน กับ ความตื่นเต้นที่พุ่งเข้ามารัว
อย่าเสพอะไรที่เร็วมากๆเกินไป และถ้าใครอยากจะจริงจังเรื่องนี้
เดือน 6/24 เป็นเดือนวันเกิดเบ้นพอดี
เบ้นจะเปิด คลาส “Come Back To Focus ” เป็น Mini-Class เรียน 4 ครั้งจบเลย เป็น Class ฟรีเลย ให้พวกเรากลับมามี Focus ที่ดีกันได้
ใครที่สนใจ Class นี้สามารถ ใส่ Email Subscribeไว้ได้เลยนะครับเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดให้เลย ย้ำอีกครั้งว่านี้เป็น Class Free ครับ
เฉพาะคนที่ Subscribe Email เท่านั้นถึงจะลงเรียนได้นะครับจะสิ่งลิ้งตารางเรียนให้ใน Email
จบ (the new era project)
นี้คือ The new Era Project ในยุคถัดไป ถ้าเกิดว่าเราอยากจะรู้ว่าจะต้องพัฒนาทักษะไหน เบ้นแนะนำให้เรา Focus ไปที่ 3 อย่างนี้เลย
ทำยังไงให้เรามีผู้ติดตามมากขึ้น
ทำยังไงให้เราสามารถดึงความสนใจของคนได้
ทำยังไงให้เรามีโฟกัสที่ดีและนานขึ้น
ถ้าเราสามารถสร้างสามสิ่งนี้ได้ในยุคถัดไปเราจะมี High Value ที่สูงมากๆและทำให้เรามีแต้มต่อใน The new era ได้ดีมากๆ
ก็หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จะ The new era project นี้นะค้าบ
ส่วนใครที่อยาก พัฒนาFocus กันต่อพบกับเดือนหน้าในคลาสครับ
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ






ใส่ความเห็น