ความสุขของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจ

ความสุขของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจ

วิธีที่ทำให้เศรษฐกิจโตคือการทำให้มนุษย์รู้สึกแย่กับตัวเอง Depressed (ดิ่ง)

“ความสุขอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับเศรษฐกิจที่ดี” (Matt Haig กล่าวไว้)

ประเทศ ที่ GDP เยอะที่สุดในโลก อย่าง อเมริกา กลับมาอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดด้วย

1 ใน 25 คนที่ USA บอกว่าตัวเองมีประสบการ์ณปัญหาด้าน Mental Health(สุขภาพจิต)

.

ถ้าเราบอกจะขายครีมที่ทำให้หน้าเด็ก (anti-aging) เราก็ต้องทำให้คิดว่าการหน้าแก่มีปัญหาใช่ไหม?

ถ้าอยากให้คนศัลยกรรม ก็ต้องโน้มน้าวให้คนรู้สึกว่า หน้าของเขาจะดีกว่าถ้ามีอะไรเติมเข้ามา

เราจะทำไงให้คนอยากได้ของใหม่ๆ ก็ต้องทำให้เขารู้สึกว่าของที่เขามีอยู่มันไม่ดีพอ

นี้เป็นเรื่องจริงที่เจ็บปวด ที่สื่อไม่ค่อยชอบพูดถึง

คุณปู่ ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หู ของ คุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดเลยว่า

เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย สิ่งของที่เอาไว้อวดกับคนที่อยากจะมีแบบเขาบ้าง

Charlie Munger

โครตจริง55555 RIP นะครับคุณปู่

โลกเราขับเคลื่อนด้วยการทำให้คนรู้สึกว่าเราไม่ดีพอ

เราไม่รู้จัก ไดรเป่าผมราคาเป็นหมื่น เราไม่รู้จักหน้าที่โครตพ่อโครตแม่ใส เหมือนกระจก

แล้ว Social Media ก็เร่งความรู้สึกนี้ให้ ผู้คนได้รู้สึกไวกว่าเดิม

เราไม่เคยรู้จัก รถ Hyper Car ราคา 100 ล้าน จนกระทั่งการมาถึง Social Media

เราไม่รู้จักคนที่รวยง่ายๆ หาเงินได้เป็นล้าน ในชีวิตรอบตัวเรา จนกระทั่งมี Social Media

เราไม่รู้จักอะไรเลย ที่บอกว่าเรายังดีไม่พอ

คำถามคือ ถ้าคนทุกคนบอกว่า สิ่งที่เรามีอยู่มันดีอยู่แล้ว?

ใครจะยอมซื้อของใหม่ๆที่ฟุ่มเฟือย ในเมื่อเราพอใจในทุกสิ่งที่เรามี

สิ่งที่ Social Media ต้องการมากที่สุดจากมนุษย์ก็คือ


“การมีความสุขด้วย Social Media”

คำถามคือ ถ้าคนทุกคนบอกว่า สิ่งที่เรามีอยู่มันดีอยู่แล้ว?

ใครจะยอมซื้อของใหม่ๆที่ฟุ่มเฟือย ในเมื่อเราพอใจในทุกสิ่งที่เรามี

[1] ความเจ็บปวดของผู้คน

สสส.ได้รายงานใน ปี 2566 ว่า คนไทยมีแนวโน้ม ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ่นเรื่อยๆนับตั้งแต่ ปี 2564 เป็นต้นมา

นั้นเป็นสัญญาณของอะไรบางอย่างหรือเปล่า?

สัญญาณของคนที่ไม่ชอบตัวเอง

สัญญาณของคนที่รู้สึกว่าชีวิตเรามีเรื่องอะไรให้ต้องซื้ออีกเพียบ

สัญญาณเหล่านี้กำลังสะท้อน

.

ความสามารถของ สื่อที่กำลัง จะบอกเล่าว่า

“โลกมันเก่งกว่าเอ็งเยอะ สิ่งที่เอ็งทำโครตอ่อนเลย”

อย่าภูมิใจในตัวเองนักเลย มีเรื่องใหม่ๆมาอีกเยอะที่เราไม่รู้

.

เรากำลังเดินทางถึงยุค

“Mental Health Pademic” (โรคระบาดทางจิตใจ)

[2] Mental Health Issues

Gen Z หลายคนๆประสบ และยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหากับ

Metal-Health and Well-being

มากกว่าถ้าเทียบกับ Baby-Bloomer

.

ในประเทศไทยเรา ก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน โดย

64% รู้สึกว่าความเครียดส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

.

ถ้าดูจาก พฤติกรรม ผู้บริโภค คน Gen Z

ใช้มือถือเฉลี่ยวันละ 7.3 ชั่วโมง (จาก what the big data)

whatsthebigdata.com

กลับกลายไปว่ายิ่งคนที่เล่นมือถือเยอะ มีแนวโน้มจะบอกคนอื่นว่า

เขาไม่มีความสุข : (

ทั้งๆที่ลองสังเกตุดิ

เวลาเล่นมือถือทุกคน หัวเราะกับคิกคัก 555+ กันเต็มที่เลย แจกน้ำกันเต็มจอ55

.

สิ่งที่สะท้อนจริงๆของเรื่องนี้คือ

"ชีวิตปกติของเขาไม่มีความสุขเท่าตอนเล่นมือถือ"

นั้นถึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องของคำถามนี้

[3] โจรขโมยความสุข ชื่อว่า Smart Phone


ในความเป็นจริงเราจะโทษว่า เราติดมือถือ เอาความผิดไว้ที่เรา 100% นั้นก็คงจะแบบว่ากันได้ไม่เต็มปาก
.
มีการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน UX (User user experience) การออกแบบหน้าตาของ platfrom หลายคน ยอมรับเลยว่า
“ผมกลัวโลก Digital ที่ผมออกแบบ”

มันจะบอกว่าเป็นความผิดเราหมดเลยก็ไม่ได้
เกมนี้เรากำลังเผชิญอยู่คือ
“ความไวของ New Feed”
ด้วยระบบ Algorithm ที่พยายามค้นหา
the star content (ค้นฟ้า คว้าดาว555)
ที่คนสนใจเยอะมากๆ มาให้เราได้ดูกันใน New feed ก็ไม่แปลกใจทำไม
เราก็ต้องสนใจไปกับเขาด้วยเหมือนกัน
.
สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัด การเสพติดของเรา
ขนาดทีม Gmail ของ google ยังบอกเลยว่า
“พวกผมก็ติด Gmail เหมือนกัน เช็คกันทั้งวัน 5555555”
เดี๋ยวความที่เรามือถือติดตัวตลอดเวลา
มันทำให้เรา Stand by available(สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา)

วินาทีนี้คุณอยากติดต่อใครคุณก็ติดต่อได้
คุณอยากเห็นอะไรคุณก็ ค้นหาได้
แต่กลับน่าแปลก
กลายเป็นคนเรารู้สึกว่าเหงา
ทั้งๆที่เราติดต่อทุกคนที่เรามี Contact ได้
แต่เรากลับเลือก นั่งไถ New feed
เราสบายใจกับการนั่งเล่นมือถือเงียบๆมากกว่า การที่เราจะโทรหาเพื่อนสักคนว่า
.

“แมงมุม”
“ทำใยอยู่เพื่อน”
(ต้องทักไปแบบเล่นมุกด้วยนะ5555 เคปะ)

นั้นเป็นความจริงที่ต้องบอกว่า
ยิ่งโลก Connect กันเรายิ่งอยาก Disconect กันมากกว่าเดิม

[4] เศรษฐกิจโตด้วยการทำให้คนไม่พอใจ

ระบบของโลกนี้ (ทุนนิยม) ออกแบบมาให้ เรารู้สึกกดดัน

ตั้งแต่เราเกิดมา เราถูก Order สั่งให้ต้องทำอะไร อยู่เสมอมา

เราถูกสังคมออกแบบมาว่า

“เราไปเรียนยัง เรียนชั้นไหนแล้ว”

เมื่อไหร่เรียนจบ จะเข้าคณะอะไร

มีแฟนยัง เมื่อไหร่แต่งงาน เมื่อไหร่มีลูก

แล้วเมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีคนแตกแถวจากคำสั่ง

ก็จะโดน สังคมวิจารณ์ ไม่เรียนหนังสือหรอ?

หลังจากเราโดนสังคมออกแบบคำสั่งมาแล้ว

สิ่งต่อมาที่ออกแบบเราคือ

Social Media

ระบบการกดไลท์ ยอดคนดู ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อบอกว่า

“เราต้องเป็นคนแบบไหนสังคมถึงจะชอบ”

ต้องมีหุ่นแบบไหน ต้องขับรถอะไร

.

แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่มีความเห็นที่แตกต่างก็จะโดนทัวร์ลง (อย่าลงเบ้นน้า555)

พอเราถูกกดดันแบบนี้มากๆเข้า มันก็ ซึมซับเข้าไปในตัวเรากลายเป็น แสงนำทางในชีวิตเรา

เรามองเห็นคนตัวขาว เพราะใช้ครีมนี้ (ทั้งที่เขาขาวมากอยู่แล้วก่อนใช้)

เรามองเห็นคนซื้ออันนั้นมาใช้แล้วเท่

เรามองเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เต็มไปหมด

เราพยามทำงานให้หนักเพื่อจะเป็น

“คนในฝันของเรา”

และนั้นทำให้เศรษฐกิจเริ่มทำงาน

เริ่มมีการซื้อ ระบบบัตรเครดิตทำงานต่อ

เริ่มมีการผ่อน ระบบต่างๆพาเราไปข้างหน้า

โดยที่เรายังไม่ทันได้ระวังหลัง

และหลังของเราก็คือ

“สุขภาพจิตใจเรา” Mental Health

[5] สุขภาพจิตใจเรา” Mental Health

หนทางที่เราจะต่อสู่กับเรื่องนี้ได้ก็คือการที่เรามี Mental Health ที่ดี (หมายถึงสุขภาพจิตที่แข็งแรง)

ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า คนที่ เขาสุขภาพจิตดี ไม่ FOMO ไม่โลภ ไม่อิจฉา

จริงๆไม่ใช่เลย

เขาก็มีความคิดเหมือนพวกเราหมดเพียงแต่

พวกเขามีความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับความรู้สึกพวกนี้ได้ดีกว่าแค่นั้นเอง

ตัวชี้วัดที่เป็นสัญญาณที่บอกว่าเราสุขภาพจิตกำลังมีปัญหาคือ

“อะไรที่เราทำแล้วเราไม่ Joy ไม่สนุกเหมือนเดิม”

นั้นแปลว่าเรากำลังเข้าสู่ สภาวะ “Mental Illenss”

ซึ่งถ้าเรามี Know How พวกนี้มันจะทำให้เรา สามารถมีชีวิตที่กลับมามีความสุขได้ง่ายอีกครั้ง

Point ของ บทความนี้คือไม่ได้จะบอกว่า

ให้เราเลิกเล่นมือถือ

เลิกวัตถุนิยม เลิกแต่งตัว

ไม่เลยทุกคน55555 (เบ้นก็ทำอยู่ไม่งั้นจะมานั่งพิมพ์หรอ)

เรายังทำทุกอย่างเหมือนเดิมได้หมดเลย

เพียงแค่อยากให้พวกเราช่วยกันระวังหลังให้ตัวเราเองด้วย

ให้เลือกทำ เลือกซื้อ สิ่งที่เราชอบมันจริงๆ

อย่าเลือกซื้อสิ่งที่สังคมชอบ เพื่อให้สังคมยอมรับ นั้นคือ Message ที่เบ้นอยากจะสื่อ

ความสุขของมนุษย์ จะเหมาะกับ

มนุษย์ที่สามารถ Focus ในการอยู่กับปัจจุบันได้

มนุษย์ที่สามารถ Focus ทำในสิ่งที่อยากทำได้(ไม่ใช่อยากจะนั่งสมาธิ 5 นาทียังนั่งไม่ได้)

เราจะรู้สึกพอใจกับชีวิตเราก็ต่อเมื่อเรา

สามารถ Focus กับเรื่องที่เราอยาก Focus ได้

เราสามารถควบคุมชีวิตที่เราอยากควบคุมได้

นั้นถึงจะเป็นทางออกให้กับ โลกที่หมุนไหวเป็นกระสุน ขนาดนี้

ขอให้ทุกๆวันเป็นที่มีความหมาย

Benz Arnun

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • จิตวิทยาของคนที่ไม่ชอบโพสต์รูปชีวิตของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย

  • วิธีทำให้คนชอบคุณตั้งแต่ยังไม่ได้พูดตามหลักจิตวิทยา ภาษากายมนุษย์

  • สัมภาษณ์มหาเศรษฐีกว่าจนกลายเป็นเศรษฐีเสียเอง (บทเรียนจากการคุยกับ 30 Billionaire ทั่วโลก)


ความเห็น

ใส่ความเห็น