ถ้าคุณไปปักกิ่งตอนนี้ จะไม่เจอคนจีน ฉี่ข้างทางอีกแล้ว ? การเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของประเทศจีน

ถ้าคุณไปปักกิ่งตอนนี้ จะไม่เจอคนจีน ฉี่ข้างทางอีกแล้ว ? การเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของประเทศจีน

ถ้าคุณไปที่ปักกิ่ง(เมืองหลวงของจีน) ตอนนี้คุณจะไม่เจอคนฉี่ข้างทาง ไม่เจอคนทำตัวเป็นมนุษย์ป้า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี ที่ประเทศจีน(ตัวตึงรองจากสีจิ้นผิง) ได้ประกาศในปี 2023 ว่า

  • ประเทศจีนของเรา “กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ Forth Industry Revolution (การปฎิวัติอุตสหากรรมครั้งที่4)”
  • จีนบอก พร้อม Welcome นักลงทุนมา ลงกันในครั้งนี้
  • ต้อง เอา Hardware เก่าเลาะออกให้หมดประเทศภาย ใน 5 ปี
  • ถ้าใครไปจีนตอนนี้จะเห็นว่า ผู้คนจะไม่โวยวาย ไม่ทำอะไรที่พฤติกรรมแปลกๆ ไม่ทิ้งขยะไม่ลง ไม่ขับถ่ายในสาธารณะ! (เมื่อก่อนโควิทในไทยเราเห็นเพียบเลย)
  • คนจะงงมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาจัดระเบียบได้ดีหรอ? คนนิสัยเปลี่ยนไปหรอ? เขาทำได้ไง?
  • ความจริงมันมาจากการปฎิวัติระบบทั้งหมดในครั้งนี้
  • Software ในโลก Tech กำลังเปลี่ยนทำให้ Hardware ต้องเปลี่ยนตาม
  • มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จีนเขาทำกันยังไง?

[1] ก่อนเข้าเรื่องขออธิบายเรื่องนี้ก่อน

สมัยก่อน เราชอบใช้คำว่า “Innovation”(นวัตกรรม) แต่ตอนนี้เราได้ยินแต่ คำว่า Disruption กันไปหมดแล้ว

ความต่างกันคือ

Innovation – มันคือการเอาของเก่า มาพัฒนาให้ใหม่ เหมือนกับการต่อเติมการพัฒนา ทำให้เห็นภาพคือ เรามีเทียนไข จุดได้นาน 3 ชั่วโมง เราจะพัฒนา เทียนไขยังไง ให้ มันจุดได้นานขึ้น หรือมีกลิ่นหอมมากขึ้น

Disuption – ต่างกันคือ กลับไปรื้อใหม่ที่ปลายทาง (Elon Musk เก่งเรื่องนี้มาก)

ถ้าเกิดเทียนไข มีไว้เพื่อสร้างแสง งั้นก็อะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดแสงสิ?

เราเอาวิธีการคิดแบบเก่าๆออก แล้วรื้อใหม่ เราไม่แคร์ว่าจะมาจากอะไรขอแค่มีแสงพอ

นั้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “หลอดไฟ” ขึ้นมา

หลอดไฟไม่ได้มีวัสดุอะไรเกี่ยวกับเทียนไขเลย ?

แต่ให้แสงได้ยาวนานกว่ามากๆ

ถ้าเราเอาผู้เชี่ยวชาญด้านเทียนไขมา รวมกัน 10 คน ก็จะมองไม่ออกที่จะสร้างหลอดไฟได้ เพราะเขาจะคิดว่าทำไงให้เทียนสว่างกว่านี้ (พอเห็นภาพไหมครับทุกคน)

นั้นคือที่มาของ Disruption ถ้าเราอยากจะ พัฒนาไปไกลเราต้อง Disruptive ตัวเอง มองให้แตกต่าง สร้างสิ่งที่มาแทนได้ผลปลายทางเหมือนกันแต่ต้นตอคนละจุด และนี้คือสิ่งที่จีนกำลังทำ เราไปต่อกันใน [2]

[2] ตั้งแต่หลังโควิท ถ้าเราไปปักกิ่งกันช่วงนี้

เวลาเราไปที่สาธารณะ แหล่งชุมชนมากๆ เราต้อง พก พาสปอร์ตไปด้วยนะ เพราะหลังจากนี้คุณต้อง KYC สแกน เก็บข้อมูลระเอียดมากๆ

เวลาขึ้นรถไฟความเร็วสูง หรือ รถไฟ ก็ต้องยืนยันตัวตนทั้งหมด

มีตำรวจ ตามสถานที่ต่างๆเยอะมาก บางครั้งบนรถเมล์ก็ยังมีตำรวจด้วย

ลองคิดดู ถ้าบ้านเราขึ้นรถเมล์ แล้วต้องเสียบบัตรประชาชน จะเป็นไง ? 555 วุ่นวาย

แต่ที่จีนเป็นแบบนั้นเลย จะคนสูงอายุ ก็มีบัตรสูงอายุ มีแอพ เก็บข้อมูลทั้งหมด

ตอนเบ้นไปคราวก่อนแลกเงินสดไป เขาไม่รับเลยจะให้สแกน ใน WeChat อย่างเดียวเลย เอาเงินสดกลับบ้านจนต้องไปแลกคืนเลย555

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้คืออะไร?

ทำไมต้องเก็บข้อมูล เดินไปไหนผ่านจุดไหน ก็ต้องเก็บ เหตุผลคือ

จีนต้องการเก็บ Big Data ครั้งใหญ่ เขาต้องการรู้ รถเมย์ รถไฟ ต่างๆ สถานที่ต่างๆ คนอายุเท่าไหร่เดินทาง คนกลุ่มไหนอยู่ตรงไหน เขาเก็บ ข้อมูลหมดละเอียด

เพื่อการพัฒนาไปสู่ยุคถัดไปของเขา ไปต่อกันที่ ข้อ [3] วิธีแก้นิสัยคนจีน

[3] โลกเราขับเคลื่อนด้วย กฎระเบียบ ไม่ใช่ คุณธรรม

นี้คือความจริง ถ้าคุณบอกให้คนอย่าทำร้ายกันเลย ไม่ดีนะ ก็จะมีคนทำร้ายกัน แต่ถ้าบอกว่า ถ้าใครทำร้ายคน โดนยิงเป้า จะเกิดอะไรขึ้น เมืองเงียบหมดเลย555

.

นี้คือความจริงและนี้คือ Model ใหม่ของจีน คือ Social Credit เหมือนใน ซีรียส์ Black Mirror เลย (ต้องไปจัดอีกรอบแล้ว555)

เขาเริ่มทดลองกันตั้งแต่ปี 2020 ที่ผ่านมาแล้วก็เริ่มจริงจังกันมากขึ้น

คุณ Andrea Dusi เขาเคยเขียนใน Linkedin เกี่ยวกับเรื่องนี้

คือ เขาจะมีคะแนน ความประพฤติต่อสังคม อย่างที่เล่าไปมะกี้ คือ เขาพัฒนา Hardware ใหม่ทั้งหมดแล้ว เขาก็เลย สามารถตรวจจับได้ว่าใครทำอะไร! ผ่านAI ในการจับว่าเป็นใคร

โดยคะแนนจะอยู่ 1300 คะแนนสูงสุด

พลเมืองที่มีคะแนนสูงจะได้รับ "สิทธิพิเศษ" พิเศษ (เช่น ลำดับความสำคัญในการรับเข้าเรียนและการจ้างงาน การเข้าถึงสินเชื่อเงินสดและเครดิตผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น 

ทีนี้พอเป็นแบบนี้ ถ้าเกิดเราทิ้งขยะไม่ลงถัง หรือ ก่อปัญหา ทำตัวเป็นมนุษย์ป้า

ขับรถผิดกฎหมาย สร้างปัญหาให้สังคม เราก็จะโดนเพ่งเล็งหักคะแนน ไปเรื่อยๆ ทีนี้ คะแนนน้อยจะเกิดอะไรขึ้น?

.

 ในขณะที่ผู้ที่มีคะแนนน้อยก็จะถูกปฏิบัติเหมือนเป็น 
"พลเมืองชั้นสอง"
เช่น การปฏิเสธใบอนุญาต ใบอนุญาตและการเข้าถึงบริการทางสังคมบางอย่าง การยกเว้นจากการจองเที่ยวบินหรือตั๋วรถไฟความเร็วสูง การไม่มีคุณสมบัติเข้ารับงานภาครัฐ และ... ภายใต้ (ลงโทษกันกระจาย เบ้นว่าโหดมาก)
จะมีการประจานด้วย เปิดเผยชื่อ ขึ้นบัญชีดำ โดนแบบทุกอย่าง

นี้คือประเด็นทั้งหมดที่จีนทำ เขาปราบปราบผู้คนด้วยระบบใหม่ ระบบกำลังพัฒนาให้โหดขึ้น

อีกหน่อย ก็อาจจะแบบ คะแนนใครน้อย เสียภาษีเยอะกว่าคนอื่น 10% (โหย แค่นี้ก็หนาวแล้วอะ) หรือแบบ กู้บ้านไม่ได้ หรือกู้แล้วโดนภาษีเยอะกว่าคนอื่นแบบนี้

แต่มีหลายคนก็ไม่พอใจกับมาตราฐานการตัดสินดีงามเหมือนกันว่าอะไรกันแน่เรียกดี บริจาคเลือดก็ดีคนดีละหรอ? หรือไป เป็นอาสาก็คนดีละหรอ ฉันต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวจะเอาเวลาที่ไหนไปอาสา ? ก็เป็นมุมมองน่าสนใจ

ขอบคุณรูปจาก Bertelsmann Stiftung ทำออกมาเข้าใจง่ายเลย

[4] ถ้าคุณไปที่ ดูไบ หลายคนพูดเหมือนกันว่าตอนนี้ ปลอดภัยมากๆ บ้านเมืองเขาร้อนตอนกลางวันมาก

เพราะงั้น ตี 2 ห้างยังเปิดอยู่ สามารถออกมาเดินห้างได้ พร้อมกับความปลอดภัยสูง ?

ทำไมหรอ? คนดูไบ ใจดีหรอ? ของไม่หายเลย

เปล่าเลย ระบบเดียวกับจีนเลย เขาบอกว่าถ้าคุณออกจากบ้าน 1 ครั้งที่ดูไบ จะโดนถ่ายรูปโดยเฉลี่ย 90 ครั้งก่อนกลับเข้าบ้าน (โหดมาก)

พอคนโดนแบบนี้ใครจะกล้าขโมย ของ เห็นยังรูจมูก แบบนี้ 5555

ในยุคที่มี Digital Footprints เห็นกันง่ายแบบนี้ผู้คนจะระมัดระวังตัวกันมากขึ้นมากๆ

และนี้ก็เหมือนกันอีกแล้ว โลกเราขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบไม่ใช่คุณธรรม

เห็นไหมเขารื้อระบบใหม่กันหมด

จากที่เราเล่าไปในข้อ [1] มันต้อง Disruption แล้วใน Future

จะมีอะไรบ้าง

1.Internet From the sky เน็ตมาจากท้องฟ้า

Fibet Obtic, 4G พวกนี้จะตกงานหมด ไม่มีใครอยากได้แล้ว เดินสายไปทำไม เรายิง internet มาจากท้องฟ้า ประเทศเขาเลยไล่รื้อ Hardware โดนรื้อออกหมด

2. AI- ต้องใช้ Big Data ในการ Train ตอนนี้เก็บข้อมูลกันยับๆ เพื่อTrain Ai กันต่อ

3.Metaverse , 3D printing มีอีกมากมาย ที่เราต้องรื้อวิธีการเก่าออก แล้วเอาของใหม่ใส่เข้าไปแทน ดูอย่าง Metaverse ก็ไม่ต้องใช้มือถือละ (Hardware เก่าโดนเลาะออก) ใช้เครื่องมือใหม่เข้ามาแทนที่

เรามาดูในข้อถัดไป [5] สถานการ์ณปัจจุบัน China + 1

[5] China +1

  • คือในช่วงโควิททุกคน(บริษัท)เข็ดมาก
  • เพราะ บริษัทใหญ่ๆ วางไข่ในตระกร้าเดียว พอโควิทมา ประเทศจีน ปิดประเทศเลย
  • บริษัทใหญ่ๆก็เลยเจ็บตัวกันไปเยอะ จากเหตุการ์ณครั้งนี้
  • พอคราวหน้า บริษัทใหญ่ๆก็กลัวละจะทำไงดี ให้กระจายความเสี่ยงในการลงทุน
  • ก็เลยส้นหล่น มาที่ประเทศรอบๆ อย่าง ไทย กับ เวียดนาม
  • แต่ก็อาจจะเป็นระยะสั้น เป็นส่วนมากในตอนนี้ (มีแต่พวก รถไฟฟ้าที่จะมาทำ Long-term)
  • แต่ที่จีน ถ้าประเทศเขาเจริญๆมากๆ เป้าหมายเขาคือ ก็ไม่อยากให้มีโรงงานแล้ว เพราะงั้นจีนบอก ใครจะมาเปิดโรงงานเขาก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น เขาอยากได้ Tech อยากได้ความเจริญเข้ามาอีก
  • ถ้าประเทศไทยเราอยากจะดึงเม็ดเงินเข้ามาใหม่ ก็ต้องเรียกอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาอย่างจีน เราไปข้อสุดท้ายกันใน [จบ]

[จบ]

พออ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ อีกหน่อยคนรวยๆ จะอยากมาอยู่ไทยมากขึ้น เพราะไม่มีการจับผิดแบบพวกนี้ (แซว5555)

จริงๆ ผลจาก China + 1 ไทยอาจจะได้ส้มหล่นก็จริง

แต่ต้องยอมรับเลยว่าเรากำลังโดนเวียดนามถล่มแบบเละมาก

เบ้นคุยกับเพื่อนที่เป็นโปรแกรมเมอร์บอกว่าโปรแกรมเมอร์ที่เวียดนามโครตเก่ง โหด

Start Up ของเขาเยอะมากๆ

เสื้อผ้าเวียดนามก็กำลังมา

ติ้กตอกเพลงเวียดนามก็มาเยอะมากๆ

เขากำลังพัฒนากันแบบรัวๆ .

เวียดนามเขาเคลมแล้วว่า 1-2 ปีหน้า GDP จะแซงไทย (โหดมากก)

พวกข้าว ส่งออกตอนนี้เวียดนามแซงเราไปแล้ว มีอีกหลายตัว (แพ้ไทยแค่ท่องเที่ยว)

ที่เวียดนามมีแบรนรถไฟฟ้า EV ของตัวเองแล้ว เมืองไทยเรายังไม่มีสักแบรนด์เลย

ก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยจะเป็น Hub เรียกแขกเข้ามาสู่ประเทศของเราต่อไป

อาเซียนจะเป็นทองคำยุคถัดไป อินโดเนเซีย ฟิลิปส์ ต่างจะแย่งกันเป็นศูนย์กลาง

พวกเราชาวไทยก็ ลุยกันต่อไป

ไปแยกย้ายไปกินขนม 555 แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ

ขอให้ทุกๆวันเป็นวันที่มีความหมาย

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ

  • Manifest 7 ขั้นตอนสู่สิ่งที่เราปราถนา (สรุปหนังสือจบ)

  • กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดคือ “Do Good Thing”


ความเห็น

ใส่ความเห็น