จริงๆ เรามีความสุขได้จริงไหม?
Havard ได้สรุปใน Positive Psychology ว่า
ความสุขคนเรา มาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ
1..สิ่งที่เราควบคุมได้ 40% (สิ่งที่เราตัดสินใจและควบคุมมันด้วยตัวเราเอง)
2..สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ 10% (สถานที่ ผู้คน ที่เราอยู่ด้วย)
3.และ 50 % สุดท้าย มาจากยีนส์ของเรา (กรรมพันธ์จากบรรพบุรุษ)
พอทุกคนเห็นแบบนี้ อาจจะเครียดเลย (หันกลับไปมองหน้าพ่อแม่แปป 555)
ซึ่งถ้าเรามองดีๆ นิสัย การมองโลกในแง่ร้ายของเรามี อิทธิพลมาจากครอบครัวเราเยอะมาก
รีบไปเอาแผงผังตระกูลมาเบิ่งดูกันเลยทุกคน! 555
เราจะสังเกตุว่า พฤติกรรม ทักศนคติ จะมีส่วนร่วมกันกับคนในตระกูลเรา
เช่น ปู่ ย่า เรานิสิย คิดลบ แต่ ตา ยาย คิดบวก ก็จะผสมๆกันออกมาเป็นเรา ต่อไป
แต่ไม่ได้จะบอกว่าให้เราเลิกหมดหวัง กับตัวเราเองขนาดนั้น
เรายังมี ครึ่งนึง เป็นสิ่งที่เราจะได้เลือกด้วยตัวเราเอง เราเลือกสิ่งที่เราเลือกด้วยตัวเรา เลือกสภาพแวดล้อมเรา
เบ้นพึ่งเรียน Positive Psychology ของ มหาวิทยาลัย Havard จบมาหม่านๆ วันนี้เราจะมาสรุปให้ทุกคนฟัง
ถึงหนทางการมีความสุข ของแทร่! ลุย!555

(ถ้าเราอยากรวย เราต้องมีความสุขก่อน Positive Psychology คือ?)
[1] ก่อนอื่นเลยต้องเล่าก่อนว่า Psychology(จิตวิทยา) โดยปกติ จะเน้นศึกษาไปถึงความผิดปกติของมนุษย์
เล่าง่ายๆก็รักษา คนที่เป็น ลบ(ป่วยทางจิต) ให้ กลายเป็น ศูนย์ (เป็นคนปกติ)
พอหายปกติเสร็จก็แยกย้ายกลับไปใช้ชีวิต แต่ ไม่ใช่กับ Positive Psychology ที่จะเน้น
ศึกษาคนที่เป็น ศูนย์ (ปกติ) ให้กลายเป็น บวก (มีความสุข,มีความหมายในการใช้ชีวิต)
เหมือนกับ โรงพยาบาลทุกวันนี้จะมีแผนกใหม่เรียกว่าแผนก Prevention (การป้องกัน) focus ไปที่การไม่ให้เกิดโรค มากกว่าที่จะรักษาตอนที่มันเกิดขึ้นแล้ว
เรื่องบางเรื่องในชีวิตเราเนี่ย เวลามันเสียหายมันแก้กลับมายาก ไม่เว้นแม้แต่หัวใจเราด้วย (เปิดเพลงเศร้าไปอ่านไป555)
Positive Psychology ก็เลยมา Focus ศึกษาเรื่องการทำยังไงให้มนุษย์มี Well-being นั้นเอง
ซึ่ง Well-being (ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี) เป็นเรื่อง ที่ Subjective(บุคคล) มาก
"เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าชีวิตที่ดีเป็นแบบไหน นอกจากตัวเราเองจะเป็นคนหาคำตอบนี้"
แต่สิ่งนึงที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ ถ้าเราสุขภาพไม่ดี ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน มีชื่อเสียงแค่ไหน ชีวิตก็ห่วยแตก
Happiness come form health (เราจะรู้สึก Fulfillment ต้องมาจากร่างกายที่ดี) นี้เป็น Key basic แรกก่อนเลย
คือ สุขภาพดี = มีอารมณ์เชิงบวกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ถ้าเรามีอารมณ์เชิงบวกที่ดี เราจะมีก้าวข้ามผ่านเรื่องแย่ๆในชีวิตเราได้ง่ายกว่าคนอื่นเยอะมากๆ
คนอ้วนที่ Positive จะ dietได้นานกว่า คนที่ Negative มากๆ (ได้ข้ออ้างให้อ้วนต่อละทุกคน 555)
คนที่มีความสุขมักจะมีความยืดหยุ่นและไม่ยึดติดกับชีวิตเขาเองมากกว่าคนทั่วไป
ซึ่งทำให้ง่ายต่อการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน ทำให้เขาดูแลตัวเองจิตใจตัวเองได้ดี และไม่เครียดเรื้อรัง ส่วนใหญ่คนที่เป็น Perfectionist จะไม่หยืดหยุ่นแล้วก็ทุกข์กว่ามากๆ
เบ้นจัดอยู่ใน Type นี้เลยเป็นคน stick กับชีวิตมากๆ ถ้าใครเป็นเพื่อนเบ้นจะรุ้เรื่องนี้เลย พยายามทำทุกด้านในชีวิตให้ดีตลอดเวลา (เคยไปเที่ยวผับกลับมา ตี 3 แล้วตื่น ตี5.30 มาวิ่ง เพระาอยากทำได้หมด อันนี้ไม่ดีเลย)
ซึ่งคนที่มีความสุขจะมีมุมมองที่ พอใจ (Content) และ Enjoy (สนุก) กับการใช้ชีวิตของเขาเองมากกว่า
เรามาลองทำแบบทดสอบนี้กันว่าเราพอใจชีวิตเราแค่ไหน (ถ้าได้เกิน 20 คะแนนขึ้นไปแสดงว่าผ่าน)

จากการวิจัย ELSA (English Longitudinal Study of Aging) เขาบอกว่าคนที่ Enjoy กับชีวิตตัวเองจะมีแนวโน้ม
- สุขภาพดีไม่เป็นโรคร้ายแรง
- มีความรู้สึกอยากจะแต่งงาน
- มีความฐานะและมีการศึกษาที่ดีกว่าคนที่ไม่ Enjoy ชีวิต
- เสี่ยงเสียชีวิต ลดลง ถึง 28%
ตอนเบ้นเรียนถึงตรงนี้ก็ค่อนข้างว้าวมากๆ ไม่คิดว่า จริงๆ คนเรา
ยิ่งมีความสุข + enjoy ชีวิต ก็ยิ่ง มีรายได้ที่ดีขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดี มีสุขภาพที่ดี มีแต่ข้อดี สุขขึ้นรวยขึ้น55
คนในสังคมส่วนใหญ่ ชอบคิดว่า ต้องรวยก่อนเราถึงจะมีความสุข แต่จริงๆ พอมาพูดแบบนี้ คือ
เราต้องมีความสุขตั้งแต่ตอนนี้ ถึงจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ต่างหาก
งั้นเรามาเริ่มต้นสู่เส้นทางให้ความสุขกัน
เส้นทางสู่ความสุข (ROUTES TO HAPPINESS)
มีหลายเส้นทางมากที่นำสู่ความสุข
นักจิตวิทยา Martin Seligman ร่วมกับ Christopher Peterson จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้สรุปจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้เรามีความสุขเริ่มจาก 3 เส้นทางนี้.
เส้นทาง #1: รู้สึกดี FEELING GOOD –
อย่างแรกเลยคือการที่เรารู้สึกดี ทุกคนลองนึกถึงประสบการ์ณที่ดี แสวงหาความรู้สึกดีๆในชีวิตเรา แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำไปอีก อันนี้จะเป็น Basic ที่สุดของความสุข
เส้นทาง #2: มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ENGAGING FULLY (Flow State)
“ทำสิ่งที่เราเพลิน” เป็นเส้นทางที่สองสู่ความสุข. มันเกี่ยวข้องกับการตามหาเป้าหมายของการทำอะไรบางอย่างแล้วเราสนุกเต็มที่กับมัน จนบางครั้งเข้าสู่สภาวะ Flow (ลื่นไหล) เช่น การพยายามเล่นดนตรีที่เราชอบ
เส้นทาง #3: ทำความดี DOING GOOD
“ทำความดี” เป็นเส้นทางที่สามสู่ความสุข. ซึ่งศาสนาส่วนใหญ่จะชี้ถึงข้อนี้มากเป็นพิเศษ คือการเลือกทำสิ่งที่ดี คุณสามารถรู้สึกความหมายในชีวิตจากการทำเพื่อใครสักคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งนอกเหนือจากทำเพื่อตัวเราเอง สิ่งนั้นก็คือ Purpose ของการมีอยู่ของชีวิตเรา (อันนี้จะมีความปรัชญาสูงมาก) แต่ส่วนตัวเบ้นคิดว่าข้อนี้จะเป็นสิ่งที่ เราอยู่กับมันได้นานที่สุด มากกว่า 2 ข้อแรก เราไม่สามารถรู้สึกดีได้ตลอดเวลา (Feel good) หรือทำสิ่งที่เรา ชอบได้ตลอด (Engaging Fully) แต่สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ตลอดคือ การเลือกทำสิ่งที่ดี ด้วยตัวของเราเอง
.
Dr. Becky Kennedy expert Therapist and Child (คนเขียนหนังสือ Good Inside ) ได้บอกว่ากุญแจสำคัญในการทำให้มีความสุข คือเราต้องเคร่งคัดกับ หลักการต่างๆของเราก่อน (ปรัชญา) แล้วเราจะจัดการกับอารมณ์ของเราได้ง่ายขึ้น
“กฎระเบียบต้องมาก่อน” และ “ความสุขจะมาเป็นอันดับสอง”
พวกเรามาถูกทางแล้ว เพราะ Conceptของคอนเทนต์เรา แกนหลักจะเน้นไปที่การ เข้าใจจิตวิทยา และปรัชญา เพื่อใช้ชีวิตเราให้มันดีแล้วมันจะเป็น Main pillar (เสาต้นหลัก) ของเราก่อนที่เราจะพัฒนาไป ด้าน ธุรกิจ หาเงิน และใช้ชีวิตให้ดี (เดี๋ยวคอนเทนต์นพวกนี้กำลังจะมาแล้ว555)
.
ถ้าเราอยากเริ่มมีความสุขให้เริ่มทำ 3 สิ่งนี้เลย
Feel Good, Engaging fully, Doing good
(เลือกสิ่งที่รู้สึกดี, Enjoy กับสิ่งที่ทำ และ เลือกทำสิ่งที่ดี )
ซึ่งการวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดเมื่อพวกเขา:
- “มีการโฟกัสที่ปัจจุบัน ไม่คิดถึงอดีต” (Mindfulness – สติ)
จริงๆพระพุทธเจ้าพูดเรื่องนี้กันมา 2500 กว่าปีแล้ว กุญแจแห่งความสุข คือการอยู่กับปัจจุบันเราต้องอยู่กันที่นี้ ไม่คิดถึงอดีต ไม่คิดถึงอนาค เราต้องมีสติ (เตรียมกลับมานั่งสมาธิแล้ว555)
Daniel Gilbert and Matthew Killingsworth แห่งมหาวิทยาลัย Harvard
สร้างการทดลองขึ้น 2250 คน ผลการวิจัยพบว่าคนใช้เวลาประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาของพวกเขาในการคิดถึงสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ พวกเขา
จริงมนุษย์เราเหม่อลอยคิดถึงเหตุการ์ณต่างๆในอดีตบ่อยมากๆ บางครั้งพาตัวเองย้อนกลับไปทำร้ายเรื่องราวในชีวิตเราซ้ำๆเป็นพันๆครั้ง แล้วเราก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลย เราต้องกลับมาอยู่กันที่นี้ตอนนี้ มีแค่ตัวอักษรนี้กับคุณเท่านั้น ที่จะไปในวินาทีนี้ ไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อหลังจากนี้ อยู่แค่ตรงนี้ Right Here
ซึ่งจริงๆเราสามารถมี ความสุขทันที ณ ตั้งแต่ตอนนี้ บางทีคุณอาจคิดว่าคุณจะมีความสุขที่สุดถ้าคุณ หุ่นดี ในชุดว่ายน้ำและสามารถนั่งชิวที่ริมหาด หรือบางทีคุณอาจรู้สึกพอใจที่สุดถ้าค ชอบเรามากขึ้นใน Social Media จริงๆไม่ใช่เลย ความสุขอยู่ที่เราเราเป็นคนเลือก
Nothing will make you happy until you choose to be happy.
ไม่มีอะไรทำให้เรามีความสุขได้ จนกว่าเราจะเลือกความสุข
Ralph Marston
คำถามเดียวที่เบ้นอยากจะถามคุณวันนี้คือ
ณ วินาทีนี้ คุณเลือกจะมีความสุขไหม? (ถ้าใช่กด Like )
[3] ปัจจัยอะไรบ้างทำให้เราไม่มีความสุข
1.MATERIAL THINGS (วัตถุนิยม,เงิน)
การวิจัยล่าสุดจาก Matthew Killingsworth, ที่เป็นเจ้าหน้าที่ภารกิจสูงที่ Wharton School ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย, ใช้การสำรวจแบบสุ่มกว่า 33,000 คนที่ทำงาน
เมื่อเขานำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและรายได้ ทุกๆ ประเทศ
“ความสุขมีผลกับรายได้เราจริงๆ”
แต่มันจะมีความสุขจนกระทั่งถึงจุดที่เพียงพอจะ Support basic need (ความต้องการพื้นฐาน) ของมนุษย์ หลังจากนั้นมันจะเริ่มไม่ Effect กับความสุขเราอีกแล้ว
ก็คือสรุปสั้นๆ คือ
เรามีเงินถึงจุดนึง = ความสุขจะไม่เพิ่มมากขึ้นอีกแล้ว
แล้วพอเรามีไปนานเราก็ชินมากๆ แต่ถ้าเงินที่เรามีหายไปแล้วจะทุกข์ชิบหาย
เหมือนคุณได้เงิน 1 ล้านทุกปี แล้วคุณดีใจมากๆ ในปีแรก
พอปีที่ 30 คุณเฉยๆกับมันแล้ว
แต่ถ้าปีที่ 31 คุณได้เงินเหลือ 5 แสน คุณจะเครียดแล้วก็ทุกข์มากๆ
จากงานวิจัยถ้าคนใช้เงินซื้อเสื้อผ้าสิ่งของจะมีความสุขน้อยกว่าใช้เงินซื้อประสบการ์ณในชีวิต (เราต้องไปเที่ยวกันบ้างนะทุกคน 555)
ในมุมมองเบ้น(ผู้เขียน) มองว่า เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ใครบอกไม่จำเป็นลองป่วย หรือมีคนที่รักป่วยแล้วไม่มีเงินดู มัน Support พื้นฐานชีวิตเราทั้งหมดให้เรามีความสุขได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าเงินที่ได้มา เราต้องจ่ายด้วย Mental Health จิตใจของเรา ไม่มีอะไรคุ้มแน่นอน สุดท้ายคุณก็ต้องซ่อม ซึ่งจ่ายแพงกว่าอีก
2.วัยเยาว์ (Youth)
พวกวัยรุ่นตอนปลายจะบอกว่าโครตมีความสุขเลย แล้วก็ชอบคิดว่า คนเรายิ่งแก่ก็ยิ่งสุขขึ้น (จริงไหม55)
แต่จริงๆแล้วความสุขไม่ได้โตเป็นเส้นตรงขนาดนั้น แต่เป็นโค้งเป็นตัวว U Curve

ตามการศึกษาใน Proceedings of the National Academy of Sciences. กว่า 340,000 คน
ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าความเครียดและความโกรธลดลงเมื่อคนเพิ่มวัย. ความสุขและความสนุกลดลงอย่างช้าๆ จนถึงวัย 50, หลังจากนั้นมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปีถัดไป. (25-50 จะทุกข์สุด เบ้นก็อยู่ในกลุ่มนี้ เศร้า)
นักวิจัยเชื่อว่าในช่วงหลังๆของชีวิตเราจะเลิกมองหาการไล่ล่าเป้าหมาย เพื่อความสุข แต่จะโฟกัสไปที่ ประสบการ์ณชีวิตที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดีของชีวิต จริงๆเรื่องนี้เราควบคุมมันไม่ได้เอาเสียเลย เบ้นว่ามองว่า เราแค่ทำทุกๆวันของเราให้เป็นวันที่มีความหมายก็พอแล้ว อย่าไปโฟกัสข้อนี้มาก (เดี่ยวหน้าแก่555)
3.เลี้ยงลูก (Children)
แต่ถ้าทุกคนลองไปถามพ่อแม่ที่พึ่งมีลูกไม่เกิน 5 ปีแล้วถามเขาดูสิว่า เป็นไง555 (มองตากันปริบๆ555)
ในชีวิตเราที่ไม่ใช่ละคร การดูแลเด็กแม่งโครตยาก ส่วนตัวเบ้นเคยดูแลน้องสาวตอนเล็กๆยากมากก5555
ต้องใช้ความตั้งใจสูงมาก พ่อแม่ต้องเพิ่มความเครียด การเงิน ทัศคติต่อการเลี้ยงลูก(อันนี้ทะเลาะกันทุกบ้าน เพราะเราโดนเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน)
พวกแม่บอกว่ามีความสุขมากกว่าเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆที่ไม่ใช่เลี้ยงเด็ก
ในหลาย ๆ การศึกษา, พ่อแม่จะพอใจชีวิตคู่พวกเขาน้อยลงหลังจากที่ลูกคนแรกเกิดและจะกลับมาพอใจชีวิตคู่ใหม่หลังจากลูกคนสุดท้ายเรียนจบและออกจากบ้าน.
แต่ความสุขในความสัมพันธ์ทุกอย่างล้วนสำคัญทั้งนั้นล้วนทำให้เรา เติมเต็มในชีวิตทุกด้าน
นี้เป็นเพียง 3 ปัจจัยหลักๆที่ ทำให้เราไม่มีความสุข แต่ทุกอย่างที่พูดมาเราแทบควบคุมอะไรไม่ได้เลย เราต้องแก่ขึ้น เราต้องหาเงิน บางคนก็ต้องมีลูกเพื่อคนอื่น หรือ เพื่อเป้าหมายที่สูงกว่า เอาเป็นว่าข้อนี้แค่รู้เอาไว้สนุกๆดีกว่า เบ้นมองว่ามันแก้อะไรไม่ได้เลย เหรียญมีสองด้านเราพยายามควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ดีกว่าในข้อถัดไป
[4] คุณค่าในตัวเรา (VIRTUES)
อีกสิ่งนึงที่เบ้นมองว่าเป็นหัวใจหลักของ Positive psychology คือการมองเห็นคุณค่า จุดแข็ง ข้อดีในตัวเรา ถ้าเรามองเห็น Value ในตัวเรา เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นเยอะมากๆ
โดยคุณค่าในตัวเรามีทั้งหมด 6 แบบ เรามาดูกันมีอะไรบ้าง
Wisdom • Courage • Humanity • Justice • Temperance • Transcendence.
1.ปัญญา (Wisdom)
ปัญญา— จะช่วยให้เราเรียนรู้และเข้าใจเรื่องต่างๆ ปัญญาจะมีดังนี้
- ความคิดสร้างสรรค์(Creativity): ใช้จินตนาการเพื่อพัฒนาไอเดียและวัตถุอาจอยู่ในด้านศิลปวัฒนธรรม แต่สามารถใช้เชิงปฎิบัติกับงานได้
- ความอยากรู้(Curiosity): ทำให้ตกหลุมหรือกระตุ้นใจในการเรียนรู้เกี่ยวกับหลายหัวข้อ สำรวจและมีประสบการณ์ใหม่
- เปิดใจเป็นกลาง(Open-mindedness) : สำรวจดูเรื่องทุกด้านโดยไม่ได้รับผลกระทบจากการมีความคิดนำหน้าไว้ล่วงหน้า พร้อมที่จะเปลี่ยนความคิดในแง่มุมใหม่ตามหลักฐานใหม่
- ความรักในการเรียนรู้ (Love of learning): การเพิ่มความรู้เป็นระบบและทำให้คุณเชี่ยวชาญในทักษะและหัวข้อใหม่
- มุมมอง(Perspective) : สามารถให้คำปรึกษาที่มีสติที่สุดแก่ผู้อื่น มีวิธีการมองโลกที่ทำให้เข้าใจทั้งตนเองและผู้อื่น
2.ความกล้า (Courage)
ความกล้า— ความแข็งแกร่งทางจิตที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ในเส้นทางที่ซับซ้อนและเผชิญหน้ากับความกลัวและอุปสรรคทั้งภายในและภายนอก
ความซื่อสัตย์:Integrity พูดความจริง, กระทำอย่างจริงใจ, และนำตัวเองออกมาในทางที่แท้จริง (โดยไม่เสแสร้ง). รับผิดชอบต่อความรู้สึกและการกระทำของตนเอง.
- ความกล้า(Bravery): พูดและกระทำตามที่คุณเชื่อโดยไม่กลัวความต้านทาน. ไม่หดหู่หลบหน้าทางท้าทาย (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ)
- ความมุ่งมั่น(Persistence): ต่อให้เรื่องจะหนักหนาแค่ไหนคุณก็มุ่งมั่งฟันฝ่าไปจนสำเร็จถึงเป้าหมาย
- ชีวิตชีวา(Vitality:): ทำอะไรด้วยความสดใส มีพลังสม่ำเสมอ
3.มนุษย์ธรรม (Humanity)
มนุษยธรรม— ความแข็งแกร่งทางมนุษยสัมพันธ์ที่ช่วยให้คุณเป็นเพื่อนกับผู้อื่นและดูแลความสัมพันธ์ของคุณ
- ความฉลาดทางสังคมหรืออารมณ์(Social or emotional intelligence): รับรู้และเข้าใจแรงจูงใจและความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ รู้จักว่าทำให้คนอื่น ๆ มีความเข้าใจ
- ความรัก(Love): มีความสามารถในการให้และรับความรัก มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้คนได้ดี
- ความเมตตา(Kindness): การเลี้ยงดูแลและดูแลผู้อื่น. แสดงความกรุณา, ความห่วงใย, การทำบุญ, และความดี
4.ความยุติธรรมเท่าเทียม (Justice)
ความยุติธรรม— ความแข็งแกร่งทางสังคมหรือพลังในการส่งเสริมชุมชนที่แข็งแกร่งและสมดุล
- การทำงานเป็นทีม(Teamwork): ทำงานได้ดีในกลุ่ม. แสดงความภักดีและรับผิดชอบในการสนับสนุนกลุ่มและทำหน้าที่ของคุณ.
- ความยุติ(Fairness): จัดการกับทุกคนอย่างเท่าเทียมและยุติธรรมโดยไม่ให้ความรู้สึกส่วนบุคคลมีผลต่อการตัดสินใจ.
- ความเป็นผู้นำ(Leadership:) กระตุ้นกลุ่มให้ทำสิ่งต่าง ๆ. จัดระเบียบและดำเนินตาม. ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในหมู่สมาชิก.
5.การควบคุมตัวเอง(Temperance)
การควบคุมตัวเอง— คุณลักษณะที่ป้องกันที่ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่มากเกินไปและควบคุมให้อารมณ์คงที่เสมอ
- ความเมตตา (Mercy) : อภัยผู้ที่กระทำผิดหรือการดำเนินการที่ขัดกับความต้องการของคุณ ให้โอกาสคนอื่น ๆ และไม่เก็บคิดแค้น ช่วยปรับความเกลียดชังและความโกรธ
- ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความสุภาพเรียบร้อย(Humility and modesty) : ปล่อยให้ความสำเร็จของคุณพูดเอง ไม่อวดให้ดูเป็นพิเศษมากเกินไป; การยอมรับความจริงเกี่ยวกับตัวเองและสิ่งที่คุณได้ทำ,ไม่เหย่อหยิ่ง
- การควบคุมเอง(Self-control) : ควบคุมสิ่งที่คุณรู้สึกและทำ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ของคุณหลุดลอยไป
- ความรอบคอบ(Prudence) : รอบคอบและระวังสิ่งที่คุณพูดและทำ. ไม่รับความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
6.TRANSCENDENCE (อันนี้เบ้นไม่รุ้จะแปลเป็นไทยยังไง อารมณ์แบบตวามเข้าใจเหนือกว่าไปอีกขึ้นนึง)
TRANSCENDENCE— ความแข็งแกร่งของความหมายที่เชื่อมโยงคุณกับโลกที่ใหญ่.
- การประทับใจในความสวยงาม(Appreciation of beauty): การสังเกตความสวยงาม มองเห็นความงามที่แท้จริงจากข้างใน
- จิตวิญญาณ(Spirituality): ยึดถือความเชื่อเกี่ยวกับความหมายของชีวิตและจุดมุ่งหมายอันสูงส่งของชีวิต รู้ว่าคุณเหมาะกับจุดไหนของชีวิต
- ความกรุณา(Gratitude): การรับรู้และขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น. ใช้เวลาเพื่อแสดงความขอบคุณ
- ความหวัง(Hope): การเชื่อว่าอนาคตสามารถดีขึ้นและพยายามทำให้เป็นไปด้วยความหวัง
- อารมณ์ขัน Humor : การชื่นชมการเข้าใจหรือมุมมองที่ดีในชีวิต. การเล่าเรื่องหรือมองหาด้านบวกของชีวิต, การทำให้ผู้อื่นยิ้ม
ซึ่งพอเราอ่านมาถึุงตรงนี้จะมีหลายข้อมากๆที่พวกเราทำได้ไม่ดีเลย หรือ ไม่อยากทำ555 (เบ้นต้องขอโทษทุกคนด้วยศัพท์บางคำแปลเป็นไทยยากมากๆ เบ้นไม่รุ้จะใช้คำไหนภาษาไทยให้เข้าใจเลย ถ้าอยากจะเข้าใจมากขึ้นอาจจะต้องลองไปศึกษาคำศัพท์นั้นๆเพิ่มเติมดูนะครับ)
กลับมาที่เรื่องของเรา
Positive psychology จะเน้นไปที่การใช้จุดดีของเราในการสร้างมุมมองคุณค่าในตัวเราเอง ทำให้เราแตกต่างแล้วก็ภูมิใจในตัวเราเอง ใช้มันเพื่อคนที่เรารัก เพื่องานของเรา เพื่อความสุขของตัวเราเอง www.viacharacter.org ถ้าใครอยากหาจุดแข็งตัวเองลองทำแบบทดสอบนี้ดู
เบ้นคิดว่า ข้อนี้มันเหมือนการเล่มเกมเลย เราอยาก Up skill ไหนของเรา ก็เลือกสิ่งนั้นพัฒนาคุณค่าทั้ง 6 อย่างของเราให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
[5] กลยุทธ์ความสุข ปัจจัยสุดท้ายที่จะทำให้เรามีความสุข จะประกอบไปด้วย 3 อย่าง
1.Self-Compassion – คือเราต้องรู้จักเห็นใจตัวเอง ขอบคุณตัวเราเอง ให้กำลังใจตัวเราเอง โดยการ Gratitude (ความกรุณา) จริงๆแปลเป็นไทยยากมากครับนี้ จริงๆมันเหมือนแบบ “
“รู้สึกขอบคุณจากใจ” อะไรทำนองนั้นเรารู้สึกยินดีที่สิ่งนี้มันเกิดขึ้น มันได้สอนบทเรียนอะไรเรามา ทำให้เรากลายเป็นเราในวันนี้ มีวิธีแบบฝึกหัดเยอะแยะเลยเช่น ลองเขียนขอบคุณตัวเองทุกวันดู(อันนี้เบ้นลองมา 1 ปีดีมาก) หรือเราลองทักไปหาคนที่เรารู้สึกขอบคุณที่มีเขาในชีวิตการทำแบบนี้ก็จะทำให้เรา รู้สึกดีกับตัวเองเช่นกัน
2.FLOW กับชีวิต ( หนังสือชื่อ Flow : ของ Mihaly Csikszentmihalyi ) อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมากๆ
วิธีสังเกตุ ว่าเรา Flow ง่ายเลยก็คือ เราลืมเวลา ไม่ได้คิดเรื่องอื่น อยู่กับจุดๆเดียว รู้สึกทำงานได้ดีเพลินมากๆ
ซึ่งสิ่งนี้ยิ่งเรามีในชีวิตเราบ่อยนั้นเป็นสัญญาณว่า “เรากำลังอยู่ในที่ๆใช่” สิ่งนี้สามารถฝึกได้เหมือนกับการออกกำลังกายเลยครับ โดยการ หยุด Multitasking (ทำอะไรหลายๆอย่าง) Focus สิ่งที่ไม่ยากไปไม่ง่ายไป ลองสังเกตุตัวดูเวลาเพลินๆ เป็นยังไง ของเบ้นจะเป็นเวลาที่อ่านหนังสือจะเพลินมาก หรือทำงานที่ใช้ Deep Work วางกลยุทธ์ให้บริษัท พวกนี้เบ้นจะ เข้าสู่สภาวะ Flow ได้ดี
3.Forgiveness(ให้อภัย) – มีงานวิจัยเยอะมากๆที่ได้สรุปว่าการให้อภ้ยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราปลดปล่อยความทุกข์ การให้อภัยคนที่เราโกรธเกลียด มันเหมือนการที่ปลดปล่อยโซ่ในจิตใจเรา ทำให้เราสามารถมองมุมมองสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น มันเป็นการปลดปล่อยทางจิตใจที่ทำให้เราพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าและปรับตัวกับชีวิต. ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมีรากฐานมาจากการให้อภัยกันและกัน
ดังนั้น, การให้อภัยไม่เพียงแค่ปลดปล่อยผู้อื่น, แต่เป็นการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจของเราเอง. นอกจากนี้, การให้อภัยยังเป็นส่วนสำคัญของการชีวิตของเราให้สมบูรณ์พร้อม เราะจได้เลิกจำสักทีว่าชีวิตเราโกรธใครไว้บ้าง จดไว้กี่คน เราะจะไปข้างหน้าได้สักที
สรุป
[สรุป] ส่วนตัวเบ้นใช้ปรัชญา Stoic (สโตอิก) ในการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว ซึ่งเป็นรากฐานของ Positive Psychology จริงๆมันคือ Modern Stoic สโตอิกยุคใหม่เลย(ไว้เบ้นจะเล่าเรื่องสโตอิกให้ฟังมากขึ้น) เบ้นว่าเนื้อหาค่อนข้างจะ General ทั่วไปมากๆ เป็นสิ่งที่เราค่อนข้างจะพอรู้อยู่แล้ว ศาสนาก็สอนและทดลองกันมาหลายพันปีแล้ว แต่วันนี้เราพิสูจน์สิ่งต่างๆเหล่านี้ผ่านการวิจัยมากขึ้น
โดยสรุปคือถ้าเราอยากจะมีความสุขที่ดี Positive Psychology ได้สรุปว่า เราต้องมองหาคุณค่าที่อยู่เหนือตัวเราเอง ไม่ใช่ของนอกกาย จากงานวิจัยพอคนเราได้ของนอกกายใหม่ มา เช่นรถใหม่ บ้านใหม่ สักพักเราจะปรับตัวให้ชินกับการมีอยู่ของสิ่งนั้น แต่ถ้าวันนึงสิ่งหายไป แล้วก็จะเศร้าหนักกว่าก่อนมีมันอยู่ สิ่งนี้เรียกว่า
Hedonic Treadmill ลู่วิ่งแห่งความสุข เมื่ออะไรดีหรือร้ายเข้ามา มันจะตัวเรากลับไปอยู่ในสภาวะปกติเสมอ
เพราะงั้นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดคือ คุณค่าในตัวเรา
การค้นหาความหมายในชีวิต
คำถามทิ้งท้ายของ Positive Psychology จาก มหาวิทยาลัย Harvard คือ
”คุณคิดว่าชีวิตคุณมีความหมายอย่างไร?”
บางคนบอก ความหมายคือ ศาสนา นิพพาน ได้ไปอยู่กับพระเจ้าที่เรารัก
บางคนบอกความหมาย คือ อยู่เพื่อลูกๆ และคนที่เรารัก
บางคนบอกความหมายคือ การทำเพื่อสังคม ทำดีเพื่อชุชมชน
เราต้องตามหาความหมายของชีวิตของเราให้เจอ สำหรับเบ้น คือการ
Help Others by being better “ช่วยคนอื่น โดยการเป็นคนทีดีขึ้น เก่งขึ้น”
เบ้นว่ามันแค่นี้เลย ถ้าเราอยากจะช่วยคนอื่นได้เราต้อง มีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น มันไม่มีอะไรขี้โกงไปกว่าการ ทำเพื่อตัวเองแล้วคนอื่นได้ประโยชน์ด้วย มันสูตรโกงเหมือน Positive Psychology เลย ยิ่งเรามีความสุขขึ้น ยิ่งหาเงินได้ง่ายขึ้น ยิ่งสบายใจขึ้น สิ่งดีๆจะจับคู่กับสิ่งดีๆเสมอ
ถ้าใครอยากพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นไปกับเบ้นทุกสัปดาห์ ใส่ Email ไว้ที่นี้เลย ฟรีครับ ย้ำอีกครั้งว่าฟรี
( inbox จะเข้าช่องโซเชี่ยลไม่ใช่ช่องหลักนะครับ อย่าลืมเข้าไป Confirm)
ถ้าชีวิตเรามีความหมายเราจะยอมทำเรื่องที่ยาก เพื่อความหมายนั้น
อยากเลิกสูบบุหรี่ เพราะคนที่เรารัก
อยากเลิกเป็นคนขี้เกียจ เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
เราต้องตามหาชีวิตที่มีความหมาย
Martin Seligman อธิบายว่ามันคือการ ชีวิตที่มีความหมายคือ
“การใช้ความแข็งแกร่งที่เรามี (คุณค่าในตัวเราทั้ง 6แบบ ) เพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง”
.
เราต้องเรียนรู้ที่จะ เห็นใจตัวเอง (Self-Compassion) ให้กำลังใจเราบ้าง เข้มงวดกับตัวเองบ้าง ปลอบตัวเองบ้าง
เรียนรู้ที่จะให้อภัยคนที่เราเกลียด และ เลือกคนที่เราอยากรักด้วยตัวเราเอง (ไม่ใช่โดนบังคับ)
เรียนรู้ที่จะพาตัวเองกลับมาที่ปัจจุบัน เวลาเราชอบใจลอยคิดย้อนกลับไปทำร้ายตัวเอง ในอดีต
เลือกทำในสิ่งที่ดี (Doing Good) ทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ถูกใจ เลือกหนทางของชีวิตเราเอง
พาตัวเองเดินทาง ทดลอง หาประสบการ์ณ ค้นหาความหมายของชีวิต ใช้คุณค่าของเราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเราเสมอ
ขอปิดท้ายด้วยนี้เลย
“Only the development of compassion and understanding for others can bring us the tranquility and happiness we all seek.”
—Dalai Lama
ไปแปลกันเอง555
ขอให้ทุกๆวันเป็นวันที่มีความหมายครับ
เบ้น อานันท์






ใส่ความเห็น