สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป

สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป

ผมมีโอกาสได้ไปฟัง และ พูดคุยกับคุณ ท๊อป จิรายุส มา และได้ Insight ต่างๆ ที่ผู้นำระดับโลกกำลังจะขับเคลื่อน แล้วจะส่งผลถึงเศรษฐกิจไทยมหาศาล มีผลกับทุกหย่อมหญ้าทั้ง

นักลงทุน นักธุรกิจ พนักงาน ชนิดที่ ใครไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ อาจจะเหนื่อยมาก ในปี 2030
.
ผมฟัง 7 ชั่วโมงนี้เสร็จกลับมาผมต้องวางแผนธุรกิจผมใหม่ทั้งหมดทุกทิศทาง

และนี้คือ 10 ประเด็นที่พูดถึงครับ

[0] Disclaimer ก่อนเลย สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้ ไม่ใช่มุมมองของคุณ ท๊อป จิรายุสนะครับ แต่เป็นสิ่งที่คุณท๊อป ไปงาน เศรษฐกิจทั่วโลก ไปฟังมาแล้วนำมาเล่าต่อ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าคุณท๊อปทำนาย นะครับแต่ เป็น สิ่งที่เขาฟังแล้วนำมาเล่ากันต่อ ในประเทศไทยบ้านเรา ลุยกันเลย

[1] ถ้าจะเริ่มก็ต้องเริ่มจากเรื่องที่พวกรู้จักกันดี นั้นก็คือเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเรารู้จักเรื่องนี้กันมาเป็นสิบปีแล้ว ผมเองก็ลืมๆไปแล้วช่างมัน แต่ปัญหามันเกิดขึ้นตรงนี้คือ กองทุนที่ใหญ่ที่สุดโลก (Blackrock) ประกาศนโยบายและเป้าของเขาอย่างชัดเจนว่า ในปี 2030 เขาจะลงทุนในบริษัทที่ Net-Zero Carbon เรื่องนี้แบบจริงจัง (ผ่านการโดนสังคมกดดัน) และนั้นเป็นที่มาของมหากาฬ ในครั้งนี้ คำถามแรกในหัวผมคือ “แล้วมันเกี่ยวบ้าไรกับเราวะ?” ต่อ[2]

[2] ซึ่งพอBlack Rock(กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ประกาศแบบนี้ บริษัทใหญ่ๆของโลก(พวก Apple Amazon) ก็วิ่งกันวุ่นเลย เพราะว่า ถ้าเกิด Black Rock ถอนออกจากการลงทุนของบริษัตัวเอง ก็จะทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ชนิดที่กู่ไม่กลับ หนทางเดียวที่จะไปได้คือ ทำบริษัทตัวเอง กลายเป็น Green Company (ถ้าเราสังเกตุ Apple จะเน้นเรื่องนี้มากในปีล่าสุดและให้คำมั่นสัญญาว่า ภายในปี 2030 จะเป็น Zero Carbon company) และจากการที่คุณ ท๊อปไปงานระดับโลก เวทีเศรษฐกิจ ที่ควรพวกเรื่องเศรษฐกิจ แต่กลับมาพูดเรื่อง “Climate”(ภาวะโลกร้อน) แทน นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดว่า เศรษฐกิจหลังจากนี้ จะขับเคลื่อนด้วย Green Company (บริษัทสีเขียว ไร้มลพิษ) และนี้คือผลกระทบที่จะมาถึงประเทศไทยเรา ต่อ [3]

บริษัทที่ BlackRock ถือหุ้น
บริษัที่ BlackRock ถืออยู่มีแต่ตัวใหญ่ๆ

[3] – เดือน ตุลาคมปี 66 – ตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยได้รายงานว่า การถือหุ้นของนักลงุทนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ถือครองหุ้นไทยมากกว่า 5.87 ล้านล้านบาท(สูงสุดในประวัติศาสตร์) (ขนาดขนกันมาขนาดนี้ ณ วันนี้หุ้นไทย SET พระวิงอยู่แค่ 1400+ จุดไม่ไปไหนมาเป็น 10 ปี แล้วถ้าเกิด กองทุนต่างชาติทั้งหมดที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Green (เพราะโดนบังคับ) ถอนหุ้นออกจากไทยไปหมดจะเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่วันนี้ ประเทศไทยเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่ ตลาดหุ้นที่ ฮ่องกง ประกาศเลยว่า ปี 2024 จะ เริ่ม Report ความโปร่งใสของมลพิษ ทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (ถ้าทำไม่ได้ภายในปี 2030 จะถูกถอดออกจากตลาดหุ้น) โดยฟันเฟืองนี้จะส่งผลกระทบ ทางเดียวที่ประเทศไทยจะไปต่อได้คือก็ต้องปรับตัวตาม กฎใหม่ของโลกก็คือ Green Company แล้วทีนี้หละในประเด็นถัดไปเรื่องก็จะมาถึงเราแล้ว เกี่ยมตัวเล้ยข้อ [4]

[4] เรื่องก็คือ พอธนาคารต้องวิ่งตาม Concept Green การปล่อยกู้อสังหา ธุรกิจทั้งหมด ก็ต้องมีเรื่องของ Zero Carbon เข้ามาเกี่ยวด้วย เพื่อทำความพึงพอใจให้กับนักลงทุน และนั้นทำให้ เกิดศัพท์ใหม่ขึ้นมานั้นก็คือ “Green Loan” (ปล่อยกู้แบบปลอดสารพิษ) ธนาคารจะปล่อยกู้ไม่ได้ หรือ ดอกเบี้ยอาจจะสูงมาก ถ้าบริษัทที่เรากู้ ไม่ Net Zero Carbon และแน่นอนจะส่งผลกระทบต่อการ Import, Export ถ้าเกิดสินค้า คู่ค้าทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์จะโดนตรวจตอบว่า ผลิตภัณฑ์ของคุณไม่ Net Zero ก็จะมีผลต่อภาษี (เหมือนสุรา) หรืออาจจะโดนบังคับให้เลิกค้าขายกันเลยต่อของถูกแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้(เหมือนฮ่องกง) เพราะของคุณไม่ Net Zero เพราะฉะนั้นเมื่อกระดูกอย่างธนาคารต้องปรับตัวหมด ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแบบชนิดที่ ต้องมีคนล้มละลายเยอะมากจากการปรับตัวเรื่อง Green เรื่องนี้ นี้ยังไม่รวม AI ที่จะเข้ามาทำอะไรบ้างในยุคต่อไป ต่อเรื่อง AI

[5] (ไม่มีใครอยากได้คนคิดเลขไวในยุคที่มีเครื่องคิดเลข) – หลี่เฉี่ยง นายกรัฐมนตรี คนใหม่ของจีน (เบอร์ 2 รองจากสีจิิ้นผิง) ได้พูดในงานเศรษกิจในปี 66 ว่า ทักษะเกิน 50% ของที่เราใช้เป็นทุกวันนี้จะไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้วเพระา AI จะมาทดแทนได้ เหมือนกับสมัยก่อนที่เราจะ เลือกคนที่หัวสมองไวคิดเลขเก่ง แต่พอ เครื่องคิดเลขเข้ามา ความสามารถในการคิดเลขไว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกเลย ทักษะที่เราคิดว่าเราเก่ง จะวิ่งไม่ทันอีกแล้ว และจะมีทักษะใหม่ อาชีพใหม่ๆมาแทนที่ อาชีพเฉพาะด้านเก่าๆจะเริ่มถูกเลาะออกไปไปเรื่อยๆ งานบริการจะเริ่มถูกแทนที่ อาชีพที่เป็น Hard Skill กำลังจะหมดไปภายใต้ความไวสูงสุดของการ Train AI ผ่าน Big Data นี้ ใครที่ยังใช้ AI ไม่เป็น จะยิ่งโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนใช้เครื่องคิดเลขไม่เป็นแล้วนั่งบวกเลขเอา และ จีนกำลังเข้าสู่ยุค “การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4” แบบเต็มระบบแล้ว และต้องรื้อทุกอย่างที่เคยทำในยุค 3 ออกให้หมด และปัญหาทั้งหมดกำลังเดินไปพร้อมภาวะโลกร้อน ที่จะกระทบต่อไปพร้อมกันกับ [6] ปัญหา Food Security

[6] ตอนนี้ประชากรอันดับ 1 ของโลกไม่ใช่จีนอีกต่อไปแล้ว ด้วยความที่วิทยาการเรื่องเทคโนโลยีเราสูงขึ้น ทำให้ ยุคถัดไปประชากรเติบโตอันดับ 1 เป็นอินเดีย และ แอฟริกา เป็นอันดับ 2 โดยเขาทำนายว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 1 พันล้าน/10ปี แต่ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น แต่อากาศกลับแย่ลง ซึ่งนั้นส่งผลต่อการเพาะปลูก มีหลายแห่งในโลกเริ่มเพาะปลูกไม่ได้ อยู่อาศัยไม่ได้ ซึ่งสวนทางกับกระแสประชากรที่เพิ่มขึ้น โลกก็ยิ่งร้อนขึ้น การเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น อาหารที่ดีในบ้านเราก็จะเกิดศึกชิง ราคากัน กลายเป็นในบ้านเราจะไม่ได้กิน ของเกรด A อีกต่อไปเพราะ ผู้ผลิตจะส่งไปขายต่างประเทศที่ราคาดีกว่าเยอะ (ทุเรียนเกรด A ถูกส่งขายไปจีนหมดแล้วตอนนี้) ราคาอาหารจะโดนบีบให้ต้องสูงขึ้น อีกหน่อยเนื้อจะแพงมาก และประชากรที่เพิ่มมามากขึ้นส่วนใหญ่เป็นคนกระเป๋าสั้น (เงินน้อย) ก็จะทำให้เกิด การจลาจล เพื่อแย่งชิงอาหารและที่อยู่ เป็น ผลกระทบเป็นลูกโซ่ ลามต่อไป และนี้คือความอลหม่านของเรื่องนี้ ฟัง มา [6] ข้อมีแต่ปัญหา แน่นอนในทุกปัญหาย่อมมีโอกาส เราจะมาพูดถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่มรสุมนี้กัน [7] ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส

[7] ถ้าทุกคนมองเห็นปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเริ่ม Move กันตั้งแต่วันนี้เลยเรามาดูกันว่า โอกาสอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ – ถ้า Green Company กำลังจะมาและทุกคนไม่มีความรู้ธุรกิจไหนที่ ช่วยให้ SME กลายเป็น Green ได้ ธุรกิจนั้นจะมีมูลค่ามหาศาล ทุกคนจะต้องวิ่งหาเราหมด Climate Technology, Knowledge ต่างๆ ที่จะช่วยบริษัทขนาดใหญ่ ซื้อเวลาก่อนปี 2030 อีกหน่อยจะมีกองทุน น้ำ กอง ทุนป่า เข้ามา ถ้าเราเลือกที่จะพัฒนาทักษะในด้าน Green นี้เราจะได้เปรียบแค่ไหนในยุคที่คนอื่นยังไม่ได้เริ่มเห็นเลย และในยุคถัดไป Green Technology ถูกลงมากเท่าไหร่ สังคมเราจะกลายเป็น Green society(ผ่านการโดนกฎหมายบังคับ) แล้วถ้าเราไปตั้งรับรอจะมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน แล้วยังรวมประเด็นการคืนดีกันของ ไทยซาอุดิอาระเบียที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 30 ปี การกลับสามสัมพันธ์คร้งนี้จะมีโอกาสอะไรให้พวกเราบ้างใน [8] ใครหาช่องได้สนุกแน่

[8] คุณท๊อปเล่าว่า พึ่งกลับมาจาก เมือง “ริยาด” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ ซาอุดิอาระเบีย ไปถึงเมืองนั้นใส่สูทอยู่คนเดียวเลยทั้งเมือง ร้านอาหารไทยก็ไม่มีสักร้าน ในขณะที่อาหารไทยดังไปทั่วโลกแล้ว แต่ที่ ริยาด ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับไทยเลย หลังจากที่มีประเด็นร้าวฉานในไทยมากว่า 30 ปี ตัดขาดทุกอย่างของไทยไป ซาอุดิอะระเบีย เป็นประเทศที่มีเงินเยอะมาก (รวยฝุดๆ55) ถ้าเกิดว่าใครสามารถนำสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ของไทยเราเข้าสู่ตลาดซาอุได้ ไม่ต่างอะไรกับการเจอบ่อทองคำที่พร้อมจะซื้อทุกอย่าง และ ทางซาอุดิอาระเบีย เองก็มีความสนใจ อยากจะมาลงทุนเกี่ยวกับการเกษตรที่ไทยอีกด้วย ต่อไปในเป็นเรื่องที่ดิน และ การเกษตร [9]

เมืองริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย

[9] อุณภูมิโลกก็สูงขึ้น กฎหมาย Green ก็ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยการทำการเพาะปลูกจะเปลี่ยนไปเป็นรุปแบบใหม่ Vertical Farming (โรงงานปลูกพืชแบบไม่ลงดิน) จะเป็นเหมือนโรงงานผลิตเสื้อผ้าเลย แต่เป็นโรงงานเพาะปลูกแทน (ใครมีที่ดินอาจจะเก็บไว้ก่อนถ้าไม่ร้อนเงิน55) และธุรกิจเกี่ยวกับการเพาะเนื้อ Lab Growth Meat ปลูกเนื้อจะเริ่มมาแทนเนื้อจริง (ที่อเมริการับรองแล้วว่ากินได้ปลอดภัย) และอีกหนึ่งสิ่งที่เราคนอีสานบ้านมีก็คือ Insect Protein (โปรตีนแมลง) ร่างกายเราไม่สนใจว่าโปรตีนมาจากเนื้อหรือแมลง ถ้ามีโรงงานแมลงแล้วสามารถส่งไปขายที่ประเทศที่ต้องการสารอาหารสูง ต้นทุนต่ำ ที่ UK(อังกฤษ) มี Start Up ทำเรื่องนี้อยู่ด้วย แต่บ้านเราโครตได้เปรียบทำกันมาเนิ่นนานถ้าเกิดมีคนทำให้ Global จะแก้ปัญหาขาดสารอาหารให้โลกได้ขนาดนั้น และเม็ดเงินขนาดนั้น ถ้าเทียบการเลี้ยงแมลงกับเลี้ยงวัวถือว่าคุ้มมากๆ ต่อ[10]

Vertical Farming
Processed with VSCO with al1 preset

[10] เรามาดู Fashion กันบ้างถ้าเห็นเดี่ยวนี้แบรนดังๆจะเอาความเป็น Green มาใช้(บางสินค้าเหมือนกระเป๋าสานบ้านเรา555) แต่นั้นคือ next Move ของโลกนี้คือ “Green Luxury” เช่นล่าสุด นาฬิกาทำจากกระดาษรีไซเคิล กลายเป็นสัญลักษณ์ความรวยยุคถัดไป คนมีคลาสต้องใช้ของ Green ไม่ใช่แบรนด์ตะโกนแบบยุคนี้ และ อีกหน่อยรถจะขับเองได้ คนจะเริ่มอยู่บนรถกันมากขึ้น In Car Economy เทคโนโลยีหรือของที่ทำให้ใช้ชีวิตในรถได้ก็จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น(ตอนนี้ ถาดรองกินข้าวในรถ Tesla ขายดีมาก กินบนรถ) Feature technology ต่างๆที่ สนับสนุนการใช้ชีวิตบนรถกำลังมาถึงเราแล้ว และม้วนสรุปจบไปใน [จบ]

[จบ] 4 เสาหลักที่คุณท๊อปพูดในยุคต่อไปจะมี [1. Green 2 . A .I 3. blockchain 4.IOT(Internet Of Things) ] จะเป็น 4 กระแสที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของกันและกัน และกำลังพามนุษย์เราเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เราไม่อาจย้อนกลับสู่ยุคเดิมๆ อะไรที่หมดไป(ที่ดิน ทองคำ Bitcoin) ก็จะพุ่งสูงขึ้น และอะไรที่สร้างได้ไม่หมด (Software, Service) ก็จะราคาถูกลงไปเรื่อยๆจนฟรี และในมุมมองของผม(ผู้เขียน)ก็มีความเชื่อว่าสิ่งที่จะไปควบคู่กับทุกหมดนี้ก็คือ สุขภาพจิตใจ(Mental Health) ของเรานี้เราต้องรักษาสุขภาพจิตใจเราไม่ให้เราไหลไปไปตามกับการวัวัฒนาการครั้งนี้ เราควรให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตใจ(Mental Health) ของเราเราและโลกใบนี้ไปพร้อมๆ กัน ขอบคุณครับ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • อ่านหนังสือ 38 เล่ม ปี2025 สรุปแนวคิดที่ได้จากหนังสือทั้งหมดในปีนี้

  • เลิกใช้ AI เป็นตู้สล็อตสุ่มคำตอบได้แล้ว บางคนใช้ AI แล้วชีวิตดีขึ้นแต่บางคนไม่

  • วิธีเรียนรู้เรื่องใหม่ใน 20 ชั่วโมง เราไม่ได้เรียนรู้ช้า เราแค่เรียนแบบผิดวิธี


ความเห็น

2 responses to “สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป”

  1. หนุ่มเพิ่งได้เข้ามาอ่านวันนี้ 2025-01-08 หวังว่าคงจะไม่สายเกินไป

    กำลังจะเอาจริงเอาจังกับ Insect-Protein ครับ 😁✌️

    ถูกใจ

    1. ต้องลุยละครับแบบนี้

      ถูกใจ

ใส่ความเห็น