อ่านหนังสือ พัฒนาตัวเอง ไปเยอะมากเลย แต่ทำไมรายได้เราไม่เห็นเพิ่ม?
นี้เป็นปัญหาที่ เหล่าคนไฟแรง อ่านหนังสือเยอะ ฟัง Podcast ตอนออกกำลังกาย
ลงเรียน Course ตลอดในทุกครั้งที่เรามีเวลาว่าง เข้าสัมนาไปฟังคนเก่งๆพูดเพียบ
ทำมากขนาดนี้ก็แล้ว ทำไมเรายังอยู่กับที่ จนเราเริ่มสงสัย?
เราไม่ดีพอหรอ หรือ ขยันไม่พอ
ใช่ครับนี้คือปัญหาของ เบ้นเองเมื่อ 4-5ปีก่อน ยิ่งคิดยิ่ง งง ทำไมวะ? 555
ต้องมากขนาดไหนถึงจะพอ จริงๆแล้วเรากำลังติดกับดัก “รู้สึกดีที่ได้รู้”
เรารู้เรื่องเยอะแยะมากเลย รู้เรื่องคนอื่นในโลกนี้เยอะชิบหาย55
แบบเออเอ็งเก่งกันขนาดนี้ เก่งกันไปไหนฟะ แล้ว ฉันหละ?
นอยกันต่อไป บางคนก็เลิกกันไป ช่างแม่ง อยู่ๆกันไปแหละ เราใจร้อนเองเดี๋ยวก็ดีเอง
เอาจริงๆ ไม่ได้ดีขึ้นเลยทุกคน ถ้าทุกคนยังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เบ้นกำลังจะเล่าในนี้
มีหลายข้อผิดพลาดมากๆที่พวกเราส่วนใหญ่หลายๆคน พลาดกันไป
ก่อนอ่านกันต่อ ขอขายของนิดนึง
3 วัน สุดท้าย Marekting Psychology รุ่น 2 เราจะปิดลงทะเบียนแล้ว
ใครที่อยากมี Skill จิตวิทยา + การตลาด
คลาสนี้เบ้นบอกเลย เบ้นจะทำให้เราจาก ไม่รู้เรื่องเลย จนเข้าใจจนต้องร้อง555
ร้องไห้ทำไมยากจัง 55 ไม่ใช่ละทุกตย
เรียนกันจุกๆ Live สด มี Discord ซัพพอร์ตถามได้ตลอด 24 ชม.
ทักมาขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ มาเรียนด้วยกันนค้าบ จะได้แก้ปัญหาเรื่องนี้
[1] Lack of Focus – โฟกัสไม่ดี
ปัญหาของพวกเรายุคนี้คือ พวกเราไม่สามารถโฟกัสได้ นี้เป็นสิ่งที่เราพังกันมากที่สุด
ถ้าเรา Focus ไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น?
ประเทศที่ Focus ได้ กับ ประเทศที่ Focus ไม่ได้ GDP ของประเทศนั้นจะต่างกันไหม?
รออะไรหละ 555 ใช่ปะ เราโฟกัสไม่ได้เราก็ทำกันแต่งานง่อยๆ ทำแบบสั้นๆต้องเลิกทำกันอีกละ พวกเราอดทน Focus กันไม่ได้มากพอ
เราจะไม่สามารถสร้างงานที่ต้องใช้ Critical Thinking ความคิดที่ซับซ้อนได้เลย
เพราะเราจะคิดได้แปปเดียว เราก็จะ บาย! เลิกละ 555
นั้นเป็นปัญหาเลยทุกคน เบ้นเคยเขียนบทความ Stolen Focus ไป ใครอยากจริงจังเรื่องนี้ต้องไปตามอ่านกันต่อ
คือพอเราโฟกัสไม่ได้ ต่อให้เราจะมีความรู้ ความเข้าใจมากแค่ไหน แต่ปัญหาคือ
เราไม่สามารถเป็นผู้สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ เราเอาแต่เป็น
“ผู้เสพ ไม่ใช่ผู้สร้าง”
เพราะอะไร เพราะไม่สามารถโฟกัสอะไรได้นานๆ ลองคิดดู แค่จะอ่านไอบทความบ้านี้
แม่งยังเหนื่อยชิบเป๋งเลย เมื่อไหร่มันจะจบสักทีว้า ลองคิดดู (ไม่ต้องอะไรขนาดคนเขียนบทนี้อยู่ตอนนี้ยังบ่นเลย)
เห็นไหมว่า เราใจร้อนกันมากขึ้นระดับไหน พอเราโฟกัสกันไม่ได้แบบนี้ แล้วเราจะกล้าบอกคนอื่นได้ไง ว่าเราพัฒนาตัวเองได้จริงๆ ในเมื่อสิ่งที่เรารู้มาทั้งหมดเรา สร้างอะไรกันไม่ได้เลย ก็ไม่แปลกทำไมชีวิตเราไม่ดีขึ้น หาเงินกันไม่ได้มากขึ้น
เราต้องกลับมาฝึกตัวเองลองกลับไปอ่านบทความที่เบ้นเขียนไปคราวที่แล้วก่อน
ทำยังไงให้เรากลับมามี Focus?
[2] Marketing Psychology – ขาดความรู้การตลาดที่ดี
มีนักมวยอยู่ สองคน
คนแรก ต่อยโครตพ่อโครตแม่เก่ง เก่งกว่าบัวขาวอีก แต่ได้ต่อยแต่มวยวัด ไม่เคยได้ขึ้นสนามใหญ่เลย แต่ต่อยงานวัดชนะตลอดเลย ขี้อายคนชวนไปไหนไม่ไป
คนสอง ต่อยไม่เก่งมาก กลางๆ คนในสังคมรู้จักบ้าง ใครชวนไปออกงานไหนก็ไป แพ้บ้างชนะบ้าง แล้วก็มีโอกาสได้ขึ้นสนามใหญ่
คำถามคือ ใครจะรวยกว่า?
คนที่สองแน่นอน ทำไม?
เขามีพื้นที่ให้คนเห็นได้มากกว่า นั้นเป็นที่มาของการตลาด ว่ามันจำเป็นยังไง?
ลองคิดดู Branding ทำอะไรได้บ้าง เปลี่ยนจากกระเป๋าเก็บของให้ กลายเป็นสัญลักษณ์ ทางสังคมได้ ว่าถ้าใครถือกระเป๋าใบนี้คือ ดูมีระดับ
ถ้าคุณไม่รู้จะ Up skill อะไร Up อันนี้ก่อนเลย ยุคต่อไป เบ้นบอกเลย
Follower is the new currency
Benz Arnun
ใครจะไปรู้ว่าคุณมีเงินเท่าไหร่? คุณจะรู้ได้ไง ไปขอดูบัญชีเขาหรอ?
หรือต้องรอเขาเอา แลมโบกินี่ มาเร่งเครื่องใส่หน้าบ้านคุณ คุณถึงรู้ 555
เขาเห็นอยู่อย่างเดียว คุณมีคนติดตามเท่าไหร่ ? โครตอิทธิพล !
ไว้เบ้นจะมาเขียนบทความนี้แบบโครตจริงจัง ใส่Email ไว้ในเว็บเลยจะได้ไม่พลาด
หลายคนขาดความเข้าใจตรงนี้กับมากๆ เบ้น 5 ปีที่แล้ว โครตง่อยเรื่องนี้
Marketing ทำเพื่อ? สร้างภาพหรอ? คุณภาพสิวะ จะทำไปทำไม Marketing !
สุดท้าย คุณภาพก็พาเราไปได้ถึงจุดนึง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจวิธีการทำ Marketing
คุณก็จะ Marketing ให้ “คุณภาพของคุณดังไม่ได้! ” (หมายถึงเรา Promote คุณภาพของเราไม่เป็น คนก็ไม่รุ้อยู่ดีว่าเรามีคุณภาพ)
เบ้นโครต Fail เบ้นเคยทำธุรกิจนึง ของเบ้นดีกว่าทุกอย่าง แต่คนไม่รู้จัก ไม่เข้าใจเราทำไมผมได้ให้คุณด้วย คุณเป็นใครวะ? เขายอมจ่ายอะไรให้ของแพงกว่า เพียงแค่เขารู้จักมัน
คุณจะซื้อของใน Shopee,lazada หน้าตาของเหมือนกันหมดราคาเท่ากัน แต่ร้านนึงมีคนให้ดาวเยอะกว่า คุณจะเลือกอะไร? รู้คำตอบกันดี
และนี้คือจิตวิทยามนุษย์ ลองคิดดู คุณเป็นเจ้านาย คุณเห็น คนสองคนทำงานผลงานออกมาเท่ากัน แต่คนนึงคุณเห็นเขาทำงานทุกวัน อีกคนคุณไม่เห็นเขาเลย ต่อให้ผลงานออกมาเท่ากัน เจ้านายก็จะ Bias ลำเอียงมองว่าคนนึงขยันกว่าอยู่ดี
นี้คือธรรมชาติของการตลาด
การตลาด = จิตวิทยา
[3] Pivot Knowledge มาเป็น Skill ไม่เป็น
ข้อนี้แม่งปัญหาระดับโลก ไม่ใช่แค่ระดับชาติ
ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
สุภาษิตที่เบ้นเกลียดที่สุด แม่งโครตแบบ ทำให้เบ้นรู้สึก เอาไว้ Bully คนที่อ่านหนังสือเยอะๆ(เบ้นนี้แหละ555) พวกเรียนจบสูงๆ แล้ว ล้มเหลว
เอาจริงๆ สุภาษิตนี้ไม่ดีเลย มันทำให้หลายคนไม่กล้าเรียนเยอะ ไม่กล้าทำเยอะ
ปัญหาจริงๆของการที่เราหารายได้เพิ่ม หรือเก่งขึ้นไม่ได้ มันก็ตรงอย่างที่สุภาษิตนี้ว่านี้แหละ คือ เราอะ ทำให้ความรู้ของเรามันกลายมาเป็นทักษะกันไม่ได้
สมมุติ เบ้นบอกพวกนายทุกคนในบทความนี้ว่า เบ้นพึ่งเรียนจิตวิทยามา
“สมองกลาง (Hippocampus) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการการจดจำและการเรียนรู้ระยะสั้นและระยะยาว ”
อะเคร จบละ ….
ละไงต่อทีนี้
จบละไงครับ? อ่าววว เพื่อ!
นี้ไงเราก็หงอยกันละ ไม่รู้เอาไปทำอะไรต่อแล้วไงวะ รู้ไปทำไม ว่าไอ Hippocampus มีประโยชน์อะไรการทำให้เราเก่งขึ้นดีขึ้น?
นี้แหละประเด็น เราต้องเอาความรู้ของเรามาแปลง
คือถ้าเราศึกษากันดีๆ Hippocampus จะบวมชั่วคราวตอนที่เราต้องเรียนอะไรในช่วงสั้นๆ เวลามีอะไรมาเรียนใหม่ๆ มันจะบวมหรือเพิ่มขนาดเลย
ซึ่งไม่มีผลต่อสุขภาพเรานะครับ แต่มันทำให้เรารู้ว่า การเรียนรู้เราต้องเรียนระยะสั้นๆแล้วพักลง ถ้าเราเรียนรัวๆเลย 10 ชั่วโมง สมองบอก ฉันจำอะไรไม่ได้แล้ว มันไม่ไหวแล้ว (พักก่อนเพื่อน555)
สรุปคือ จากที่เราเข้าใจเรื่องสมองมะกี้ เวลาเราเรียนอะไรต้องเรียนแล้วต้องพักทุกคน เหมือนเราอ่านบทความนี้จบถ้าเราไปอ่านต่อ ก็จะบวมละ 555 ต้องพักก่อนทุกคน
นี้เป็นตัวอย่างแบบของการเรา Pivot เอาความรู้มาใช้
เบ้นว่าพวกเราอ่อนเรื่องนี้กันมาก เบ้นนี้หนักมาก อ่านหนังสือปีนึง 52 เล่ม
แต่เอามาใช้ได้จริงๆไม่ถึง 3-5 เล่ม ต่อปี ไม่มีประโยชน์เลยทุกคนเห็นไหม
เพราะงั้น เอาใหม่ๆ เราต้อง Pivot ความรู้ของเราให้กลายมาเป็นทักษะ ไม่งั้นเราพัฒนาตัวเองไปเอามาใช้ไม่เป็น ไม่มีประโยชน์ใช่มะหละ?
เบ้นมีความเชื่อในการพัฒนาตัวเราเองให้เป็นคนทีดีขึ้นมากๆ
วิธีการเดียวที่เราจะพัฒนาตัวเองได้ไวคือการ Input ความรู้ใหม่ๆเข้ามา แล้วเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็น Skill ให้เราเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ
เบ้นขอเปลี่ยนสุภาษิตใหม่เลย
ความรู้ท่วมหัวยิ่งเอาตัวรอด
Benz Arnun
[4] Wrong Context อยู่ผิดที่
น้ำเปล่า อยู่ใน ร้านสะดวกซื้อ ราคาไม่เกิน 10 บาท
น้ำเปล่า อยู่ใน คอนเสริตที่คนกำลังร้องเพลง ราคา 60 บาท
น้ำเปล่าขวดเดิมเลย ไปอยู่ในผับกลางทองหล่อ ราคา 100 บาท
โอเคเราเห็นอะไรกันในนี้ น้ำเปล่าก็ขวดเดิมเลย วิธีผลิตก็ผลิตเดิมๆ ทำไมเราได้รายได้ไม่เท่ากัน ?เพราะอะไร เพราะ Context ยังไง
ถ้าเรา เก่ง Creative มากๆเลย เราพัฒนาตัวเองด้านนี้เยอะมากๆ เราอ่านหนังสือ ไปหาคลาสเรียน ฟังPodcast คนเก่งๆ เราทำให้ตัวเองดีขึ้นในการเป็น Creative ที่ดี
แต่ประเด็นคือ เราอยู่ในบริษัท กฎหมาย ทำงานตำแหน่ง ธุรการ ที่ต้องพิมพ์ข้อมูลตามที่เจ้านายเราสั่ง คำถามคือ ?
เราจะมี Skill Creative ไปทำไม? โอเคหลายคนอาจจะพยายามหาเหตุผลมา Support ว่าเออเอาไปทำ ตรงนั้นตรงนี้งานสิ งั้นถ้าเบ้นถามกลับว่า
ทำไมเราไม่ไปทำงานที่ได้ใช้ทักษะนี้เต็มๆไปเลยหละ นี้เป็น หนึ่งตัวอย่าง
ถ้าเราพัฒนาตัวเองแล้วได้ใช้ทักษะของตัวเอง ในถูกที่ เราจะมี Value คุณค่าสูงมากขึ้น และกฎของโลกนี้ก็คือ
"คนจะจ่ายเงินให้กับคุณค่าที่เราให้คนอื่นได้"
แต่ Creative ของเราคนไม่เห็นคุณค่า ในที่ๆเราอยู่
เพราะงั้นทำไงทุกคน555 ย้ายเลย ย้ายงานเลย เราต้องเอาด้านดีของเรามาผสมกันให้เป็นอาชีพของเราทุกคน แต่ถ้าเราย้ายไม่ได้เราต้องทำอาชีพเสริมเลย สร้างใหม่เลย
เบ้นทำอสังหาริมทรัพย์เป็นอาชีพหลัก แต่ประเด็นคือ เบ้นชอบอ่านหนังสือ แล้วก็อยากเขียนหนังสือของตัวเองมาก แต่อาชีพเบ้นมันไม่เกี่ยวกันเลย และนี้ก็เป็นที่มาของ การที่เรามาเขียนกันตรงนี้ เกิดกลายเป็นอาชีพใหม่555
เห็นไหมทุกคน สิ่งที่เบ้นจะสื่อคือ ถ้าเราพัฒนาตัวเองแล้ว รายได้เพิ่ม มันอาจจะมาจากการที่เราอยู่ผิดที่ เราอยู่ผิดจุด สิ่งที่เราพัฒนาเราไม่ได้ใช้ในสิ่งที่เราทำอยู่
พาตัวเองไปในที่ๆ เราได้ใช้ทักษะเราครบทุกด้าน
[5] Mental Health ไม่ Fit กับสิ่งที่ทำ
Positive Psychology ของ Havard บอกเลยว่า 50% ของความสุขเรามาจาก สิ่งที่เราควบคุมได้ และคนรอบตัวของเรา
นี้เป็นเหตุผลว่า Mental Health กำลังเป็นตัวตัดสินรายได้เราเกินครึ่งเลย
หลายครั้งเราปล่อยให้ข้อผิดพลาดอย่างการเอา จิตใจเราไปเผาทิ้ง ซึ่งเป็นความผิดที่ใหญ่มากๆ เพราะต่อให้เราพัฒนาตัวเองมากแค่ไหน แต่สุขภาพจิตเราไม่แข็งแรงมันไม่โอเคเลยทุกคน เราต้องเลือกสิ่งที่เรา Fit กับ Mental Health ของเรา
สิ่งนั้นจะทำให้เราไปได้ไกล เบ้นเคยพยายาม ฝืนตัวเอง ไปทำในสิ่งที่เราไม่ Fit กับมัน
โอเคมันอาจจะได้เงินเยอะในช่วงแรก เราจะรู้สึกดี เหมือนเราได้รางวัล แต่สุดท้ายมันจะริบอะไรบางอย่างคืนไปจากเราเสมอ นั้นคือสิ่งที่เราจ่ายให้มัน
การพัฒนาตัวเองที่ดี ต้องรุ้สึก ยิ่งทำแล้วอยากกลับมาทำอีก
เรารู้สึกว่าชีวิตเราดีขึ้นเรื่อยๆ จากการอ่านหนังสือ ไม่ใช่พอจะอ่านหนังสือแล้วรู้สึกแบบเครียดชิบเป๋ง ยังอ่านไม่จบสักที ถ้าสัญญาณเราเป็นแบบนั้น แปลว่าสิ่งที่เราทำกำลังมาผิดทางแล้ว
ไม่จำเป็นต้อง อ่านหนังสือตามคนอื่น หรือฟัง Podcast ตามใคร
เราต้องหาสิ่งที่ Fit กับเราที่สุด ในการทำให้เราเก่งขึ้น
เพื่อนเบ้นหลายคนบอกชอบเรียนมากกว่าเข้าใจง่ายดี
อีกคนบอก ไม่อะ ฉันชอบPodcast เพลินดี
ไม่มีผิดไม่มีถูก เราต้องหาสิ่งนั้นกันให้เจอเพื่อทำให้เราไปข้างหน้าต่อ
การพัฒนาตัวเองเหมือนกับการวิ่งมาราธอน เราต้องวิ่งกันยาวๆ
บางวันอ่านหนังสือได้แค่ 1 หน้าก็ไม่เป็นไรทุกคนขอแค่เราอย่าหยุด พัฒนาตัวเอง
อาจจะอ่านบทความเบ้นอาทิตย์ละบทก็ได้ 555
จบ
อะเครทุกคน เก่งมาก แค่เราอ่านบทความนี้จบเราก็ได้เริ่มพัฒนาตัวเองกันบ้างงแล้ว
เราเริ่มมี Self-Awareness มองเห็นตัวเราเองแล้ว ว่าเราติดกันในข้อไหนบ้างๆ
เบ้นติดทุกข้อครับ (อ้าวว555)
นี้คือเรื่องจริงทุกคน เบ้นว่าพวกเราพัฒนาตัวเองกันเยอะไป แต่ลงมือทำกันน้อยไป
เบ้นเห็นหลายคนอ่านหนังสือเยอะมากๆ เรียนยับ พยายาม Get Input ทั้งวัน
แต่ไม่ Build OutPut อะไรออกมาเลย เอาแต่ Input แล้วก็ถามตัวเองว่า
“ทำไมมีชีวิตเราไม่ดีขึ้น ทำขนาดนี้ละนะ”
นั้นหนะเซ้5555 ก็นั้นหนะเด้ ทำไมว้าาา55555 พูดขนาดนี้ละนะ
ขายอีกรอบ Marekting Psychology รุ่น 2 เราจะปิดลงทะเบียนแล้ว ทักมาคุยกันในเพจได้เลยนะค้าบ มาเก่งขึ้นกัน!
พอทุกคนอ่านบทความนี้จบแล้วอย่างแรกที่เบ้นอยากทุกคนเริ่มทำคือ
เริ่มลงมือทำ !
ความรู้ที่พวกเรารู้ตอนนี้มันหาเงินได้เยอะมากๆแต่เราหาไม่เป็น ทำการตลาดไม่เป็น ไม่เข้าใจลูกค้าไม่เข้าใจเจ้านาย ทำไมเขาต้องเพิ่มรายได้ให้เรา
เราต้องเริ่มลุยกันได้ละทุกคน
ลุยค้าบบบ!
ขอให้ทุกๆวันเป็นวันที่มีความหมาย
Benz Arnun






ใส่ความเห็น