15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ

15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับจาก มหาเศรษฐี 7 คน นักกีฬาโอลิมปิก 13 คน นักเรียนเกรด A ล้วน 29 คน และนักธุรกิจ 239 คน

เราลองมาลุยกันเลยครับกับ 15 เทคนิคในหนังสือเล่มนี้

(เบ้นต้องบอกก่อนว่าเบ้นมีใส่ความเห็น เติมเนื้อหาการจัดการเวลาของเบ้นเข้าไปด้วยนะครับ หลายๆเรื่องอาจจะไม่ได้มาจากหนังสือ )

ชีวิตคนที่มีระเบียบวินัยในการจัดการชีวิตตัวเองคือชีวิตที่ดีที่สุด

คุณ รวิศ หาญอุสาหะ (คำนิยมหนังสือ)


1.ทองคำแห่งเวลา 1440

Kevin Kruse (ผู้เขียนหนังสือ) เขาเป็นประธานบริษัทที่กำลังอยุ่ในสภาวะ “ขอ 1 นาที” ทุกวันในการทำงานของจะมีคนมาเคาะห้องแล้วขอ 1 นาทีทั้งวัน จนเขาเริ่มสูญเสียเวลาเกินไป

ทำให้เขาพิมพ์ กระดาษเขียนว่า “1440” ตัวใหญ่มากๆ ติดไว้หน้าห้อง

ไม่ได้บริหารเวลาอะไรใหม่เลย เขาทำให้แค่นี้ คนก็มาเคาะห้องเขาน้อยลง คนในออฟฟิศเริ่มคุยกันเรื่องนี้ เริ่มลำดับความสำคัญ

Point ของข้อนี้คือ สิ่งที่เราต้องการจริงๆคือ Attitude (ทัศคติ) เกี่ยวกับเวลา

เวลาเป็นสิ่งเดียวที่หายไปแล้วไม่ได้คืน (แน่นอนทุกคนก็รู้)

1 นาที สามารถทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง นั่งสมาธิ เขียนโน๊ตขอบคุณ แนะนำตัวกับคนแปลกหน้า ขอโทษคนๆนึง บอกรักคนที่เราอยากบอก

Technology ถูกสร้างมาเพื่อให้เราะมีความสะดวกมากขึ้น และความสะดวกนั้นจริงๆแล้วมองให้ลึกลงไปมันคือ “การทำให้เรามีเวลามากขึ้น”

เรามีโทรศัพท์ไว้ติดต่อกันได้ทันที เพื่อทำให้ information แลกเปลี่ยนไปมาได้ทันที ไม่ต้องรอเดินทางไปหากัน ไม่ต้องรอจดหมายเดินทางไป ทำให้เราประหยัดเวลา

จริงๆทุกอย่างในโลกนี้เรามีเพื่อให้เราประหยัดเวลา ทำไมเราต้องจ้างคนมาซ่อมแอร์แทนเรา ทำไมเราไม่ซ่อมเอง? เพราะมันประหยัดเวลา เรายอมเสียเงินเพื่อให้คนที่เชี่ยวชาญด้านนี้มาซ่อมแอร์ เพื่อซื้อเวลาเราในการศึกษามัน

“ถ้าวันนี้เรายังไม่รู้จะต้องทำอะไรดี” แปลว่าเรายังไม่เข้าใจความสำคัญของเวลาในชีวิตของเรา

(ไม่ได้หมายถึงให้ทำงานตลอดนะครับ หมายถึงเราต้องเลือกจะทำอะไร จะพักก็ได้ จะทำงานก็ได้ แต่เราต้องรู้ว่า เวลาของเรามีเพื่ออะไร)

ทำไมมนุษย์ยุคแรก เราต้องเลี้ยงสัตว์ ทำไมเราถึงไม่ไปจับมันจากในป่า?

ก็เพื่อทำให้มนุษย์เรา ประหยัดเวลาในการล่า

ทำไมเราไม่เดินไปหละ ทำไมเราต้องนั่งรถ ทั้งๆที่ประหยัดกว่าก็เพราะเสียเวลาไง

เวลา > เงิน

วิวัฒนาการเทคโนโลยีของโลกใบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อ

“ทำให้มนุษย์มีเวลามากขึ้น”

วันนี้เรามี แค่ 1440 นาที และสิ่งนี้คือสิ่งที่ เศรษฐกิจในโลกใบนี้ ทำทุกอย่างเพื่อให้มี 1440 นาที นี้มากขึ้น ถึงกับยอมสร้าง เครื่องบิน สร้างรถ สร้าง อาหารสำเร็จรูป สร้างร้านสะดวกซื้อ เพื่ออะไร?

เราก็มี 1440 นาทีนั้นเหมือนกัน เราจะปล่อยให้มันตายหรอ?

ในปรัชญา Stoic บอกว่าเราไม่ได้ตายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า แต่จริงๆเราตายตั้งแต่วันนี้เลย วินาทีที่เรากำลังอ่านสิ่งนี้อยู่ เราก็กำลังตาย เราตายตลอดเวลา เราไม่ได้รอความตาย แต่ความตายอยู่ที่นี้แล้ว

Life, If well lived, is long enough

ชีวิตของเราไม่มีคำว่าสั้นถ้าเราใช้ให้มันดี ชีวิตที่มีดีมันยาวเพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้


2.พลังของการจัดลำดับความสำคัญ

มีนักธุรกิจคนนึงมาบ่นให้ นักปราช ฟังว่า วันนึงงานเขาเยอะมากเลยมีอะไรให้ทำเป็น 100 อย่างเลย ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบสักที ชีวิตไม่จบไม่สิ้น ทำไงดี

นักปราชนั่งฟังจนจบเลยถามกลับไปว่า

ถ้าสามารถทำได้เพียงหนึ่งอย่างในวันนี้
“จงเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้น”


พอฟังจบนักธุรกิจก็เลือกงานใหม่โดยเขาเอางานที่ทำให้ชีวิตวันพรุ่งนี้เขาง่ายขึ้นมาก่อน เขาพยายามจัดการ จนในที่สุดเขาก็มีเวลามากขึ้นมีชีวิตที่ดีขึ้น

ลองถามคำถามนี้กับตัวเราดู เรามีสิ่งที่ทำได้เป็นร้อยสิ่ง แต่ถ้าเราทำได้อย่างเดียวที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เราจะทำอะไร

จากบทที่แล้วที่เราพูดเรื่องทัศนคติเวลา (ใครยังไม่ได้อ่านต้องย้อนกลับไป)

งานที่เราควรทำคืองานที่ ทำให้วันพรุ่งนี้ของเรามันง่ายขึ้นมันดีขึ้น

คำว่าจัดลำดับความสำคัญ เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อย แต่จริงๆ งานที่สำคัญจริงๆคือ งานที่ทำให้วันพรุ่งนี้เราง่ายขึ้น ไม่ใช่งานที่ต้องทำเดี๋ยวนี้

เราจะแบ่ง Framework งานออกเป็น 2 แบบ

1.งานที่ทำให้ชีวิตเราเป็นเหมือนเดิม (Maintain Task) – งานประเภทนี้ถ้าเราไม่ทำมัน ชีวิตเราจะ แย่ลง เช่น ถ้าเราไม่ Cardio ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3 วัน น้ำหนักตัวเราก็จะขึ้น

2.งานที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น (Progress Task) – งานประเภทนี้ จะเป็นงานที่เราทำเพิ่มเติมเพื่อทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น กินอาหารคลีน เพื่อลดน้ำหนัก แต่เราไม่ได้กินตลอด

คำถามคือเราต้องมีงานไหนมากกว่ากัน จริงๆอยู่ที่ Dynamic ของชีวิตเราเลยถ้าเรา ในStage แรกเราควรจะมี Progress task เยอะเพราะชีวิตเรากำลังพัฒนาตัวอยู่

พอวันนึง ชีวิตเราไปอยู่ใน High Bar เราก็ควรมี System ในการ Maintain ชีวิตให้ดีขึ้น

ถ้าเปรียบเป็นบริษัทง่ายๆคือ เหมือนตอนแรกเรา Run ธุรกิจเราก็ต้องพยายามขยายให้บริษัทโต เราต้องพัฒนาบริษัทเราตลอด

แต่พอเรา Run ไปถึงจุดนึงเราก็ต้อง Maintain มันไว้เพื่อให้ทุกอย่างคงที่

อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น = Focus on Progress Task

ที่ มหาลัย มิสซูรี-เซนต์หลุยส์ ได้วิจัยการบริหารเวลา ความเครียด
งานวิจัยนี้ค้นพบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ว่าควร Focus อะไร และสิ่งนี้ยังมีส่วนช่วยทำให้เรา เรามีความสุขขึ้นและกระฉับกระเฉงขึ้นด้วย

ถ้าเราอยากเขียนหนังสือจบ 300 หน้าใน 30 วัน เราก็ควร

“Focus เขียนวันละ 10 หน้า”

ซึ่งจริงๆ 2 ชั่วโมงตอนเช้า คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสมองเรา เราควรเอาไปโฟกัส งานที่สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ ไม่ใช่งานที่ทำไปก็ไม่ได้แก้อะไรมาก เช่น ไล่อ่านอีเมล5555 (ตัวเบ้นเองอ่านเมลทุกเช้า ต้องเลิกละ)

Focus งานที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เราต้องทำงานที่สำคัญก่อนเสมอ ผู้ก่อตั้ง Airbnb พูดเสมอว่า

“ผมจะสงวนเวลาสำหรับทำงานที่แท้จริงในต้อนเช้า หลังจากนั้นผมจะโดนประชุมทั้งหลายรุมกินโต๊ะ”

งานที่ทำให้ให้วันพรุ่งนี้เราดีขึ้นคืองานอะไร?

ขอให้วันนี้มีงานที่ดีนะค้าบ


3.เลิกใช้ To DO List

ปัญหาจริงๆของ To do list คือมันไม่เคยได้ทำจริงๆขนาดนั้น55555

41 % ของ To do list มักจะไม่เคยทำ (จาก the busy person’s guide to done list)

ซึ่งการที่มี To do list ทำให้มักจะเลือกงานที่เร่งด่วนก่อนงานที่สำคัญ และจริงๆ มีหลาย To do list เลยที่ทำจบภายใน 5 นาที แทบไม่ต้องลง List

พอเราสะสมสิ่งที่ต้องทำเยอะๆทำไม่หมด เราจะเกิด Zeigarnik Effect (เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาที่บอกว่างานที่ยังไม่เสร็จมันกวนใจเราตลอดเวลา)

ล่าสุดเบ้น ลง To do list ไว้ว่าจะไปหาหมอฟันมา 2 ปี ไม่ได้ไป สุดท้ายพึ่งไปมาอาทิตย์ก่อน ฟันผุไป 4 ซีก โครตเซ็ง555555 เลื่อนทุกเดือน

การใช้ To do list เยอะๆยังมีผลกับสมองของเราด้วย มันทำให้เรารู้สึกว่ามีสิ่งที่ต้องทำนะ และ เราก็ยังไม่ได้ทำนะ (คอยปั่นอยู่ในหัวเราตลอด)

ซึ่งนั้นทำให้เราต้องพก ความรู้สึกว่าเรายังไม่ได้หาหมอฟันนะ เรายังไม่ตัดผมนะ ติดตัวเราไปตลอด ในขณะที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ กำลังคิดเรื่องสำคัญ เราก็เอาแต่พกคำว่า ยังไม่ได้ตัดผมนะ ติดไว้ในหัวตลอด

และในโลกที่ Focus กำลัง ถูกขโมยจากชีวิตที่เราใช้ เราก็โดน To do list ขโมยไปด้วย ช่วยกันแบ่งความคิด

ลองคิดดูว่า ถ้านักการตลาดคนนึงกำลังคิด แผนงานนึงอยู่ กับ นักการตลาดอีกคน กำลังคิดเหมือนกันแต่ห้อยความคิดว่า เดี๋ยวจะไปตัดผม จะไปตัดสูทใหม่ จะไปทำฟัน จะทำนุ้นทำนี้ ใครจะคิดได้ดีกว่า?

เราเคยเป็นไหมกำลังทำบางงานอยู่ แต่ก็คิดว่าเออหวะ ลืมทำอันนี้ไป ละก็จดไว้ใน To do list ต่อไป แต่ก็ยังไม่รู้จะทำเมื่อไหร่

ซึ่งวิธีแก้ของเรื่องนี้คือเราต้องฝึกใช้ ปฎิทิน Calendar (เบ้นแนะนำ Google Calendar สวย ดูง่าย ข้อมูล Sync ถึงกันหมด พัฒนาตลอด)

โดยเราต้อง กำหนดเวลาในสิ่งที่เราจะทำในแต่ละวัน ของงานที่เราจะทำ

ในหนังสือ 15 Secret successful people know about time management แนะนำว่าให้เรากำหนดเป็นช่วงละ 15 นาทีเลย (อันนี้โหด)

เราต้องกำหนดเวลาของสิ่งที่เราจะทำใส่ไปเลยว่าจะทำตอนไหน

จะตอบอีเมลช่วงกลาวคืน 20.00 – 20.30 น (แต่ถ้าเราใส่แค่ว่าตอบเมลล์เราก็ไม่รู้จะตอบตอนไหน)

เราพยายาม Block เวลาของเราในการทำสิ่งต่างๆด้วย

ส่วนตัว เบ้นจะ Block เวลาตัวเองทุกวัน วันละ 30 นาที มาเขียนบทความที่เราอ่านกันแบบนี้ช่วงเช้า แต่ถ้าไม่ว่างตอนเช้ามีงาน ก็จะหาเขยิบไปช่วงอื่น แต่เราจะไม่ได้ ทำ To do list ทิ้งไว้เพราะสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ 5555

การทำ To do list จะเป็นปัญหาในระยะยาวของเรากับ Focus

41 % ของ To do list ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เลิกใช้ To do list ใช้ Time Blocking ล๊อคเวลาของเราเลย


เวลาของเรา มันจะเป็นการทำให้เราเวลาไปข้างหน้าแบบมี พัฒนาการ (Progress)

Better Life = Time(progress) x Time Blocking

ชีวิตเราไม่ได้ดีขึ้นเพราะเวลาที่มากขึ้นแต่ โตขึ้นเพราะเวลาที่มี Progress ในชีวิตเรามีมากขึ้น

จากบทที่แล้วเราเล่าไปแล้วว่าเราต้องทำงานที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น และนี้ก็จะเป็นการหาเวลามาทำงานเหล่านี้

4.วิธีเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

การผลัดงานของเราไปเรื่อยๆมาจากการที่เราเลือกทำอีก อย่างแล้วมันสนุกกว่า ง่ายกว่า

อันที่จริงถ้าเราพูดกันระดับร่างกาย ก็คงต้องตอบว่า มัน Take แคลอรี่น้อยกว่า หรือ มันทำให้ Dopamine Spike (โดปามีน พุ่ง) ได้มากกว่า

(บางครั้งเราก็ทำเรื่องที่เหนื่อยกว่า เช่น ขับรถออกไปเที่ยวมากกว่านอนเฉยๆอยุ่บ้าน)

เราเลื่อนงานออกเพราะ มันไม่มีแรงจุงใจมากพอ หรือ พอถึงเวลาต้องทำอารมณ์เราไม่ได้ (เราไม่ได้วางแผนอารมณ์ของเราเอาไว้)

                    การผัดวันประกันพรุ่งไม่เกี่ยวกับความขี้เกียจ

จากงานวิจัยหลายงาน ในหนังสือ 15 Secret successful people know about time management ผู้เขียนบอกว่า

ถ้าคนผัดวันประกันพรุ่งนี้เรื่องนึงมันจะลามไปเรื่อยๆจนทุกเรื่องในชีวิตกลายเป็นแบบนั้น (น่ากลัวมาก) ออกลูกออกหลานออกมาได้เรื่อยๆ

ปัญหาจริงๆ คือเรื่องนี้คือ Time Inconsistency (ความไม่สอดคล้องเวลา)

มันคืออาการนึงของการที่เราเข้าใจผิดว่า Mental (จิต) กับ เวลา (Time) ของเราจะเดินทางไปพร้อมกันเสมอมาในแบบคงที่

ยิ่งพูดยิ่ง งง555555

เอาแบบนี้ดีกว่า คือ คือเรากำลังนั่งอ่านบทความนี้อยู่ เพลินๆ จิตใจของเราตอนนี้กำลังทำหน้าที่แบบ สงบใจ หลังจากนั้นเราก็คิดว่า เราจะไปวิ่ง 10 กิโล ต่อด้วยการกินอาหารคลีนเล็กๆสักกล่องนึง

และนี้คือจุดเริ่มต้นของ Time Inconsistency เรากำลังเอา Mental ของเรา ออกคำสั่งตัวเองผ่าน Time ซึ่งในความเป็นจริง ตอนนี้เรากำลังสภาพจิตใจพร้อมที่จะทำ ทั้งการวิ่ง 10 กิโล และ การเลือกกินของที่ไม่อร่อย

และทำให้สิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เราอาจจะวิ่ง 10 กิโล จบได้ แต่ เราจะรู้สึกเหนื่อยและอยากกินอะไรดีๆ จนทำให้เราเลือกที่จะผลัดการกินอาหารสุขภาพดีออกไปด้วย เพราะ Time and Mental ไม่ได้เหมือนกันแล้วตอนนี้

ต้นเหตุจริงๆคือ เราต้องต่อสู้กับตัวเราในอนาคต ลองจินตนาการว่า ตัวเราในอนาคตเป็นลูกน้องเราในตอนนี้ ที่เรารู้จักนิสัยมันดี และต้องมองมันในแง่ลบไว้ก่อน เสร็จแล้วเราค่อยปรับแผนที่จะต่อสู้กับมันในอนาคต

เราคิดว่าเราจะกินอาหารคลีน ก็เลยสั่งซื้ออาคารคลีนมาตุนไว้ สุดท้ายก็กลายมาเป็นกองจนหมดอายุไว้ในตู้เย็นของเรา (เบ้นพึ่งทิ้งไปเสียดายมากแง๊555555)

เราต้องดักเอาไว้เลย อย่าบอกว่าจะออกกำลังกายตอนเย็น (ส่วนใหญ่เราจะขี้เกียจ เหนื่อย เราไม่รู้จะเจออะไรระหว่างวัน) พยายามหา Slot ตอนเช้าทำให้จบๆไปเลย

จริงๆเราไม่ได้ผัดวันประกันพุ่งเพราะเราขี้เกียจเลย เราเลื่อนมันเพราะสภาพจิตใจของเราไม่พร้อม ถ้าใครตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 3.30 ให้มาวิ่ง แล้วเรามาบอกว่าเรา เป็นขี้เกียจตื่นไม่ไหว (ถ้าแบบนี้เราอาจจะเบียว วินัยละ555)

เรื่องนี้มันเหมือนกัน การที่เราจะมีนิสัยที่ยืนระยะยาวได้ ไม่ได้มาจากแรงใจ ฝืน ทางอารมณ์ ทำแบบนั้นไปสุดท้ายคุณจะน่วม เพราะคุณอดทนมากไป

สิ่งที่เราต้องทำคือ การจัดการ เวลา กับ อารมณ์ ตัวเองให้เดินทางไปพร้อมกันต่างหาก อย่าให้มันตีกันเอง555555

อาจจะลองหาเทคนิค ให้รางวัลตัวเองหลังออกกำลังกายเสร็จ หาเพื่อนนัดไว้ทำกิจกรรมนั้นด้วยกัน

Point ของข้อนี้คือ เราต้องวางแผนจัดการตัวเราในอนาคตให้ดี อย่าไว้ใจตัวเรามากไป ลองมองเราในแง่ที่ งอแง งี่เง่า ไปเลยว่าจะเป็นคนแบบไหน

ความผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่การติดป้ายที่หน้าผากว่า “ไอ้ขี้เกียจ”

แต่มันควรจะติดป้ายบนหน้าผากเราว่า “ไอ้ไม่รู้จักตัวเอง”

เราควรสังเกตุนิสัย ของเราในช่วงเวลาและจิตใจของเรา (เดี๋ยวจะมีเล่าต่อในบทอื่นๆ)

เราควรเลิกบอกว่าเราขี้เกียจ แต่ เราควรบอกตัวเองว่า เราแค่ไม่ได้วางแผนให้จิตใจกับร่างกาย เดินทางสอดคล้องกับเวลา

ถ้าใครกำลังผัดวันประกันพรุ่งอยู่ ลองมาวางแผนให้ตัวเองล่วงหน้ากัน


5.วิธีออกจากออฟฟิศ ตอน 17.00 โดยไม่รู้สึกผิด

คาร์ล โรฟ(นักยุทธศาสตร์การเมือง) ได้เขียนบทความไว้ใน Wall Street Journal เขาคุยกับ ประธานาธิบดี บูซ ปลายปี 2005 ว่า เป้าหมายของ เขาในปี 2006 คืออะไร คาร์ล โรฟเลยบอกว่า “อยากอ่านหนังสือเยอะๆ”

อีก 3 วันต่อมา ประธานาธิบดี บูซ ถามว่า “คุณอ่านถึงไหนแล้ว ผมอ่านถึงเล่มสองแล้วนะ”

สิ่งนี้กลายเป็นการแข่งขันไปแล้ว5555 พอหมดปี คาร์ล โรฟ อ่านได้ 110 เล่ม ส่วนบูซ อ่านได้ 95 เล่ม แล้วก็บอกว่าต้วเองยุ่งกับการเป็นผู้นำอยู่เลยแพ้ไป ไม่งั้นเขาไม่แพ้หรอก (555555 ไม่ยอม)

คำถามคือ ประธานาธิบดี ของ USA คือโครตยุ่งอ่านหนังสือได้ปีละ 95 เล่มเลยหรอ!? ในขณะที่ต้องเจอผู้นำทั่วโลก เฝ้าระวังสงคราม ประชุมไม่ยั๊ง

มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจเรื่อยๆ มีหลายคนพยายามแกะที่มาของ Output นี้ (ในขณะที่พวกเรา กองดอง ทับพวกเราได้แล้ว55555555)

Andrew Grove คนเขียนหนังสือ High Output Management ได้เปิดเผยเคล็ดลับ เขาบอกว่า “งานของผู้บริหารก็เหมือนกับงานของแม่บ้าน มันไม่เคยเสร็จ มีสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่ควรทำให้เสร็จเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

นั้นคือเคล็ดลับ ที่ Kevin Kruse (ผู้เขียน) ได้มา เพราะเขาปล่อยให้ สิ่งที่ต้องทำ ทับตัวเขาตลอดเวลา เขากินแต่ของไม่ดี ไม่ออกกำลังกายเละเทะ

สิ่งที่คนสำคัญจัดการเวลาคือเขาไม่ได้ทำตามสิ่งที่ต้องทำ แต่เขาให้การจัดลำดับสำคัญงาน กำหนดเวลาให้สิ่งนั้นแล้ว ก็พอคือพอ

การที่ประธานาธิปดี บูซ สามารถอ่านหนังสือ จบได้ 95 เล่ม เพราะเขารู้จัก พอ กับเวลาของการทำงาน และให้ความสำคัญกับหนังสือ

ประธานาธิปดี Barack Obama ก็เช่นกัน เขาจะกลับบ้านไปทานข้าวเย็นพร้อมกับลูกๆเขาในมื้อเย็นเวลาเดิมทุก ต่อให้เขาจะมีปัญหาที่ ธรรมเนียบขาวมากแค่ไหน เขาก็ต้องพอ

สิ่งที่เราเหล่าาผู้นำระดับโลก บริหารเวลาได้ดีกว่าคนอื่นคือเขารุ้จัก “พอ”

การบริหารงานก็เหมือนกับงานแม่บ้าน มันมีอะไรให้ทำออกมาเรื่อยๆ

เหล่าผู้บริหารส่วนมากชอบคิดว่า เราต้องทำอันนั้น ทำอันนี้ไม่งั้นจะเป็นอย่างงี้ แล้วก็ต้องดูคนนั้นด้วย ดูคนนี้ด้วย เราลองไปคิดดีๆเวลาของเรา ใช้เวลาเตรียมการเพื่อเป็นทุกอย่าง เสมอ คำถามที่เราควรถามคือ

เราจำเป็นต้องเป็นทุกอย่างให้ทุกคนด้วยหรอ?

ปัญหาของโรคต้องการให้คนอื่นพอใจคือ เราพยายามรักษาทุกๆด้านในชีวิตไว้ทั้งการเป็นพ่อแม่คน ทั้งการเป็นเพื่อนที่แสนดี ลูกที่ดีของพ่อแม่เรา พี่น้องที่ดี บลาๆ จนทำให้เราโดนคนดึงเวลาไปจากชีวิตเราทั้งหมด

เราให้คุณค่าของตัวเองผ่านความคิดของผู้อื่น

Kevin Kruse เล่าว่า มีนักการเงินจะย้ายมาแถวบ้านเขา ก็เลยจะมาคุยงานที่บ้าน ผู้เขียนก็ ไปนั่งคิดจะนั่งคุยกันที่ไหนดีหว่า จะต้มกาแฟดีไหม หรือกินโค้กดี แล้วเขากิน โค้กซีโร่ หรือเปล่า? เอาไงดี เอาแมวไปเก็บไหม555

เขาบอกว่าเรื่องพวกนี้ไร้สาระมาก สุดท้ายเขาก็ทำงานกับเราอยู่ดีถ้าเรายังจ่ายเงินเขาอยู่ แล้วเขารู้จักทรัพย์สินเราดีกว่าของในบ้านเราอีก55555

การมีมารยาท รักษาน้ำใจเป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำ แต่การที่เราต้องสมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่ไม่ควร เราแค่จริงใจกับเขาแล้วบอกว่า ดื่มน้ำสักแก้วไหมก็จบ

ยอมรับความจริงว่าสิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นเสมอ และมีสิ่งที่ต้องทำมากกว่าสิ่งที่ทำให้เสร็จได้อยู่เสมอ

เราพอ หรือยัง งานไหนเราหมดเวลาแล้ว เราก็ควรพอ ไปทำงานอื่น อย่าม้วนติดอยู่กับงานเดิมๆ จนไม่ได้ทำงานอื่น

ลองมองไปที่กองดองหนังสือเขาเราดูสิ (คนเขียนมองแล้วท้อ55555)

เราควรยอมรับมันจริงๆสักทีว่า เราทำอะไรได้แค่บางอย่าง (ไม่ใช่ทุกอย่าง)

เราจะรู้สึกดีมากขึ้น ถ้าเรายอมรับว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้เพราะสิ่งต้องทำมันจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดเวลาคือการ “พอ” หมดเวลาแล้ว


6.เครื่องมือลับของ Richard Branson

Richard Brandson ผู้ก่อตั้ง Virgin Group ประกอบไปด้วย 400 บริษัท มีทรัพย์สินมูลค่า 4800 ล้านดอลลาร์

มีคนถามว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณติดตัวไปด้วยมันคืออะไร? Richard ตอบ

"มันอาจจะฟังดูไร้สาระนะ แต่มันคือสมุดเล่มจิ๋วที่ผมไว้ในกระเป๋าด้านหลัง ผมจะไม่มีทางสร้าง Virgin Group ได้เลยถ้าไม่มีกระดาษเล็กๆนี้"

Richard บอกว่า ถ้าเราคิดออกแต่ไม่เขียนเราจะลืม เขาถึงขนาดเคยคิดคำเปรียบเทียบทางธุรกิจดีๆได้ หากระดาษไม่ได้ เขากลัวลืมเลยจำเป็นต้องเขียนลง พาสปอร์ตของเขาเอง 555555 (โครต Second Brain)

คำแนะนำของผู้เขียนคืออย่าซื้อ สมุดแบบกระดาษฉีก ให้ใช้แบบทนๆ

เขาแนะนำให้ใช้ปากกาจะจำได้ดีกว่าลงคอม

เขียนวันที่ทุกครั้งที่เริ่มเขียนหัวข้ออะไร จะได้จำได้ว่าช่วงไหน เขียนทุกอย่างที่กลัวลืมลงไป จัดระเบียบ ใส่สัญลักษณ์ของเราให้ดีแล้ว

“สมองของเรามีไว้คิดไม่ได้มีไว้จำ”

Your mind is for having ideas, not holding them.

David allen


7. จัดการ Email

อีเมลก็เหมือนเครื่องปั่น Slot Machine

Mckinsey Global สำรวจมาว่า พนักงานออฟฟิศใช้เวลาวันละ 2.6 ชม ไปกับอีเมลล์ คิดเป็น 33% ของเวลางานเลย

เราใช้อีเมลล์ กับโซเชียล เหมือนกันเลย คือปั่นสล๊อตรอดูมีอะไรใหม่ๆ

สิ่งที่เราควรทำ 7 อย่างเกี่ยวกับอีเมลล์มีดังนี้

[1] ยกเลิกติดตามอ่านข่าวที่ไม่ได้ช่วยชีวิตอะไรเราเลย – จริงๆมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น (มาติดตามของเบ้นดีกว่า เย้ย5555)

[2] ปิดการแจ้งเตือนอีเมลล์ – ทุกอย่างรอได้อย่าให้มันมาขัดสมาธิเรา

[3] จัดการวันละ 3 ครั้ง – เปิดไม่เกิน 3 ครั้ง และตั้งเวลาไม่เกิน 21 นาทีต้องจบหมดทุกอย่าง

[4] ใช้กฎ 4 – จัดการตอบ จัดการให้คนอื่นตอบ จัดการเลื่อนเวลาตอบ และ ลบ (ถ้าเราเลื่อนเวลาตอบให้ลงในปฎิทินเจาะจงเวลา)

[5] คิดให้ดีก่อน Forward – การส่งให้คนรับรู้แบบไม่เกี่ยวอะไรทำให้ข้อมูลล้นโดยไม่จำเป็น

[6] ระบุสิ่งเราต้องการให้เขาทำในหัวข้อเมลล์ – เขียนให้เคลียร์ไปเลย

[7] เขียนอีเมลให้สั้นที่สุด – การเขียนกระชับหมายถึงการเคารพเวลาคนอื่น

 ทำไมถึงใช้ 100 คำ ในเมื่อ 10 คำก็รู้เรื่องแล้ว - Naomi Simson

8.วิธีประชุมแบบบริษัทใหญ่

Havard ได้ประมาณการว่า มีการประชุมวันละ 11 ล้านครั้งในอมริกา แล้วจริงๆการประชุมนั้นเสียเวลาด้วย (โหดร้ายมาก55555)

เหตุผลที่การประชุมส่วนใหญ่ไม่ดีมากจากดังนี้

[1] การประชุมเริ่มต้นช้า – หลายคนจะมาสายคนละนิดหน่อยรวมๆกัน ถ้ามาสายแค่ 10 นาที ในห้องมี 12 คน เราเสียเวลาไป 120 นาทีของบริษัทเรา

[2] คนที่อยู่ในห้องประชุมไม่ควรอยู่ – Elon Musk จะซีเรียสเรื่องนี้มากถ้าคุณไม่มีประโยชน์ในห้องประชุมคุณก็ออกไปได้เลย

[3] โรงจักรยาน (Bike-Shed Effect) – คณะกรรมการกลุ่มหนึ่งจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ราคาแพง แต่ได้รับอนุมัติอย่างเร็ว เพราะมันซับซ้อนเกิน แต่พอถึงเวลาออกแบบตัดสินใจสร้างโรงเก็บจักรยาน ทะเลาะกันใหญ่ 5555 เราเสียเวลาไปกับเรื่องเล็กๆในที่ประชุม

[4] การประชุมทำให้วันสะดุด – บางทีเรากำลังอยุ่ใน Flow State ของการทำงาน ก็ต้องหยุดไปประชุม แล้วงานดีๆออกมาจากการ Focus

[5] คนที่ควบคุมประชุมไม่เก่ง – คนที่มั่นใจตัวเองและพูดเก่งจะครอบงำการประชุมทำให้คนเก่งไม่ได้แสดงความเห็นเท่าที่ควร

ซึ่งวิธีการประชุมที่ดี มีหลายเทคนิคอยู่ในบริบทของบริษัทด้วย มีเทคนิคนึงที่ทุกชอบใช้คือเทคนิคดังนี้

[1] ลองยืนประชุมดูบ้าง – มันไม่ได้ทำให้บริษัทผลประกอบการดีขึ้นหรือตัดสินใจได้ดีขึ้นขนาดนั้นในการยืน แต่ว่าการยืนประชุมทำให้เวลาลดลง 34% เวลานั้นเราเอาไปทำอะไรได้อีกเยอะมาก

[2] เดินประชุม – นี้คือConcept ที่เบ้นยังไม่เคยลองทำSteve Job มีชื่อเสียงมากด้านการเดินประชุมนาน Mark Zuckerberg และ Jack Dorsey ก็ชอบเหมือนกัน

[3] ประชุมไม่เกิน 10 นาที – การประชุมเรื่องเดียวที่จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่า 5 -10 นาที หาได้ยากมาก

[4] ห้ามใช้Smart Phone ตอนประชุม – ทำให้เราขาดการฟังที่ดี

บางครั้งเราอาจจะไม่ต้องประชุมแค่คุยกันสั้นๆก็ทำให้เนื้อหามันจบได้แล้ว

Point ของข้อนี้คือเราต้องคิดให้ดีว่าการประชุมเสียเวลาพนักงานเราไปแค่ไหน

บริษัทของเบ้นก็พึ่งปรับระบบประชุมใหม่ เมื่อก่อนเราจะให้ทุกคนเข้ามา Brainstorm กันเต็มห้องเลย แต่สุดท้ายไอเดียก็ตีกันไปหมด ไม่มี Direction ที่ดี เราตัดสินใจใหม่ ตอนนี้จากคนเต็มห้อง เหลือแค่ 2-3 คน เข้าใจ จริงๆก็พอแล้ว (เหงาเลย555555) แต่ปรับแค่นี้บริษัทเราก็ทำงานดีขึ้นเยอะเลย คนที่ไม่ได้เข้าประชุมก็เคลียร์งานตัวเองได้เยอะขึ้นมาก

บางครั้งคนเยอะก็ไม่ได้แปลว่าไอเดียจะเยอะเสมอไป

9. Focus On Say No

คำๆเดียวที่จะทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นโครตเยอะ ปฎิเสธ Say No ซะ

การที่โลกเรา Connect กันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่มันแน่นอนมันมาพร้อมกับการที่เพิ่มจำนวนคนที่จะขออะไรจากเราได้ง่ายขึ้น

ใช่ครับนี้คือเหรียญสองด้านของชีวิตเรา จริงๆมันเป็นเรื่องที่น่ารักและรู้สึกใจฟูที่มีคน รักและคิดถึงเราเสมอ แต่อย่าลืมว่าวันนึงเรามีแค่ 1,440 นาที

การที่มีคนนัดเราขอเจอกันแค่ 30 นาที ในความจริงมันคือ 1.30 ชั่วโมง ไหนเราจะเดินทางไป ไหนเราจะเดินทางกลับ และ 30 นาทีไม่มีจริง 555 มันจะมีนู้นนี้เพิ่มขึ้นมาไปเรื่อยๆ

Warren Buffet บอกว่า จุดแตกต่างกันของคนที่ประสบความสำเร็จมากๆคือ “เขาจะปฎิเสธแทบทุกอย่าง” แล้ว Focus

เดอะครูสกรุ๊ป ปี 2015 ได้วิจัยบอกว่า คนที่ปฎิเสธอยู่เสมอมีความสุขและพลังงานในการใช้ชีวิตได้ดีกว่า

เราต้องระวังการนัดไกลจนเกินไป ส่วนตัวเบ้นเคยมีประสบการ์ณนี้เยอะมาก ตอนนี้ผม กำลัง Run ธุรกิจ อยู่ 3 ธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาให้ อีก 2 ธุรกิจ (และแน่นอนนยังไม่รวมการทำเพจนี้ด้วย นั้นพอจะเป็นข้ออ้างให้ลงบทความน้อยได้ไหมครับ ล้อเล่น555)

เบ้นมักจะตอบรับคำตกลงที่อยู่ไกลเสมอเช่น 3 เดือนข้างหน้า วันที่ 21 เราเจอกันนะ แน่นอนมันดูเหมือนจะว่าง แต่พอเวลาวิ่งใกล้ๆเข้ามาเรื่อย ชีวิตเราก็เริ่มจะมีตารางแน่นไปหมด (และตอนที่กำลังพิมอยู่นี้ วันนี้ก็เหมือนกัน5555 )

ประเด็นคือเราอย่าคิดว่าตัวเองจะว่าง เบ้นแนะนำให้ Fixed ไปเลย วิธีที่เบ้นใช้คือ เบ้นจะตั้งกฎว่าจะเจอกับคน ไม่เกิน สัปดาห์ละ 1 Event เท่านั้น หมายความว่าต่อให้ตารางเบ้นจะว่าง แล้วมีคนมานัดเพิ่มเราก็ต้องบอกไปเลยว่าไม่สะดวก (เดี๋ยวถึงเวลา ช่องว่างตารางนั้นมันจะเต็มเองโดยไม่รู้ตัว)

แต่จริงๆ การปฎิเสธเป็นเรื่องที่ยากมาก เราโกรธคนอื่นรู้สึกไม่ดี โกรธ ไม่อยากเสียมารยาท ทั้งมันยังทำให้เรารู้สึกเป็นคนสำคัญ ซึ่งจริงเราต้อง พยายามฝึกการปฎิเสธให้เก่ง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมบ้านเรา ที่ขี้เกรงใจ

เรากลับมาคิดตรงนี้ก่อนดีกว่าและอยากให้เราท่องไว้เลยว่า

“ทุกๆครั้งที่เรา Say No ใส่คนอื่น นั้นหมายถึงเรา Say Yes เพื่อชีวิตของเรา”

Say Yes For Your Life, please


10. ใช้ กฎ 80/20 เปลี่ยนแปลงเวลาใช้ชีวิต

วิลเฟรโด เฟเดริโก ดามาโซ พาเรโต ชาวอิตาลี่ วันนึงเขาสังเกตว่า 20% ของต้นถั่วในสวนของเขาใกลายเป็นฝักถั่วสมบูรณ์ 80%

น้้นคือเรื่องเล่าในตำนานทำให้เขาเห็นการกระจายที่ไมสมดุล ทั้งสัดส่วนคน 20% ในอิตาลี่ ครอบครอง 80% ของที่ดินและทรัพย์สิน

และมันเป็นทุกอย่างทั้งของในบ้าน พื้นที่ในครัว เราใช้เวลา 80% ไปกับการใข้ของ แค่ 20% ในทุกอย่าง

องค์ Dalai Lama เดินทางท่องโลกบ่อยๆ และท่านมักจะสะพายย่ามสีแดงใบเล็กๆติดตัวไปตลอด มีอยู่งานนึงก็มีคนถามขึ้นมาว่าอะไรอยู่ในย่ามท่านมาตลอด

สักพักท่านเปิดย่ามออกมา แล้วเริ่มหยิบของออกมา มี ช๊อตโกแลต 1 แท่ง กล่องใส่แว่น แปรงสีฟัน กระดาษทิชชู่ และสักพักก็หยิบลูกอมเม็ดหนึ่งออกมา แกะห่อแล้วก็ใส่เข้าปากทันที

คุณนำสิ่งของติดตัวไปมากแค่ไหนตอนคุณเดินทาง ทุกสิ่งที่เรามี มาพร้อมกับทุกสิ่งที่เราต้องเสียไป ยิ่งบ้านใหญ่ ก็จะเสียเวลาทำความสะอาด ห้องเยอะ ต้องตัดต้นไม้ ทำสวน ดูแลมัน

“เราใช้เวลา 80% ไปดูแลของที่ไม่ได้ใช้มันสักครั้ง”

เราอย่ายึดติดกับสิ่งของพะรุงพะรังมากเกินไป ถึงเวลาจริงเราใช้แค่ 20% ปุ่มทุกปุ่มบนรถ เราใช้ แค่ 20% เสื้อผ้าก็เหมือนกันเราใส่อยู่ไม่กี่ตัว

ถ้านำกฎนี้มาใช้ในแง่การจัดการงานของเราจะเป็นยังไง?

ถ้าจะใช้กฎนี้ให้คุ้มค่าเราต้องเข้าใจ Concept ของการ Focus ด้วย เบ้นเคยเขียนสรุปหนังสือ Stolen Focus ไปแล้ว

วันนึงเรา Deep Focus ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง เราก็จะหมดแรง ซึ่งบอกเลยว่า การ Deep Focus ในยุค Knowledge Worker นี้ คือทางเดียวที่ทำให้ชีวิตเราไปข้างหน้าได้เลย ใคร Deep ไม่ได้ จะติดอยู่กับ Routine เดิมๆที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเรา (หรืออาจจะเปลี่ยนช้ามากๆ)

ตอนนี้เราต้องเข้าใจ กฎ สองข้อนี้ก่อน

1.กฎ 80/20

2.Deep Focus

สองหัวใจหลักในการบริหารเวลาของเราจะเปลี่ยนไป สมมุติเราต้องทำ สไลด์ในการพรีเซ้นงานของเรา เราก็ควรเอา 80/20 มากระจายใหม่

เราใช้เวลา 20% ของช่วง Deep Focus (สมองของเราทำงานได้ดี) ไปกับการเตรียมเนื้อหา Slide

เราใช้เวลา 80% ของช่วงอื่นๆ (Diffuse Mode) โหมดผ่อนคลายไปกับการตกแต่ง สไลด์ หรือทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่หัวใจหลักของ Slide

ซึ่งถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้กับทุกงานของเรา ลำดับงานถูกต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง เราจะสามารถสร้างขึ้นมาได้อีกเยอะ

เราทำสิ่งที่สำคัญที่สุดการงานกับชีวิตเราให้ The best ดีที่สุด ส่วนเรื่องๆอื่นๆ Just Good Enough แค่ดีพอก็พอแล้ว

การที่เราทำสิ่งต่างๆให้ดีมากๆ แค่บางอย่างเรื่องทำให้เรา มีความสุขกับชีวิตได้มากกว่า การพยายามทำให้อะไรสมบูรณ์แบบ

ลองหากันดูว่า เวลา 20% ส่วนไหนในชีวิตของเราที่เราทำมันแล้วทำให้ชีวิตเราดีขึ้นบ้าง


11. คำถาม 3 ข้อจาก Havard ประหยัดเวลา 8 ชม/สัปดาห์

มกราคม ปี 2013 สำนักข่าว รายงานถึงเรื่องราวของบ๊อบ โปรแกรมเมอร์ดีเด่น ประจำบริษัท เขาจะเข้างานตอน 9.00 และส่งรายการตอน 16.30

แต่พอไปดูชีวิตประจำวันของบ๊อบ

9.00-11.30 นั่งเล่นยูทูป เล่นเว็บ

11.30 – 13.00 ออกไปกินข้าวชิวๆ 90 นาที

13.30 – 16.30 บ๊อบนั่งเล่นโซเชี่ยลต่างๆ

16.30 : ส่งรายงานแล้วกลับบ้าน

WTF 5555555555555 Bob What r u doing ?

บ๊อบกลายเป็นดาวเด่นเพราะบ๊อบ เปลี่ยนคำถามว่า ฉันจะทำแบบนี้ยังไง?

เปลี่ยนเป็น “ฉันจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จได้ยังไง”

คำตอบของ บ๊อบคือ เขาจ้างบริษัท พัฒนาซอฟต์แวร์ในเมืองเสิ่นหยางประเทศจีนให้ทำงานให้เขา บ๊อบได้ค่าจ้าง ปี ละ 200,000 Dollar แล้วก็ไปจ้างโปรแกรมเมอร์ที่จีน ให้ ปีละ 50,000 Dollar ทำงานให้เขา

สุดท้าย บริษัทบ๊อบ ก็สังเกตุเห็นการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ผิดปกติจากจีน ตอนแรกเขาคิดว่าเขาโดนแฮก ทำให้เขาจับบ๊อบได้ และแน่นอนโดนไล่ออก

มีหลายคนบอกว่า ถ้าเขาเป็นประธานบริษัทเขาให้จะให้บ๊อบเป็นหัวหน้าฝ่าย Tech แล้วเพิ่มเงินให้ด้วย นั้นจะทำให้บริษัทประหยัดเงินไปได้อีกเยอะ

Havard Business Review พบว่า คนทำงานส่วนใหญ่ ใช้เวลา 41% ไปกับงานที่ต้องใช้ความคิดซึ่งพวกเขาไม่ได้ชอบทำ และเป็นกิจกรรมที่ให้คนอื่นทำแทนได้

แล้วทำไมเราถึงยังทำงานพวกนี้อยู่?

นักวิจัยชี้ว่า “เราจะรู้สึกสำคัญเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองยุ่ง”

เราจะรู้สึกว่าเราขยันและพอใจ เมื่องานเราไปข้างหน้า และแม้ว่าการประชุมจะน่าเบื่อ แต่มันก็ทำให้เราได้ลุกออกจากโต๊ะไปเข้าสังคมสักหน่อย

หลังจากนั้น เหล่านักวิจัยก็ได้ทำการวิจัยต่อว่าอะไรบ้างที่เราควรถามตัวเองเพื่อให้ประหยัดเวลา โดยมี List 3 คำถามดังนี้

  1. เลิก – เราเลิกทำอะไรได้บ้าง? เลิกแบบช่างมันได้เลย?
  2. จ่ายงาน – งานอะไรที่เราจ่ายให้ลูกน้อง หรือ คนนอกบริษัททำได้
  3. คิดใหม่ – อะไรที่ทำให้ผลลัพธ์เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนวิธีทำใหม่

ก่อนที่เราจะทำเรื่องนี้เราลอง ใช้เวลาสัปดาห์นึงไปก่อน ว่าเราทำงานอะไรไปบ้าง เข้าประชุมอะไรไปบ้าง แล้วลองถามคำถามตัวเองต่อไปนี้

[1] งานนี้มีประโยชน์กับเราหรือบริษัทยังไง? ถ้าเราเลิกทำจะเกิดไรขึ้น?

[2] เราคือคนเดียวที่ทำงานนี้ได้ไหม? แล้วมีใครนอกบริษัททำได้ไหม?

[3] เราจะทำใช้วิธีอื่นเพื่อให้ ผลลัพธ์มันออกมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?

การที่เราถามคำถามแค่นี้ ทำให้ชุดความคิดของเราเปลี่ยนไปเยอะมาก

ตอนนี้หลายคนอาจจะมองว่า ไม่มีเงินจ้าง

สมัยก่อนผมก็เป็นแบบนั้น พยายามไม่จ้างอะไรใครเลย ปรากฎว่า บริษัทไม่โตเลย ช้ามากต้องมานั่งทำเองทุกอย่าง จริงยังไม่ต้องพูดถึงงาน เราลองแบบแค่เรื่องส่วนตัว

อย่างเช่น การล้างจาน งานล้างจานเป็นสิ่งที่เหน็ดเหนื่อยมาก สำหรับใครหลายๆคน รุ่นพี่ของเบ้น พึ่งแต่งงานไปก็เจอปัญหานี้ด้วย (พ่อบ้านใจกล้า555555)

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ตอนนี้เครื่องล้างจานใช้ในบ้านราคาหลักพัน แล้วก็ล้างได้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก หลังจากรุ่นพี่เบ้นคนนี้ใช้เครื่องล้างจาน ทำให้ Mental Health (สุขภาพจิต) ของเขาดีขึ้นมากๆ

ถ้าพูดมุม Psychology (จิตวิทยา) เราควรมี Framework ในการแบ่งงานะเป็น 3 แบบ

1. งานที่ Burn Mental – งานที่เราทำทีไรเครียดตลอด งานกราฟฟิค งานที่กับตัวเลข ล้างจาน

2. งานที่ทำได้ดี (Expert) – งานที่เราทำได้เก่ง หาเงินได้จากงานนี้ งานประจำของเรา

3.งานที่ ทำให้ Joy – งานที่บางครั้งเราก็อยากทำ เช่น บางคนก็อยากทำอาหาร บางคนก็ชอบซักผ้า บางคนก็ชอบจัดของในบ้าน

โดยงานที่ Burn Mental เรา Delegate แจกจ่ายงานเราให้คนอื่นทำเลยมันทำให้เราไม่มีความสุข พอเราจิตใจห่อเหี่ยวเราก็ทำแบบอื่นได้ไม่ดี ส่วนงานที่เป็น Expert เราต้องทำอยู่แล้ว แล้วก็งานที่ ทำให้เรา Joy เราก็ทำมันต่อไป ไม่ต้องไปให้ใครทำ

เมื่อก่อน เบ้นจะจ้างคนทำภาพหน้าปก Podcast ตัวเอง ทุกสัปดาห์ โดยจ้างน้องนักเรียน ม.6 หรือไม่ก็นศ ปี 1 ทียังไม่มีประสบการ์ณ แต่เราพอมีตัวอย่างให้เขาดู (แน่นอนเบ้นไม่ชอบทำกราฟฟิค เหนื่อย 5555)

พอแบบนี้จะเห็นภาพไหมทุกคนนนน เราต้องปรับสัดส่วนของงานเราต้อง สุขภาพจิต บางคนชอบทำกับข้าวแต่ไม่ชอบล้างจาน บางคนชอบ Present แต่ไม่ชอบเตรียมข้อมูล นั้นคือ Psychology ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

จริงๆหลักการนี้ตรงกับหลักการเศรษฐศาสตร์เลย “specialization”

มันคือการที่สังคม ให้คนทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี แล้วเอาสิ่งที่เราทำได้ไม่ดียกหน้าที่นี้ให้คนอื่น (ซึ่งคนอื่นเขาทำด้านนั้นได้ดีกว่า) และนั้นทำให้สังคมเราเดินไปข้างหน้าได้ไวขึ้น

ตัวอย่างเช่น ช่างไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ ชาวนาปลูกข้าว แล้วทั้งสองคนแลกเปลี่ยนสินค้ากัน (แต่ยุคนี้จะใช้เงินเป็นตัวแลกเปลี่ยนกลางแทน)

โดยสรุปของหลักการข้อนี้คือ

“เราดูว่างานไหนเรา จ่ายงานให้คนอื่นทำได้แล้วไม่กระทบองค์กร”

สั้นๆง่ายๆแค่นี้เลย (หลอกให้อ่านมาตั้งนาน55555)

จริงๆเรื่องนี้ ค่อนข้าง Basic แต่เบ้นกล้า บอกทุกคนเลยว่า เบ้นให้เจอ SME Entrepreneur มาเยอะ ปัญหา ส่วนใหญ่ของบริษัทที่รอดจากช่วงวิกฤตมาแล้วแต่โต อยู่กับที่ เพราะ เหตุผลในข้อนี้เลย

“เขาไม่ยอมจ่ายงานตัวเอง เพื่อไปทำสิ่งใหม่ๆ”

นั้นทำให้บริษัทอยู่กับที่ไม่เติบโต (แต่ก็ไม่ใช่ไปจ่ายเงินจนตัวเองไม่ทำอะไรนะ มี Use Case เยอะเหมือนกัน ที่บริษัทโดน Fixed Cost Burn)

เราอย่าลืมกลับไป Review เวลาในชีวิตเรานะครับ เราใช้เวลาไปกับการทำอะไรบ้าง เพราะมันคือ Resource เดียวที่เราไม่สามารถเอากลับมาได้

เราจัดการเวลาไม่ได้ แต่เราคือเวลา ( Four Thousand Weeks: Time Management for Mortals)


12. กำหนด Theme ของแต่ละวัน

การทำงานที่ Productivity เหมือนกับการโต้คลื่น

Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter (ตอนนี้ชื่อ X) และเป็น ประธานบริหารของ Square สมัยเขาบริหารสองบริษัท เขาทำงานเต็ม วันละ 16 ชั่วโมง บริษัทละ 8 ชั่วโมง (โครตดุ)

ในงาน Techonomy Jack Dorsey ได้อธิบายเทคนิคบริหารเวลาแต่ละวันของเขาดังนี้เลย

วันจันทร์ – จะเน้นเรื่องบริหารบริษัททั้งสองบริษัท ที่ Square เราจะมีการประชุมกำหนดทิศทาง ส่วนที่ Twitter เราจะมีการประชุมสั่งงาน ในวันนั้น Jack จะพบลูกน้องแบบตัวต่อตัว

วันอังคาร – Focus ไปที่ Product ของบริษัท

วันพุธ – Marketing and Communication แล้วก็ Growth ของบริษัท

วันพฤหัส – เรื่องหุ้นส่วนบริษัทกับการหา Partner

วันศุกร์ – เรื่องวัฒนธรรมองค์กร และการ Recruit หาพนักงานใหม่ๆ

วันเสาร์ – พักผ่อน ปืนเขา

วันอาทิตย์ – Feedback Day ตกผลึก เตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ถัดไป

โดย Jack Dorsey บอกว่า ถ้าอยากจะทำได้แบบนี้ต้องมีวินัยสูงมาก และต้องฝึกฝนมานาน โดยถ้าวันนี้วันอังคาร์ เขาจะ Focus กับ แค่ Product เท่านั้น การทำแบบนี้ทำให้บริษัทได้พัฒนาทุกด้านอยู่เสมอ

Dan Sullivan (ที่ปรึกษาทางธุรกิจ) แนะนำว่า เราควรจะกำหนดหัวข้อทุก สัปดาห์โดยแบ่งวันเป็น 3 ประเภท

Focus Day(วันลุย) : เราจะ Focus Tasks งานที่สร้างเงิน วันนี้เรา Skill เราให้คุ้มที่สุด

Buffer Day (วันทำเรื่องจุกจิก) : วันนี้จะไล่เช็ค-ตอบ Email จัดการเอกสาร อบรม ทำงานที่เราต้องทำเพื่อ Maintain รักษางานเราไว้

Free Day (วันพักผ่อน) : วันนี้จะไม่มีการทำงานอะไรเลย (ยกเว้นการกุศล) วันนี้จะสำคัญมากถ้าเราเผลอไปทำงานนิดหน่อย จะทำให้เราไม่ได้ฟื้นพลังแบบเต็มที่

เบ้นขอเสริมปรับให้เข้ากับ Context ของพวกเราหน่อย จริงๆในชีวิตของแต่ละคนเราอาจจะไม่ได้ยุ่งถึงระดับ CEO ที่จะไล่เช็ค จัดเอกสารทั้งวันได้ (เราไม่ได้มีเอกสารเยอะขนาดนั้น)

เราควรปรับ Theme ใหม่ให้เป็นช่วงเวลาดีกว่า โดยเราจะกำหนด Theme ของช่วงเวลาในแต่ละวัน เช่น ช่วงตอนเช้า จะเป็นการทำงานแบบ Focus พอช่วงบ่ายจะเป็นงานแบบ Buffer แล้วช่วงกลางคืนอาจจะเป็น Free time

หลายคนอาจจะ เข้าใจผิดว่าเราสามารถ Multitasking ได้เราพยายามทำหลายๆอย่างไปพร้อมๆกัน แต่จริงๆสมองเรา สามารถ Focus ได้แค่ 1 task เท่านั้น ที่เราเหมือนทำหลายอย่างได้เราแค่สลับไป-มา

การที่เรากำหนด Theme ของแต่ละวันจะช่วยให้ Deep Focus ได้ดีกว่าเดิมมากๆ (ส่วนตัวแนะนำงานนึงอย่างน้อย 50 นาทีขึ้นไป)

ถ้าเรา Jump Tasks (กระโดดงานไปมา) ร่างกายของเราจำสับสนในการใช้งาน สมอง เราอยาก Focus work ทุกเช้า หรือทุกเย็น เราเลือกเวลาที่แน่นอนไปเลย จะทำให้สมองเราทำงานได้ดีขึ้น

ลองคิดดู สมองเราตอนแรกทำงานที่เกี่ยวกับ ความคิดสร้างสรรค์ สัก 10 นาที สักพักอีก 10 นาที เราตัดกลับไปเปิดอีเมลนั่งตอบเมล์

หรือวันไหนเราจะออกไปลุยข้างนอก เรากำหนด Theme ไปเลย งานจะออกมาเห็นผลได้ดีขึ้น เพราะสมองเราทำงานไปทิศทางเดียวกัน

ถ้าเราออกไปซื้อของทีเดียวเลย 10 อย่าง กับ เราออกไปซื้อ ทีละ 1 อย่าง เวลาจะต่างกันเยอะมากๆ (มัวแต่ไป-กลับ)

ทุกอย่างนี้เหมือนการเล่น เซิฟบอร์ดในทะเลเลย เราต้องโต้คลื่นของงานไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งเราสะสมคลื่นน้ำ(สมอง) ของเราได้มากแค่ไหน งานของเราก็จะไปไวขึ้นเท่านั้น

ใช้ทิศของงานไปในทางเดียวกันเหมือนกันการโต้คลื่น

เรามา เล่นเซิฟบอร์ดงานกันครับ


13. ทำงานนั้นแค่ครั้งเดียว

ถ้าเรารู้ตัวว่าต้องเปิด Email แล้วจะ ทำไม่จบ อย่าเปิดมัน

โดยปกติคนเราส่วนใหญ่ชอบทำงานวนเวียน คำว่าวนเวียนคือหมายถึงการที่กลับมาทำเรื่องเดิมไปเรื่อยๆ จะทำอันนี้ดูแปปเดียว ไปทำอย่างอื่นต่อ

เรามาลองตั้งกฎใหม่คือ “งานที่เราทำต่อไปนี้เราทำแค่ครั้งเดียวให้จบ”

ปัญหาจริงๆของการทำงานหลายๆงานไม่จบ มันคือ “อัตราจูนสมอง”

ลองนึกถึงเวลาเราจะขับรถความเร็วจาก 0-100 เราต้องใช้เวลาเร่งสักพักนึง (ยกเว้นพวกรถที่ไวมากๆ นั้นก็เหมือนกับคนที่สมอง Switch mode ไว)

เวลาเราจะทำงาน งานนึง เราต้องใช้ ความเร็วอยู่ที่ 80 (หมายถึงการ Focus ของสมอง)

แต่ถ้าเราทำงานนึงแค่ 10 นาที สักพักเรา Switch ไปทำอีกงานนึงจะเป็นยังไง?

สมองของเราก็จะต้องกลับมาเดินเครื่องเร่งงานใหม่ สิ่งนี้เรียกว่า cognitive control (ซึ่งหมายถึงการตั้งค่าใหม่) พอทำแบบนี้ แทนที่เราจะรักษา ภาวะสมองของเราให้ทำงานด้านนึงไปเลยในช่วงนึง

เราก็ต้องสลับไป-มา เป็น 10 งาน (เราลองสังเกตุดีๆวันไหนที่เราต้องสลับงานหลายที่ เดินทางหลายที่มากๆ เราจะเหนื่อยทางอารมณ์สูงมาก)

สิ่งนี้เราเรียกว่า Switch Cost หมายถึง ภาระทางสมองหรือเวลาที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการสลับระหว่างงานหรือชุดความคิดต่างๆ

งานวิจัยพบว่า switch cost นี้ปรากฏในรูปของเวลาที่ใช้มากขึ้นในการทำงาน (Switching Cost in Time) หรืออัตราการเกิดข้อผิดพลาดที่เพิ่มขึ้น (Switching Cost in Error) เมื่อมีการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ค่า switch cost จะสูงขึ้นเมื่อต้องสลับระหว่างงานที่ซับซ้อนเทียบกับงานที่ง่ายกว่า

อายุ ความซับซ้อนของงาน และการฝึกฝนยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ switch cost (เบ้นเป็นหนักเลย พออายุเยอะขึ้น Multitasking ได้ไม่ดี)

เราควรตั้งกฎใหม่ในการทำงานคือ ทำแค่งานเดียวให้จบก่อน

โดยเราจะแบ่งงานออกเป็น 2 ประเภท

1.งานที่ทำไม่เกิน 5 นาที จบ – งานประเภทนี้ถ้าทำจบไว พอทำแล้วก็ทำเลย เช่น งานอ่านเมลล์ โทรหาสักคนนึง สั่งของสักอย่าง

2.งานที่ทำนาน- งานประเภทนี้เราอาจะเปิดเจอเมล์ให้ติดต่อนัดคุยงานกับคนนี้ ก็ให้เราทำการนัดให้จบแล้วใส่ปฎิทินเวลานัดเอาไว้เลย

งานที่ทำ 5 นาทีจบ เราควรทำๆไปเลย อย่ามัวแต่แบบไปลงปฎิทินว่าจะทำงานนี้นะ (เวลาเราที่เราไปจดลง To do List ยังนานกว่า 5555)

และงานที่ทำนานๆ เราควรจะ Focus อย่า Switch งานไปมา

ในมุมปรัชญา การที่เรามี Switch Cost สูง ต้นทุนที่เราเสียไปจริงๆไม่ใช่การทำงานที่แย่ลงเท่านั้น แต่จริงๆมันคือ Life ของเรา

He who is everywhere is nowhere – Seneca

คนที่อยู่ทุกที่ๆ คือคนที่ไม่อยู่สักที่ การที่เรา Switch งานไปมารัวๆ มันทำให้เราสูญเสีย Character ของเรา

เราไม่ได้อยู่ในงานไหนเลยสักงาน เราแค่ผ่านงานนั้นงานนี้ไปที แต่ไม่ได้ Build ให้ขึ้นมาเลย

เหตุผลจริงๆที่เราชอบ Switch งานไปมาเพราะเขาคิดว่างานมันเยอะ เราเลยสับสนแล้วก็กังวลว่า งานนี้จะไม่เสร็จ

สมองของเราเข้าใจว่าต้องทำงานทั้งหมดนี้ แต่จริงๆ งานที่เราต้องทำ มีแค่ งานนี้งานเดียว

เราไม่ได้ล้างจาน 100 ใบ แต่เราล้างจานแค่ใบเดียว

สิ่งที่เราควร Focus คือ We are here เราอยู่ตรงนี้ทำงานนี้ วินาทีนี้

ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะครับ


14.เปลี่ยนตอนเช้า เปลี่ยนชีวิต

การที่เริ่มตื่นเช้า จะช่วยให้เปลี่ยนแปลงชีวิต

เหล่านักกีฬา นักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ มีแนวโน้ม Routine ตอนเช้า ไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขาตื่นเช้า 6:00 หรือเช้ากว่านั้น เขาดื่มน้ำเยอะมากๆ เขากินอาหารที่ดี เขาออกกำลังกาย และหลายคนนั่งสมาธิ เขียน Journal หรือ อ่านหนังสือ

Arnold Schwarzenegger เล่าให้ Tim Ferris ฟังว่า “Routine ของเขาง่ายมาก ทุกเช้าตื่น 5:00 น. เดินลงไปข้างล่างที่ห้องครัว เริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ จากนั้นเปิด ไอแพต จัดการเมล แล้วก็ Cardio 45 นาที – 1 ชั่วโมง ต่อด้วนกินข้าวโอ๊ตกล้วยเบอรี่ แล้วอาบน้ำทำงาน

Scott Adam (คนเขียนการ์ตูน dilbert) เขาตื่นตี 5 ทุกวันไหน วันหยุดก็ไม่เว้น แต่เขาเล่าว่า ถ้าตื่นตอนไหนก็ตามหลังตีสามครึ่ง เขาจะลุกเลย(โครตโหด55555) แล้วเขาก็จะลุยวันนั้นเลย

Cal Newport (คนเขียน Deep Work) เขาเป็นนักเขียนและอาจารย์ ตื่นนอนตอนหกโมง แล้วดื่มน้ำ 1 แก้ว พาน้องหมาไปเินเล่น แล้วก็จะโหนบาร์ 25 ครั้ง ก่อนไปทำงาน

ทุกคนอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าจะตื่นเช้ามาทำอะไรดี?

เรามาดูคำแนะนำของ Hal Elrod (คนเขียน Miracle Morning)

Hal เรียกสิ่งนี้ว่า Life S.A.V.E.R.S (เครื่องช่วยชีวิต)

S – Silence (ความเงียบ การฝึกสมาธิ และการสวดมนต์)

A – Affirmation (การมีเป้าหมายและทบทวนตัวเองว่าอะไรสำคัญในชีวิตของเรา)

V – Visualization (จินตนาการถึงเป้าหมายหรือชีวิตที่ต้องการ)

E – Exercise (ออกกำลังกาย)

R – Reading (การอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง)

S – Scribing (การเขียนบันทึกประจำวัน)

นี้เป็น Routine ตอนเช้าที่ Hal Elrod แนะนำให้ทำตามลำดับ แต่ส่วนตัวเบ้นคิดว่าเราอาจจะหยิบมาใช้บางกิจกรรมก็ได้เผื่อเราจะนึกไม่ออก

อาจจะเริ่มต้นด้วยการ ตื่นไวขึ้นสัก 15 นาที แล้วทำสักอันนึง (เบ้นชอบเขียน Journal กับ Workout แต่ถ้าช่วงไหนเครียดๆจะนั่งสมาธิ)

ในสาย One Person Business เรามีงานประจำที่ต้องทำ พวกเราส่วนใหญ่จะเลือกเวลาช่วงเช้า ก่อนเข้างานเพื่อมาทำงานให้ตัวเอง

If you can spend 8 hours building someone else’s dream, you can spend 1 hour building your own. (Dan Koe)

เราใช้วันละ 1 ชั่วโมงเพื่อตัวเราเองได้เสมอ ถ้าเราสามารถใช้เวลา 8 ชั่วโมงให้คนอื่น(อาจารย์ Dan 5555 โหดมาก)

อีกสิ่งนึงที่สำคัญที่สุดคือ “สิ่งแรกที่เราทำหลังลืมตา”

โดยสิ่งนี้จะมีผลกับเราตลอดทั้งวัน เรามี Subconscious mind (จิตใต้สำนึก) ของเราควบคุมอยู่กับ โดยตอนที่เราหลับ จิตใจของเราจะเปิดออกมากสุดในช่วง REM (Rapid Eye Movement sleep) เป็นช่วงที่เราชอบฝัน

(พูดไปพูดมาเริ่มยาว ขอข้าม เดี๋ยวยาว5555 สรุปคือ เราจะจัดการความเครียด ในตอนนอน และทำให้จิตใจเรา Clean ใหม่)

อะทีนี้ เวลาเราตื่นนอนมา สมองของเรากำลัง Clean เราหันตัวไปหยิบมือถือมาเสพ Drama จะเกิดอะไรขึ้น เรากำลัง Set สมองของเราให้เข้าสู่ Drama Mode ซึ่งแน่นอนมันจะ Effect วันนี้ของเราแน่นอน

นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม หลายๆคนถึงไม่แนะนำ ให้เล่นมือถือในช่วง 15 นาที ก่อนตื่นนอน เพราะมันจะ Lead ความคิดของเราในวันนั้น

สิ่งที่เราควรทำหลังตื่นนอนคือการ Do Good Think Good คิดดี ทำดี

Barbara Fredrickson (2011) ได้ศึกษาวิจัยว่า การมีความคิดเชิงบวก สามารถเพิ่มพลังงานวันนั้นได้ดี แล้วก็ลดความเครียดด้วย

เราเลือกทำสิ่งทีดี พูดสิ่งที่ดีกับตัวเราเอง

Positive Psychology ที่ Havard ที่เบ้นเรียนมาช่วงต้นปี 2024 เขาก็ยืนยันใน Class ว่า การฝึก mindfulness และ gratitude (ความรู้สึกขอบคุณ) สามารถทำให้จิตใจของเราพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ใครอยากตื่นเช้าลอง ตื่นไวขึ้นแค่ 15 นาที แล้วเลือกงานมา 1 อย่างจะทำอะไรก็ได้แบบที่เล่ามาทั้งหมด แต่ที่สำคัญ เราอย่าพึ่งมองมือถือ เลือกทำสิ่งที่ดี คิดดี พูดดีกับตัวเราในทุกวัน

มองใจก่อนมองจอเสมอ

ผมหวังว่าเช้านี้ของเราจะสดใสครับ


15. Energy is everything

เราบริหารเวลาไม่เคยได้ แต่เราบริหารพลังงานงานได้

ไม่มีใครบนโลกนี้นี้สามารถบริหารเวลาเพิ่ม เกิน 24 ชั่วโมงได้สักคน หรือถ้ามี คนๆนั้นจะเป็นคนที่โลกต้องการตัวมากที่สุด

สิ่งที่เราต้องการจริงๆจากการบริหารเวลาคือการทำงานให้สิ่งต่างๆมันเสร็จไวขึ้นต่างหาก

เราเคยอ่านอะไรวนไปวนมาไม่เข้าใจสักทีไหม?

เราเคยคิดยังไงก็คิดไม่ออกไหม?

เคยง่วงมากๆหลังกินข้าวไหม ?

โลกแห่งการชูกำลัง คนเราซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง ปีละมากกว่า 4 พันล้านกระป๋อง บริษัทเหล่านี้ทำรายได้ปีละมากกว่า 600 Dollar(200แสนล้านบาท)

ทุกคนเป็นเหมือนกันหมดทั้งโลกคือรู้สึกเหนื่อยล้าง่าย และเครื่องดื่มชูกำลังก็ทำให้ตื่นตัวได้ช่วงสั้นๆ มันก็แทบจะไม่แก้ความเหนื่อยล้าเราได้

Kevin Kruse (คนเขียน 15 secrets successful time management) เล่าว่า เขาเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือช้า เขียนได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 500 คำ (คนอื่น 1000 คำ)

เขาสังเกตุ์เห็นว่าช่วง 8.00 หลังจากลูกเขาไปโรงเรียนเขาจะสดชื่น และเขาจะเขียนได้ ประมาณ 750-1000 คำ และช่วงบ่ายได้แค่ 250 คำ เขาใช้เวลา 1 ชั่วโมงเท่ากันแต่ต่างกันเยอะมาก

Tony Schwartz (The Energy Project) วิจัยพบว่าโดยปกติคนเราจะเปลี่ยนจากการ Focus ได้เต็มที่ไปสู่ การเหนื่อนล้าในทุกๆ 90 นาที

ร่างกายของเราจะส่งสัญญาณให้พัก แต่เราจะฝึนด้วยกันกิน กาแฟ น้ำตาล ซุึ่งไม่ดีขนาดนั้น เขาแนะนำให้พักสั้นๆ ทุก 90 นาที คติพจน์ของ Tony Schwartz คือ “ขยัน และ หยุดพัก ” และนั้นทำให้ถูกพัฒนามาสู่เทคนิค pomodoro tomato (ทำ 25 หยุด 5)

คุณ Monica Leonelle  (ผู้เขียน Write Better Faster) เล่าว่าเขาเปลี่ยนการเขียนจาก 600 คำ/ชม ไปเป็น 3500 คำได้ยังไง

  • เมื่อเขาเขียนหนังสือ 25 นาที เขาจะพัก 5 นาที (pomodoro tomato)
  • เธอเปลี่ยนจากแป้นพิมพ์ไปพูดแทน (ทำให้เขียนได้คำเยอะขึ้น 35%)
  • Monica เขียนได้จำนวนคำเพิ่มขึ้น 25 % เมื่อเริ่มเขียนนิยายด้วยการพูดต้องเดินไปข้างนอก

คุณ Monica เล่าว่าเขาไม่ได้มีเวลาเพิ่ม แต่เธอมีเพิ่มพลังงานของเธอทำให้เหมือนมีเวลาเพิ่มขึ้น 6 ชั่วโมง

โดยสรุปทั้งหมดของการจัดการพลังงานทุกอย่างเริ่มต้นที่ Health (สุขภาพของเรา) นอนหลับให้พอ กินแอลกอฮอล์ให้น้อยหน่อย อย่ากินคาแฟอีนช่วงหลังบ่ายแก่ๆลงไป ดูแลตัวเองดื่มน้ำ ออกกำลังกาย

สิ่งที่เราควรเข้าใจตัวเองคือการรู้จัก “กาลเทศะ” ของร่างกายเรา

เราต้องเข้าใจกระแส ของ Energy เรา ไม่ต้อง Time Management แต่ให้ Energy Management

เราบริหารเวลาไม่ได้ แต่เราคือเวลา เวลาคือเรา ( Four Thousand Week Book by Oliver Burkeman )

พลังงานของเรา = เวลาของเรา

ถ้าเราคิดในมุมฟิสิกส์ เราคือก้อนพลังงานนึง เราเผาพลาญ แคลลอรี่ตลอดเวลา เรากระจายพลังงานออกไปในทุกๆวัน (Entropy) เรากำลังกระจายพลังจากที่มากไปสู่ที่น้อย

สิ่งนั้นมันคือพลังงานของเราที่เราจะเลือกใช้ไปกับสิ่งต่างๆ และพลังงานที่เราบริหารนั้น คนที่เก่งๆเขาบริหารเวลาไม่เคยได้ เวลาเขามีเท่ากัน แต่สิ่งที่เขาบริหารจริงๆมันคือพลังงาน (Energy) ของร่างกายเขา

เราต้องเข้าใจ Energy ของร่างกายเราช่วงเวลาไหนเราทำงานแบบไหนโดยเราจะต้องเข้าใจ Chronotypes (นาฬฺกาชีวภาพร่างกายเรา)

Chronotypes แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก:

  • Morning Type (Larks): คนที่ตื่นเช้าได้ง่ายและทำงานได้ดีในช่วงเช้า
  • Evening Type (Owls): คนที่ตื่นสายและมีประสิทธิภาพการทำงานสูงในช่วงกลางคืน
  • Intermediate Type: คนที่อยู่ระหว่างทั้งสองกลุ่มนี้ สามารถปรับตัวได้ดีทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็น

บางคนทำงานเป็นพยาบาลต้องเข้าเวร กะดึก แล้วจะมาเบียวตื่นเช้า แบบนี้ไม่ดีนะทุกคน เราต้องดู Lifestyle ของเรา

เราต้องจัดสรรมันให้เข้ากับ Energy life ของเรา มองหาจังหวะดีๆของวัน

อย่างของเบ้นจะเป็นช่วง 8.00-10.00 จะเป็นช่วงที่ ผมใช้สมอง Deep Work ได้ดีที่สุด (เพื่อนเบ้นทำงานกลางคืนดีมากๆ)

นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรจัดการเวลาแบบใหม่ ไม่ใช่ตามคนในสังคม หรือ หนังสือพัฒนาตัวเองกูรู ต่างๆ เพราะเรามี Chronotypes ไม่เหมือนกัน

ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราไม่เหมือนกัน อย่าไปวิ่งหาความ Productive จากคนอื่น อย่ามองว่าการทำงานเยอะ = ทำงานดี

เบ้นรู้จัก พี่คนขับ Taxi ขับรถแค่วันละ 4 ชั่วโมง แต่หาเงินได้เท่ากับคนขับ วันละ 8 ชั่วโมง เพราะเขาขับแต่ช่วง Rush Hour เร่งด่วน วนไปวนมาในเมือง

มองว่าทำงานที่ดี = ทำงานเยอะแล้ว

เราไม่ต้องเสียเวลาทำงานที่ไม่มีความหมายวันละ 16 ชั่วโมง แต่เราทำงานที่มีความหมายแค่ 4 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว

เราคือพลังงาน เราอย่าเอาตัวเองไปเสพข่าวดราม่า เพื่อลบพลังงานเรา อย่าเอาตัวเองไปเจอพลังงานแย่ๆ ในชีวิตคน Toxic คนทำร้ายเรา

หน้าที่ของเราคือเราต้องเป็น Guardian (ผู้พิทักษ์) พลังงานของเรา ปกป้อง Mental Health ของเราอย่าให้ใครมาเอา Energy ของเราไป

ขอให้วันนี้มีพลังงานดีๆกันนะค้าบบบบ


สรุปโดยเบ้น

Topic ที่ใครๆก็อยากจะทำได้ดี Time Management ใครจัดการได้ชีวิตดีเลย เราจะมีเวลา สร้างสิ่งต่างๆมากกว่าคนอื่นเสมอ

Master of Time = Master of Life

การจัดการเวลาเป็นหนึ่งในปัญหาของยุค New Era Age เลย เราเหมือนถูกออกคำสั่งมาให้ว่าโลกนี้มีอะไรที่เอ็งต้องทำอีกเยอะนะ เอ็งต้องดำน้ำนะ ต้องปืนเขา ต้องอ่านหนังสือ ต้องเรียน ต้องชิมอาหารแปลกๆ โลกตอนนี้เป็นแบบนี้เลย สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการเวลาในยุคนี้คือ การศึกษาเรื่อง How to Focus

We don’t have to work hard but we have to focus hard

นี้คือปรัชญาการบริหารเวลาของเบ้นเลย เราทำงานที่ดีที่มีความหมาย ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้มาก สิ่งที่เราต้องการจริงๆไม่ใช่การมีเวลาในการทำงานเยอะขึ้น แต่มันคือการที่เรามีผลงานที่มากขึ้น

ขอบคุณทุกคนนะค้าบบ ขอให้วันนี้มี Focus ที่ดี

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าคุณไปปักกิ่งตอนนี้ จะไม่เจอคนจีน ฉี่ข้างทางอีกแล้ว ? การเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของประเทศจีน

  • สิ่งที่จะอยู่ต่อไปในอนาคตคือ “อดีต” (Same As Ever)

  • เปิดแล้ว Class Psychology Marketing Facebook Ads – จิตวิทยาการตลาดของมุนษย์ (ที่สุดของรากฐาน)


ความเห็น

หนึ่งความเห็นตอบกลับที่ “15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ”

  1. เรื่อง Multitasking เหมือนที่แม่หนุ่มสอนเลยคับ

    “ทำซักอย่างนึงให้มันดี” ฮ่าๆๆ

    ขอบคุณ บทความดีๆ

    ขอให้มีวันที่ดีคับ 🙂

    ถูกใจ

ส่งความเห็นที่ Feasible ความจริงที่เป็นไปได้ ยกเลิกการตอบ