Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)

Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)

มนุษย์ชาติกำลังสูญเสีย ความสามารถ “Focus”

ที่อเมริกา วัยรุ่นสามารถ focus 1 task ได้แค่ 65 วินาที (เท่ากับคลิป short)

Office worker ก็ทำงานนึง เฉลี่ย 3 นาที ก็ต้องเลิกไปทำอย่างอื่นแล้วกลับมาใหม่

.

ก่อนอื่น ผมขอชื่นชมคุณล่วงหน้าเลยว่า คุณอยากจะแก้เรื่อง “สมาธิสั้น” ของคุณจริงๆเพราะ

ถ้าคุณสามารถ อ่านบทนี้ได้ จนจบ (ใช้เวลาไม่เกิน5 นาที)
แปลว่าคุณพอจะมีอาวุธที่คนในสังคมไม่มีบ้างแล้ว

"คุณ Focus ได้"

และนี้คือ เรื่องของ Johann hari – นักข่าว ที่เขียนหนังสือ The lost connection เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของ โรคซึมเศร้าได้ ละเอียดและแน่นที่สุด (มีแปลไทย)

ชื่อไทย(โลกซึมเศร้า: คลายปมโรคแห่งยุคสมัย และทางเลือกใหม่ในการเยียวยา)

.

วันนี้เขามาจับประเด็นเรื่องใหม่ Focus

เรื่องก็คือเขาสังเกตุว่าหลานชายเขา วัย 15 ไม่มีสมาธิและแตกสลาย ไม่สามารถฟังอะไรนานๆ จนมีปัญหากับทุกคน พ่อแม่ และตัวเขา(นักเขียน) เองด้วย

เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปเที่ยวกับหลาน ที่ “Graceland”

เพื่อไปหาเรื่องราวของ Elvis Presley กับหลาน(เป็นคำสัญญาให้กันไว้ตอนหลานเด็กๆ)

ระหว่างทาง เขาด่าหลานยับ

ตอนลงเครื่องก็เล่นมือถือ

พอไปถึงก็ถ่ายแต่ Story

จน Hari โกรธหลานมาก ด่ายับ

“เราอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ เราต้องอยู่กับปัจจุบัน!”

แล้วก็หันไปมองรอบๆ มองผู้คนรอบๆ

“อ่าว ทุกคนก็เป็นเหมือนหลานเรานี้หว่าจับมือถือตลอด?”

แล้วแน่นอน ตัวเขาเองก็จับมือถือด้วย5555

.

และนั้นทำให้เขา พบว่า เขาเองก็ไม่ต่างบ้าอะไรกับหลาน เขาก็ Focus อะไรนานๆไม่ได้แล้วเหมือนกัน(อ้าว555 ด่าหลานซะยับ)

.

ละนี้เป็นที่มาของ หนังสือเล่มนี้

Johann hari บินไปรอบโลก เพื่อสัมภาษณ์

Expert 250 คนที่โครตเชี่ยวชาญด้านการ Focus

และแน่นอน พวก Expert เองที่ศึกษาเรื่องนี้ก็บอก

“ผมก็ทำงานนานๆไม่ได้อีกแล้ว” (จบละ555 ถึงว่างานวิจัยไม่ไปไหน)

.

ตัว Johann ก็เหมือนกัน บอกเขียนหนังสือไม่จบสักที

เขาโทษตัวเองสารพัดว่า ไม่มีวินัย ไม่ตั้งใจ ไม่อยากได้มันมากพอ

.

จนต้องไป เช่าห้อง เลิกเล่นSocial 3-4 เดือนริมทะเล เพื่อจะทำงานให้จบ และนี่คือการ Social Detox ครั้งแรกในรอบ20ปีของเขา

.

และนี้คือเรื่องราวเริ่มต้นของ สงครามยุคใหม่

“สงครามยุคใหม่คือ Focus”

.

สำหรับเบ้น(ผู้เขียนบทความ)

เบ้นพึ่งกลับมาจากเที่ยวฟูจิ ทุกคนเล่นมือถือกันมันมาก555

นั่งเครื่องบินมา 6 ชั่วโมง

นั้งรถมา3 ชั่วโมง

ถ่ายรูปอีก 1 ชั่วโมง

แต่งรูปอีกครึ่งชั่วโมง

ลงรูป

นั่งรีเฟรซ รอคนมากด like

พอคนมากด like ดีใจจบ(เบ้นก็เป็น)

และนี่คือโลกยุคนี้? (ใช่หรอ)

.

นี้แค่ intro 555 มันจัดเดี๋ยวเรามาลุยกันเลย

เบ้นจะแบ่งออกเป็น 4-5 ประเด็น ตั้งแต่

1.Focus Working (การทำงานของโฟกัส)

2.เทคโนโลยี Design (ข้อนี้พีค)

3.Disuption of Mind Wandering (การขัดจังหวะของการเหม่อลอย)

4.ร่างกาย, ความเครียด และ อาหาร

5. บทสรุปของสงครามโฟกัส

1.Focus Working (การทำงานของโฟกัส) ที่เราควรเข้าใจ

  • James Williams (อดีต Former Google strategist) - หลังจากที่เขาทำที่ Google มากว่า 10ปี ได้ลาออกมาเพื่อต่อสู้และวิจัยเรื่อง Focus กันอย่างเต็มที่ ณ ที่ มหาลัย Oxford และเขาคือตัวละครหลักของหนังสือเล่มนี้
  • James อธิบายว่า ระบบ Attention(ความสนใจ) ของมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ

1. Spotlight(แสงเฉพาะจุด) – อันนี้ก็ Basic เลย คือสิ่งที่เรากำลังเพ่งเล่งอยู่ ณ ปัจจุบัน เช่นคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่

ก็คือ เรากำลังจ้องอะไรอยู่ กำลังดู Short ติ้กตอก นับหมด สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นเอง

2.Startlight(แสงดาว) – เราจะมองที่ Long-Term Project เช่น ชีวิตนี้เราอยากลดน้ำหนัก เราอยากทำโปรเจคนี้ให้จบ อยากเป็นคนดี เป็นพ่อที่ดี เป็นภาพกว้างๆของเรา เหมือนกับแสงดาวเหนือในชีวิตของเรา  

  • ที่มันถูกเรียกว่า Starlight เพราะเวลาเราหลงทางจาก Spotlight อันแรก เราก็กลับมามองแสงนำทางเราใหม่ว่าเราอยากทำอะไรในชีวิตกันแน่

3.Daylight(แสงกลางวัน) – สิ่งนี้อาจจะเข้าใจยากนิดนึง มันเหมือนเป็น การเข้าใจตัวเองว่าทำไม เราถึงอยากทำสิ่งนี้ ทำไมเราถึงอยากเป็นสิ่งนี้ เราทำไปเพื่ออะไร เรารู้ได้ไงว่าดี เหตุผลของการทำเราคืออะไร ที่เจมส์เรียกว่า แสงกลางวันเพราะว่า “

“เวลาเรามองเห็นตอนกลางวัน เราจะเข้าใจจุดที่เราอยู่จริงๆว่าเราอยู่จุดไหน เหมือนเรารู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของทิศทางที่เราจะไป”

  • James Williams บอกว่าถ้าเรา โดน Distracted(ขัดจังหวะ) แสงกลางวัน(Daylight) จะเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดเพราะเราจะหลงทาง จนถึงขนาดว่าไม่เข้าใจตัวเองว่าเราเป็นใคร? เราอยากทำอะไร? เพื่อใคร? มันเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด
  • Social Media ทำร้ายเราส่วนลึกส่วนนี้ที่สุด (ไม่ใช่ Spotlight แบบที่ทุกคนเข้าใจ) เพราะมันจะทำให้เรา สับสนกับเส้นทางของเรา เราจะเห็นคนหยิบยื่น แผนที่ใหมๆ่ในชีวิตเรามาเข้ามาเสมอ จนเรารุ้สึกว่าเราไม่ดีพอ?
  • ไว้เบ้นจะเล่าเรื่องต่อในบทอื่นๆ แต่วันนี้เรากลับมาที่ โฟกัส เราต้องกลับมาหา Light(แสง) ทั้งหมดของเราให้เจอกันใหม่ (Ted talk ของ James เผื่อใครอยากดูค้าบ)

2.เทคโนโลยี Design (ข้อนี้พีค)

ทีนี้ เราลองคิดดูว่า เราไปหาเพื่อนที่ต่างประเทศ

แล้วเราอยากจะเจอเขาทักหา คุณก็เลยเปิด Facebook

คุณค้นพบว่า มีการแจ้งเตือนขึ้นมากมาย

วันนี้วันเกิดเพื่อนของคุณใครบ้าง

มีคนแท็กคุณ มีเพื่อนคอมเมนต์เพื่อนอีกคน

มีเหตุก่อการร้าย ภัยพิบัติ แล้วระบุว่าเพื่อนของคุณใครปลอดภัยบ้าง

มีเหตุการณ์วันนี้ในอดีต เกิดอะไรขึ้นบ้าง (อันนี้เบ้นเปิดแทบทุกวันเสียเวลามาก)

“แต่ไม่มีการแจ้งเตือนไหนเลยว่ามีคนอยู่ใกล้ๆคุณในชีวิตของจริงๆ

ไม่มีบอกเลยว่าตอนนี้ ผม กับ คุณว่างนะ เรามากินกาแฟกันหน่อยไหมหละ?

Social Media ส่วนใหญ่จะบอกว่าจะทำให้ โลก Connect กัน “แต่”

Connect กันโลกของผมนะไม่ใช่โลกของคุณ

เราต้องมองให้ออกภายใต้สิ่งที่เรียกว่า Social Media มันคือ Business (มันต้องสร้างเงิน)

Social Media สร้างเงินทุกทุกวินาทีที่คุณยังอยู่ที่นี่

เสียเงินทุกวินาทีที่คุณออกจากAppsไป

Social Media อยากให้คุณเลื่อนนิ้วต่อไป เลื่อนต่อไป อย่าหยุด! (แม่ง555)

ทุกครั้งที่คุณส่งข้อความอัพเดท Status ลงรูปอะไรบางอย่าง

เรื่องของคุณถูกนำไป นำไปขายในรูปแบบของข้อมูล (Data)

ลองคิดดูสมมุติว่า Socia Media มี 2 New Feeds (2 แบบ ว่าจะเอาอันไหนให้เราดู)

อันนึงเต็มไปด้วยคลิปที่ทำให้คุณรู้สึกสงบและมีความสุข

อีกอันเต็มไปด้วยคลิปที่ทำให้คุณโกรธ โมโห เกลียด ไม่ปลอดภัย

คุณคิดว่า เขาจะเลือกอันไหนให้เราดู?

เอาจริงๆ เขาไม่สนใจคุณหรอกว่าคุณจะดูอันไหน (อ่าว555)

เขาสนใจแค่ อันไหนคุณอยู่ต่อ แล้วไม่ออกไปจากเขา

และนั้นคือ Algorithm หลังบ้านของทุก platform

(แต่จากในมุมจิตวิทยา algorithm จะเลือกให้เราโกรธ เพราะว่าจากงานวิจัย ความโกรธทำให้เรารู้สึกสนใจกับมันนานมากกว่าความชอบ)

พอเราโกรธไม่พอมันจะพาเราไปรวมกับพวกที่โกรธเหมือนเรา (นั้นคือเหตุผลทางการเมืองเราถึงเจอแต่พวกเดียวกับเรารวมตัวกันตลอดเวลา แล้วก็ไม่เคยเจอคนเห็นต่างกับเราเลย)

ทุกๆครั้งที่เราพยายามวางโทรศัพท์จะมี Engineer วิศวกร อัจฉริยะ หัวกระทิ ระดับโลก

เป็น 1000 คน มารุม ช่วยกันพยายามทำให้เรากลับมาเข้า apps ใหม่ (เหมือนมี Fcเลย55)

.

Tristan Harris (Former ของ Goolgle engineer)

“บอกว่าทุกอย่าง มันถูก Technology Design มาให้เราติด”

ขนาดคนใน Google ยังนั่งเช็ค Gmail กันทั้งวัน555

ไม่ต้องโทษตัวเอง มันเป็นเรื่องของ Ux (User Experience ) และ Ui (User Interface)

โดยเฉพาะ การมาของ Filter Snapchat (แตุ่ทุกวันนี้ IG,Tiktok ทำได้ล้ำกว่าละ)

มันทำให้เรามองตัวเราเองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนเราติดการมองตัวเองในนั้น เพราะเรา

รู้สึกเห็นตัวเองใน Version ที่ดีกว่าเสมอๆ(ถึงขนาดมีคนไปศัลยกรรมตาม Fliter ของตัวเอง

หนึ่งในอดีตทีมงาน ที่ Googleplex(สาขาหลักของGoogle) อธิบายว่า

กว่า 50% ของการแจ้งเตือน Platform ทั้งหมดเป็นอะไรที่แค่ต้องการให้เรากลับมาเปิด Apps อีกครั้งนึง ทั้งที่ๆจริงๆการแจ้งเตือนนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเราขนาดนั้น

มันพยายามทำลายสามัญสำนึกความเงียบแล้วก็ความสามารถในการคิดของเรา

(เดี๋ยวจะอธิบายต่อในข้อ 3. ว่าทำไมความเงียบ ทำไมมันถึงสำคัญมากๆ )

.

วันนึง James Williams (อดีต Former Google strategist)

ได้มีโอกาสเจอ Lead Designer (หัวหน้านักออกแบบ Platform) กว่า 1,000 คน

เจมส์ ถามคำถามง่ายๆ กับคนทั้งห้องว่า

“มีใครในห้องนี้ที่อยากอยู่ในโลกที่คุณ Design เองไหม?”

ไม่มีใครในห้องยอมยกมือเลย!

แล้วทุกคนก็มองหน้ากันแล้วจบลงด้วยความเงียบทั้งห้อง…….

3.Disuption of Mind Wandering (การขัดจังหวะของการเหม่อลอย)

วันนึง Johann (ผู้เขียนหนังสือ) นั่งรถไฟไปอีกเมืองนึง ซึ่งใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง

ระหว่างนั่งรถไฟ เขาต้องการให้ทุกอย่าง Productive ที่สุด

เขาพยามทำงาน ฟัง Podcast อ่านหนังสือ ทำทุกอย่างที่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า แบบทุกวินาที

แล้วเขาก็เหลือบไปเห็น คนๆนึงนั่งโง่ๆอยู่ 5-6 ชั่วโมงแทบไม่ทำอะไรเลย

เขาคิดในใจ “มึงโง่ปะวะ มึงปล่อยเวลากว่า 6 ชั่วโมงผ่านไปโดยที่มึงไม่ได้ทำอะไรเลย”

ตอนนั้นเขาได้แต่ตัดสินคนๆนั้นว่า เป็นคนไม่มีประสิทธิภาพ ชีวิตคนเราสั้นจะตายเราต้องใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุด เขาไม่เข้าใจการกระทำของคนๆนั้นเลยสักนิด

แต่จริงๆความเข้าใจทั้งหมดของเขามันผิดไป นั้นเป็น ที่มาของการเข้าสุ่วงการ Focus และ Productive อย่างแท้จริง

การเหม่อ (Mind Wandering ) ทำให้เราฉลาดขึ้น

Modern Psychology USA ก็สรุปเห็นพ้องเช่นกันตั้งแต่ ปี 1890 ว่า

Attention คือ Spotlight(แสงเฉพาะจุด)

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนรู้แล้วว่ามันทำงานประมาณไหน ประเด็นคือ

ถ้าเราส่อง สปอตไลท์เราไปที่การอ่านหนังสือ แต่ มือถือหรือ Social Media ก็พยายามจะเรียกแสงของเราคืนด้วยระบบ Notification(การแจ้งเตือน)

เพราะงั้นหลักการ Disrupt สมาธิมันง่ายมากๆ

มันทำให้เรา ใช้ Spotlight ตลอดเวลา เราจะไม่มีทางได้เหม่อ เราจะจ้องนุ้นจ้องนี้ตลอด

ละนั้นทำให้ทุกวันนี้ วันๆนึงเราแทบไม่ได้เหม่อเลยเลย

What happen during mind wandering? (มันเกิดอะไรขึ้นตอนใจเราเหม่อ?)

Nathan Spreng ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ที่ Mcgrill uni and York in England สรุป ระบบการโฟกัส และการเหม่อออกมาตามนี้

  1. เวลาเราอ่านอะไรอยู่(เหมือนตอนนี้) เราจะแบ่งส่วนนึงของ Focus ของเราไว้ “เอ๊ะ” แล้วถามคำถามแรกคือ “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเราในชีวิตของเรา?” เราจะไม่ได้ Focus แค่อย่างเดียวตลอด แต่เราจะแบ่งที่ส่วนนึงเอาไว้ให้เราเข้าใจชีวิตของเราด้วย
  2. พอเราเริ่ม เอ๊ะใจ มันจะเริ่มสร้าง New Connection การเชื่อมต่อใหม่ๆเข้ากับสิ่งที่เราเจอมาอันใหม่ เพื่อจะสร้าง ระบบการแก้ปัญหาใหม่ๆ Framework วิธีการมองโลกมุมอื่นๆ
  3. โดยมันจะทำงานต่อ ในช่วงที่เรากำลังเหม่อเลย(MindWandering) (แต่ถ้าเป็นหนังสือเล่มอื่นอย่าง Hyperfocus ของ Chris Bailey จะเรียกสิ่งนี้ว่า “โหมดผ่อนคลาย”)

Nathan Spreng (Psychology McGill University) บอกว่าเวลาเราเหม่อลอยเราจะเข้าสู่ “Mental Time Travel” หรือสภาวะท่องเวลา โดยเราจะเชื่อมทุกอย่างในอดีตของเราเข้าด้วยและ พยายามทำนายอนาคต เพื่อคาดเดาและแก้ไขปัญหา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต

เราต้องFocus และผ่อนคลายเพื่อทำให้ระบบของเราได้สลับกัน”

เพื่อทำให้เราใช้งาน Spotlight ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สรุปคือระบบ Mind Wandering(เหม่อลอย) เป็น Crisis ที่สังคมเราเจอในปัจจุบัน

พอเราเหม่อ หรือ ผ่อนคลายไม่ได้ ก็ทำทำให้เราไม่สามารถ Creative ได้

จริงๆเรายังโฟกัสได้เหมือนเดิม แต่ function ใช้ไม่ครบloop เราจึงไม่พัฒนา”

พอเราช้ำกับการโฟกัสทีละสั้นๆตลอดเวลาเราจึงไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวอะไรให้ชีวิตเราพัฒนาได้ มากขึ้น เพราะเราไม่ได้เหม่อเพื่อให้มันเชื่อมโยงแต่เรา Focus ตลอดใน Social

มันเป็นเหตุผลทำไมผมถึงชอบเขียนบทความยาวๆ มาลงเว็บ แล้วแยกเราออกจาก

Social Media เพื่อจะทำให้เราได้ใช้ Functions Focus แบบครบ Loop

ไม่งั้นคุณอ่านบทบ้านี้มาตั้งนานเดี๋ยวคุณก็ลืมมันละ (เสียเวลาชีวิตจัดๆ55)

ถ้าคุณอ่านเรื่องนี้ใน Social Media คุณไม่น่าจะอดทนได้นานขนาดนี้555 (ผมด้วย)

เพราะงั้น อย่าลืมใส่ E-mail แล้วผมจะส่งอะไรให้คุณได้ Connection ชีวิตกันทุกสัปดาห์(ยังไม่เลิกขายของอีก)

และเราก็นำไปสู่ประเด็นสุดท้ายเรื่องของ ร่ายกาย อาหาร และ ความเครียด

4.ร่างกาย,ความเครียด และอาหาร

A. Physical (ร่างกาย)

ถ้าจะเอาแบบให้สั้นโครตๆ (เข้าใจทุกคนสมาธิสั้น555 เบ้นด้วย)

คือเราโฟกัสได้น้อยลงเพราะเรา “นอนน้อย” 

การนอนเป็นพื้นฐานที่ Basic ที่สุด สำหรับการทำให้เรา Focus ถ้าสังเกตุเราจะไม่ได้เลยถ้าเรานอนไม่พอ ซึ่ง อันนี้ขอข้ามเลย เพราะทุกคนพิสูจน์กันมาหมดแล้ว

เพราะพวกเราคือแก๊ง “ขอบตาดำ” ด้วยสิ่งต่างๆที่ Distract เรามาขนาดนี้ 

ต่อมาคือ

“ทักษะการอ่านของเรา” คือเรามีแนวโน้มจะอ่านแบบ

skim and scan มากขึ้นถ้าเราอ่านผ่านจอ ซึ่งจะทำให้เราเสียสมาธิได้ง่ายกว่า

การอ่านอะไรผ่านกระดาษจริงๆ (สังเกตุตัวเองเวลาเราอ่านผ่านกระดาษเหมือนเราจะมีโฟกัสดีมากกว่า แล้วจะเข้าใจได้ และ จำได้ยาวนานกว่า)

จากการอ่านในยุคที่อ่านหนังสือกลายเหมือนกับการเราตัดขาดจากโลกปัจจุบัน ไปยังอีกโลกในหนังสือ”

แต่ในปัจจุบัน การอ่านผ่านจอเป็นเหมือนกับ การเดินอยู่ใน Supermarket ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมีของให้เราเลือกเยอะแยะ แล้วก็หยิบเฉพาะของที่เราอยากซื้อ

พอสักพักเราก็ลืมแล้วจะซื้ออะไร แต่เวลาเราอ่านหนังสือมันจะFocusเรื่องเดียวยาวๆ ลึกๆ

หลักการนี้เรียกว่า ”Screen inferiority’ คือมันเป็นภาวะนึงที่เกิดขึ้นเวลาที่เราอ่านผ่านหน้าจอ (Digital reading) แล้วพบว่าทักษะการอ่านแบบจับใจความของเรามันจะแย่ลง Focus และ เข้าใจมันมากๆไม่ได้ (นั้นเป็นเหตุผลทำไม เบ้นถึงต้องทำเว็บสรุปแยกออกมา แต่ไม่สรุปลง Social Media เพราะ เราจะหลุด Focus อ่านกันไม่จบแน่นอน)

ตอนที่ Johann อยู่ที่ Harvard วิจัยเรื่องนี้ เขาเคยคุยกับอาจารย์คนนึง

เขาบอกว่าเด็กๆที่ Harvard เริ่มมีปัญกับการอ่านอะไรยาวๆ จนถึงขั้นอ่านข้อสอบไม่ได้ จนสุดท้ายเขาไม่สามารถออกข้อสอบแบบยาวๆได้อีกแล้วเพราะเด็กอ่านไม่ไหว

Havard ถึงกับต้องให้ คลิปวีดีโอหรือ Podcast ฟังออกข้อสอบแทน?

มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่!?

B. Stress (ความเครียด)

จากผลสำรวจ Council for evidence in early 2020

Johann (นักเขียน) ตั้งทีม YouGov(หนึ่งในบริษัทที่ทำหนึ่งในบริษัทที่ทำเรื่องผลสำรวจได้ดีระดับโลกเขาได้ทำที่อเมริกา และ อังกฤษ)

โดยวิจัยสำรวจจาก คนที่ “เค้ารู้สึกว่าโฟกัสของเค้าแย่ลง”

แล้วถามถึงหาสาเหตุโดยมี 10 options ให้เลือกซึ่งอันดับเป็นดังนี้

1.ความเครียด เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เขาไม่สามารถโฟกัสได้

2.เขาต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม จนทำให้โฟกัสได้ไม่ดี

3.นอนไม่หลับ – โฟกัสได้แย่ลงเพราะมีปัญหาได้การนอน

4.โฟกัสได้แย่ลงเพราะ เล่นมือถือเป็นอันดับที่สี่

จาก Pull ตัวนี้ ทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่าจริงๆ สาเหตุของการ Focus เราแย่ลงมาจากความเครีดยที่สูงขึ้นด้วย อย่างที่ทุกคนรู้ความเครียด ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีขนาดนั้น ความเครียดบางครั้งทำให้เรา Focus ได้ดีแต่ถ้ามากไปก็มีผลต่อการ Focus เช่นกัน การติดมือถือไม่ใช่อันดับแรกแต่เป็นความเครียดที่เราควรให้ความสำคัญก่อนการติดมือถือ

C. อาหาร (Food)

อาหารคือ อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สมาธิของเราสั้นลง

ใน อุตสาหกรรมอาหาร(Food industries) จะต้องหาวิธีทำไงคนติดอาหารของเขา

วิธีการที่ง่ายที่สุดคือเล่นกับ ฮอร์โมน Dopamine(โดปามีน) เขาจะอัดน้ำตาลเข้าไปหนักๆเพื่อทำให้เราเสพติดมัน แล้วรุ้สึกดีเวลากิน ทำให้เราพอใจเวลากินมันตลอดเวลา

ลองสังเกตเวลาเรากินของหวานเยอะเยอะเราจะง่วงนอนแล้วไม่มีสมาธิ

Dt.drew ramsay (ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจิตวิทยา) ถามว่า พวกคุณลองเดาดูสิว่า

“Attention (ความสนใจ) ของเรามันมาจากไหน?”

คำตอบคือมาจากสิ่งที่เรากิน

ลองคิดดูว่า พลังงานของสมองของเรามาจากอาหารที่เราเลือกกิน สมองเราจะทำงานยังไงก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรา Input เข้ามา เพราะฉะนั้น

สมองเราทำงานเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรากินอยู่เสมอ

จินตนาการเราแชมพูเทใส่เครื่องยนต์ดูซิว่าเครื่องยนต์จะทำงานได้ดีไหม?

และแน่นอนว่าทุกๆครั้งที่เราพยายามจะเลิกกินอาหารพวกนี้ทีม Marketing (ทีมการตลาด)

“ก็พยายามจะทำให้พวกเรากลับมากินใหม่เช่นเดียวกันเพราะนี่คือธุรกิจ”

เราควรกินอาหารที่บรรพบุรุษเราเรียกสิ่งนี้ว่าอาหาร

อะไรที่ปู่ย่าตายายไม่รู้จักอย่ากินมัน

Michael pollan (คนเขียนหนังสือ Cooked)

สรุปง่ายๆก็ “You are what you eat” เราเป็นสิ่งที่เรากินเข้าไป

(วันนี้ขอไม่ลงลึกเรื่องน้ำตาล ไม่งั้นยาวมากๆแน่ไว้บทอื่นๆจะมาเล่าเรื่องนี้)

จริงๆยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือนี้เล่าเช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก การเพิ่มขึ้นของประชากร ADHD(โรคสมาธิสั้น) ซึ่งเบ้นขอข้ามไปจบเลย ก่อนสมาธิทุกคนจะหมดลง555

5.บทสรุปของสงครามโฟกัส (Social Detox แก้ปัญหานี้ไม่ได้)

James Williams (อดีต Former Google strategist) ผู้ศึกษาเรื่อง Attention แบบจริงจังมากๆ ได้ Mail มาบอก Johann ว่า

‘ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ผมจะบอกว่า Social Detox (การหยุดเล่น Social ) ไม่สามารถแก้เรื่อง Focus ได้เลย มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราใส่หน้ากากกัน Gas สองสัปดาห์แล้วอยู่แต่ในบ้าน แล้วสุดท้ายเราก็กลับมาใช้ชีวิตเล่น Social เหมือนเดิม’

ตัวเบ้นเองปี 2022 ก็เคย Social Dotox เป็นเวลา 6 เดือน (เลิกเล่นหมดเลยเหลือแต่ Line)

สุดท้ายเบ้นก็กลับมาเล่นหลัง 6 เดือน ก็มาติดเหมือนเดิม 555

เผลอๆติดหนักว่าเดิมอีก (เศร้า)

ในหนังสือ Together ของ  Vivek H Murthy M.D.  ได้บอกว่าจริงๆ แล้วเราเลิกเล่นไม่ได้

“ถ้าคนที่เลิกเล่น Social ก็เหมือนคนเดินถอยหลังเราจะยิ่งเหงากว่าเดิมอีก มันเหมือนทุกคนไปอยู่ในโลกอีกใบแต่เราเป็นคนแก่โบราณไม่เข้าใจอะไรโลกใหม่ใบนี้เลย”

สุดท้ายสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การ Social Detox ?

แต่เราควรทำอะไรหละ

ต้อง Sorry to say จริงๆ ครับทุกคน

ถ้านี่เป็นหนังสือพัฒนาตัวเองหรือ Hack หลอกลวง คงจะสรุปเรื่องราวแบบง่ายๆ

ผู้แต่งระบุปัญหาแล้วก็แก้ปัญหา(Solution) ที่เค้าแก้ได้ (แต่แก้กับคุณไม่ได้นะ)

แต่นี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการวิจัยการสัมภาษณ์เหล่าผู้เชี่ยวชาญ

สิ่งที่ผมพูดนี้มันซับซ้อนและมีหลายหลายมุมมาก ผมไม่อยากจะสรุปอะไรให้คุณฟังเลยเพราะ วิธีแก้ปัญหาของผมและคุณและหนังสือเล่มนี้จะไม่เหมือนกัน

ซึ่งนี้คือจุดยืนของ เบ้น ที่ะจะไม่ Lead อะไรที่ใช้ไม่ได้จริงๆ (มันไม่ make sense มากๆที่ผมจะมาเขียนแล้วให้ทุกคนอ่านว่าทำแบบนี้แล้ว จะแก้ได้ แต่แก้บ้าอะไรกันไม่ได้เลย)

ในมุมคนที่เข้าใจ จิตวิทยา(Psychology) แบบผมต้องบอกว่า การแก้เรื่องนี้มันค่อนข้างซับซ้อนและไม่สามารถแก้ตรงๆแบบ ทำตามผม นะ 1 2 3 4 ละจะหายได้เลย

แต่ผมจะพยายามรวบรวมคำแนะนำต่างๆในหนังสือเล่มนี้มาให้ทุกคนพอจะมีหลักการกลับไป

คำแนะนำสำหรับคนอยากกลับมามี Focus จากหนังสือ Stolen Focus

หลังจาก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เขียนจบ

เค้าให้สัญญาเลยว่าเขาจะปรับปรุงวิถีชีวิตของเขาดังนี้

1.คือเค้าจะหยุดสลับ Tasks เร็วมากเกินไป และพยายามทำทีละอย่าง

ไม่ ทำอะไรสลับไปสลับมารัวๆ หรือเสพอะไรรัวๆมากเกินไปจนเสียสมาธิ

2.เขาจะเปลี่ยนวิธีการตอบโต้การแจ้งเตือน(Notification) ทั้งหมดของเขา

Nir Eyal คนเขียน hooked (หนังสือเล่าว่าเราจะออกแบบยังไงให้คนติด)

ได้เสนอหลักการ “10 minute rule

ถ้าเกิดเราอยากจะเช็คมือถือลองรออีกซัก 10 นาที

แล้วเราค่อยเปิดมันหลังจากครบ 10 นาทีแล้ว เราจะพบว่าจริงๆมันไม่ได้มีอะไรเลย

3.เขาจะจัดระบบการเล่น Social ให้เป็นระบบมากขึ้น โดยจะเล่นเป็นเวลา

โดยผู้เขียนบอกจะเล่นเฉพาะที่คอมแต่ไม่เล่นที่มือถือ หรือ เล่นเฉพาะตอนเลิกงาน เป็นเวลา

(ข้อนี้เบ้นแนะนำให้ทุกคนเริ่มแบบ Basic ก่อนคือการตั้ง Screen time ว่าจะเล่นแต่ apps เท่าไหร่ แนะนำให้เริ่มต้นที่apps ละ 2 ชั่วโมง/วัน ก่อน หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าตั้ง limit ได้ )

4. Mind wandering (การปล่อยชิวเหม่อ)

เค้าจะพยายาม Connect สิ่งที่เราศึกษาในวันนี้และสิ่งที่เป็นอดีตและอนาคตของเขาเพื่อ Connect ให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้นทุกวัน

ออกไปเดินยาวยาวโดยที่ไม่ต้องอุปกรณ์อะไรเลย

ไม่ต้องฟังเพลงหรือ Podcast ใดๆทั้งนั้น

หลังจากที่เราใช้โฟกัสของของเราจะช่วยจัดระบบความคิดของเราได้ดีขึ้น

(Arnold schwarzenegger บอกว่าเขาจะไม่มีทางเล่นมือถือเลย ถ้าเขายังไม่เริ่มกินข้าว )

5. เค้าจะให้ความสำคัญกับเตียงนอน โดยไม่เล่นมือถือก่อนนอน(แสงสีฟ้าทำให้เรานอนยาก) และจัดระบบการกินและความเครียดให้ดีขึ้น

บทสรุปโดย Benz Arnun (เบ้นเอง)

เชื่อว่าหลายๆคน คงจะเครียดบ้างหรือรู้สึกปวดหัวกับบทสรุปที่ดูจะไม่มีสรุป และ มีหวังแบบนี้

เบ้นเข้าใจครับ จริงๆโลกเรามันต้องพัฒนาไปต่ออะไร รอดก็อยู่ต่อ อะไรอยู่ไม่ได้ก็จะหายไป

แล้วก็มีทั้งคนบอกว่าดี และไม่ดี มันเป็นเรื่องปกติครับ

อย่าไปโทษว่าแบบ เอ้ย เดี๋ยวนี้สมาธิสั้นกันจัง น่ากลัว บลาๆ จริงๆ มันเป็นโลกยุคใหม่ไปแล้ว

Nir Eyal คนเขียน hooked บอกว่า ทุกยุคสมัยก็จะมีปัญหาอย่างนี้

มันอยู่ที่ว่าเราจะมองด้านเสียงของมันหรือเปล่า

“ในปี 1950 หนังสือการ์ตูนก็เป็นข้อถกเถียงกัน

มีความเชื่อว่าหนังสือการ์ตูนจะสร้างความรุนแรงให้กับเด็ก

แล้วมันจะทำใหเด็กมีพฤติกรรมรุนแรง อาจมีการลักพาตัวบลาๆ ต่อต้านกันเต็มระบบ

แต่พอมาถึงยุคนี้ทุกคนก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติใช่ไหมหละ (เหมือนเล่นเกมละหัวรุนแรงยุคนี้)”

สิ่งที่เบ้นอยากทิ้งท้ายคือ อะไรที่คุณทำแล้วมันไม่แย่กับ Mental Health (สุขภาพจิต)

เล่นโทรศัพท์มากไปแล้วคุณรู้สึกแย่กับตัวเอง ก็ลดทอนมันหน่อย

ผู้แต่งเองก็แนะนำมาหลายวิธี เราหยิบยกบางอย่างมาใช้กันบ้างก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด

‘พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น โดยเข้ากับวิถีชีวิตของเรา’

นั้นคือคำแนะนำของผม ไม่ต้องไปบ้าจี้ หาเวลาไปเดินทั้งๆที่ไม่มีเวลาเดินเล่นด้วยซ้ำ

แต่แน่นอนใคร Focus ได้คุณได้เปรียบ แน่นอน

คุณจะคิดอะไรซับซ้อน ได้มากกว่าคนอื่น(Critical Thinking)

และแก้ปัญหายากๆได้ (Problem Solving)

Focus is the new Oil

มันคือน้ำมันยุคใหม่ที่ใครมีคุณจะได้เปรียบกว่าคนอื่นสุดๆ จะเป็นเชื้อเพลิงพาเราไปข้างหน้าได้มากคนอื่น

และลึกซึ้งกว่า คนอื่นที่กำลัง Focus ค่อยหายไป แต่คุณจะมีสิ่งนั้นกันต่อไปเพราะงั้น

“Do what you can” ทำอะไรก็ได้ที่เราทำได้ ตั้งเวลาเล่นมือถือน้อยหน่อย หาเวลาทำอย่างอื่นทดแทน เราต้องหาวิธีการของเรา สิ่งนั้นเรียกว่า ปรัชญาชีวิต (Philosophy of Life)

เขียน Focus ยังไงให้จบลงที่ปรัชญา5555 ก็ขอทิ้งท้ายไว้เท่านี้ครับ

.

จบไปแล้วทุกคนเก่งมากที่อ่านมาถึงตรงนี้

ผมบอกเลยว่าคุณมีสมาธิมากกว่าคนทั่วไปมากๆแล้ว

และผมต้องบอกเลยว่า ผมโกหกตอนแรกที่บอกอ่านแค่ 5 นาที (เลวมาก555)

จริงๆ คุณอ่านมันเกิน 5 นาทีไปนานแล้วว (บางคนเกิน 10 นาทีด้วย)

ก็แน่หละสิ ถ้าผมบอกอ่าน 10 นาทีคุณก็ไม่ยอมอ่านแล้ว สมาธิพวกเราสั้นจะตาย

10 นาที ยังรู้สึกว่านานไป นี้ผมหวังดีนะ อยากให้คุณฝึก Focus (หรอ?55)

รู้ตัวเปล่าคุณอ่านไป 4,000 กว่าคำแล้ว! (เทียบเท่ากับ 9 หน้าเลยนะ) แจ๋วเลย

คุณเก่งมากจริงๆ แต่ถ้าคุณอยากรักษา Skill Focus ต่อผมแนะนำให้

ใส่ Email ของคุณไว้ในเว็บนี้ ฟรี! (แต่อันอื่นไม่ยาวเท่านี้แน่ผมสัญญา5555มั้ง)

สุดท้ายโลกเราก็จะหมุนต่อไปครับ คนทำสื่อ ทำธุรกิจก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับ พฤติกรรมใหม่ๆ

มันอยู่ที่เราเลือกจะปรับตัวกับสังคมยังไง และเลือกหนทางไหนในชีวิตของเราที่เป็นเรา

ใครใคร่ อ่านก็อ่าน ใครใคร่ ฟังก็ฟัง เราไม่ต้องยุ่งเรื่องของเขา

เรามายุ่งเรื่องของเราว่าเราอยากจะเป็นแบบไหน อยากติดมือถือ ไหม อยากเป็นยังไง

นั้นแหละคือวิถีชีวิต ปรัชญาของเรา (Philosophy of My Life)

ขอให้ทุกวันของคุณเป็นวันที่มีความหมายนะครับ - เบ้น อานันท์ 

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีหาลูกค้า 10 คนแรกให้ได้ภายใน 10 วัน คู่มือฉบับมือใหม่สำหรับคนที่พึ่งมีไอเดีย

  • วิธียอมรับว่าตัวเอง เป็นคนไม่เก่งเพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น

  • เรียนยังไงให้สมองอยากจำ ไม่ใช่แค่ฝืนจำ ตามหลักการประสาทวิทยาของการเรียนรู้


ความเห็น

4 ตอบกลับไปที่ “Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)”

  1. ขอบคุณครับ

    ถูกใจ

  2. Chamil Manya อวตาร
    Chamil Manya

    ผมว่าดีนะ หลอกล่อให้ได้ฝึก Focus ด้วย ข้อมูลก็ดี ผมก็พยายามจัดการเรื่อง Focus และความ Creative ด้วย เมื่อวานผมฟังคลิปเกี่ยวกับ คนมุสลิม ที่เขาสอน เขาบอกว่า “ไม่ใช่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด” โคตร Made my day + การที่ผมได้มาอ่านบทความที่พี่เบนซ์ตั้งใจสรุป ผมก็ตกผลึกหลายๆอย่างชัดเจนขึ้น ก็คือตั้งใจที่จะ Focus ที่ละเรื่อง ทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ ไม่สลับ Task ไปมา

    ผมมีคำถาม2ข้อคือ
    1. จากข้อ 3. สรุปว่าการเหม่อ ดี หรือเป็น crisis? เพราะจับใจความได้ว่าเหม่อคือ ดี มันทำให้เราเอ๊ะ ชีวิตเรา แล้วก็ต่อยอด หาความเกี่ยวข้อง ว่าเราผ่านอะไรมา เราจะเอาไงต่อ บลาๆ
    2. จากข้อ 4. จากย่อหน้า “ทักษะการอ่านของเรา” เห็นเขียนว่า skim & scan บนสกรีน ทำให้เรามีสมาธิมากกว่า บนกระดาษ หรอครับ? แต่จากที่ชามิลอ่านต่อ เหมือนพี่จะสื่อว่า เราจับใจความได้แย่ลงถ้าอ่านบน Screen เทียบกับบนกระดาษ

    ถ้าพี่มีเวลาก็รบกวนตอบผมหน่อย หรืออาจจะกลับไปแก้คำให้ชัดเจนขึ้น เผื่อว่าผู้พัฒนาตนเองคนอื่นจะได้รับสารที่ถูกต้องขั้นกว่าเดิมครับ

    สุดท้ายก็ appreciate สิ่งที่พี่ทำตลอดมานะครับ ที่ workaholic แล้วก็ตั้งใจสร้าง life productivity และ ตั้งใจถ่ายทอด เป็นกำลังใจให้ครับ แต่ก็อย่าหักโหมจนเกินร่างกายนะครับ อย่าลืมว่าร่างกายเราสำคัญสุด อาหาร สิ่งที่เสพเข้าร่างกาย ก็มีผลต่อการโฟกัสเหมื่อนที่พี่สรุปไว้ Take care คับ

    ถูกใจ

    1. 1. เหม่อดี ทำให้เรา Connection อาจจะไม่่ใช่เหม่อ แต่เป็นการแบบ ผ่อนคลาย เดินเล่น ฟังเพลง ทำงานที่ไม่ใช้Focus
      2.ก็คืออ่านในจอ ไม่ดี55 เท่าอ่านกระดาษ
      ปล.ต้องขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้พี่ไม่ได้จดอะไรเป็นภาษาไทยเลย อาจจะมึนๆบ้าง เดี๋ยว จะพยายามพัฒนาการใช้ภาษาให้ดีขึ้นในบทต่อๆไป
      ขอบคุณมากๆเลย ที่อ่านจนจบ BRO !

      ถูกใจ

ใส่ความเห็น