- ปี 2566 สสส. รายงานผลวิจัย ว่า อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยสูงขึ้นแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน คำถามคือทำไม?

ในโลกที่เต็มไปด้วยกระแส ที่เต็มไปด้วยการเป็นเจ้านายตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการ
ในโลกที่เต็มไปด้วยการ ห้ามตกเทรน ใครช้า อดหมด Hook สุดแสนจะรู้สึกแย่ถ้าไม่รุ้เรื่องกับเขา(FOMO) โลกที่ย้ำตลอดว่าเราดีไม่พอเพียงใด รู้น้อยแค่ไหน อ่อนแค่ไหน
ในโลกที่บอกว่าเราต้องเรียนรู้ ตลอดเวลา ถ้าเราหยุด = เราถอยหลังละนะ
ในโลกที่บอกว่าเราควรจะเป็นอะไร เป็นใคร ถึงจะดี ถึงจะได้รับการยอมรับจากสังคม
การเป็นผู้ประกอบการ การตามเทรน ตามกระแส อัพเดทอะไรที่ใหม่ๆตลอดเวลา
มันอาจจะเป็นทางเลือกที่ Make Sense สำหรับทุกคนที่ฟัง
วันนี้เบ้นจะมาแบ่งปัน วิธีการเลือกใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา หรือ
“Philosopher Entrepreneur”
นักปรัชญาชีวิตของเราเอง
ปรัชญานี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้ากิจการ ก็สามารถเป็นได้ ใครก็สามารถจะเป็นได้
“ขอแค่เรากล้าที่จะเลือกหนทางของตัวเอง”
และเบ้นว่ามัน Make sense กับยุคนี้ที่ข้อมูลสาดกันรัวกระสุนขนาดนี้ เรามาลุยกันเลยทุกคน
[1/5] Start-Up, SME. เป็นนายตัวเอง คำศัพท์ต่างๆเหล่านี้หล่อหลอมขึ้นมาในสังคมเรา Metaverse Blockchains , Web3.0, AI, Fintech เรื่องราวๆใหม่ๆที่มีมาทุกวันได้นำพามนุษย์ไปถึงจุดที่
”What we supposed to be?” เราต้องเป็นคนแบบไหนเราถึงจะดีพอกับโลกใบนี้
โลกนี้พาเราเดินทางมาไกล เราต้องเจ้าของธุรกิจเท่านั้นนะ เราต้องรู้เรื่องนี้ได้แล้วนะ ก่อนจะตกยุค
Trend ใหม่กำลังมาแล้ว รีบตามให้ทัน!
ใช่ครับ การตามสิ่งเหล่านี้มันดี ผมไม่เถียง แต่ คำถามที่ผมถามต่อมาคือ “คุณจ่ายด้วยอะไร?”
ในมุม Psychology(จิตวิทยา) ราคาที่คุณจ่ายคือ “Mental Health” จ่ายด้วยจิตใจของคุณ
คุณลองคิดดู ถ้าคุณไม่ใช่คนติดมือถือ แต่คุณมาทำธุรกิจขายของออนไลน์ คุณต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น ไอคนสมาธิสั้นที่ต้องระแวงมือถือตลอด มันทรมานคุณขนาดไหน
ถ้าคุณก็เป็นคนชอบอ่านแต่ไม่ชอบฟัง แต่ Trend Podcast กำลังมาคุณต้องบังคับตัวเองให้ ไปฟัง Podcast เพราะ(ใครๆเขาก็ฟังกัน)
แต่ในความเป็นจริง จริตการเรียนรู้คนเรามันไม่เหมือนกันเลย บางคนอ่านแล้วเข้าใจกว่าฟัง แต่บางคนก็ฟังแล้วเข้าใจกว่าอ่าน แต่เราก็เฆี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้นผ่านการเข้าไม่เข้าใจตัวเอง
เราปลอบใจด้วยคำว่าพัฒนาตัวเองก็แบบนี้แหละ (ต้องเจ็บปวด ต้องฝืน)
เราไหลตาม Trend กระแสของโลกนี้ สักพักก็มีงานวิจัยใหม่โผล่มา
“ทำแบบนี้ดี ทำแบบนั้นดี ตื่นเช้า ดี ตื่นสายดี ทำงานกลางคืนรวยกว่า หรือ ทำงานหนักมากๆถึงจะรวย หรือ ทำงาน 4วัน/สัปดาห์ มีแนวโน้มผลลัพธ์ดีกว่า”
อีกเหตุผลนับร้อยที่มีหนทางให้เราเลือกอยู่เสมอในโลกใบนี้และนั้นเป็นที่มาของการมีสิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา(Philosophy) ต่อในข้อ[2/5]
การทำอะไรตามกระแสเป็นสิ่งที่ดี มันมีโอกาสพาคุณไปข้างหน้าได้ไว มันมีโอกาสพาคุณไปในจุดที่คุณไปไม่ถึง แต่คำถามนึงอยากให้แวะคิดก่อน “ตัวคุณเหมาะไหมหละ?”
[2/5] นั้นเป็นคำถามที่เราต้องฉุกคิดกันใหม่ เราอยากเป็นแบบที่โลกอยากให้เราเป็นไหม เพราะชีวิต ของเรามีเป็นร้อยเป็นพันเส้นทางให้เลือกเสมอ แต่มีแค่เส้นทางเดียว ที่เราทำให้มันเป็นจริงได้ (Reality)
และนั้นคือหนทางที่เราเลือกที่จะเป็น สิ่งนั้นคือ “ปรัชญาชีวิตของเรา (Philosophy of Life)”
มันเป็นหนทางที่เราอยากจะเลือกด้วยตัวเอง นั้นทำไมถึงเรียกว่าปรัชญา เพราะมันเหมาะกับแค่คุณ มันเป็นหนทางของคุณคนเดียว ไม่มีใครเป็นแทนเราได้ เราเลือกทางของเราเอง
คำว่าปรัชญา (Philosophy มากจากคำว่า philosophia, ‘ความรักในปัญญา’) แต่ปัญญา(Wisdom) นั้นคืออะไรกันแน่?
- สิ่งที่เรียกว่าปัญญา(Wisdom) คือการมองได้หลายมุมแล้วมองเห็นความจริงของสิ่งๆนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นปรัชญา จึงเป็น “ความจริง” ของผู้ที่มองหามัน ปัญญาคือ ความรู้ที่เรามองเห็นมันแล้วเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริง
- เมื่อสมัยก่อน หลักคณิตศาตร์ ก็เป็นวิชาปรัชญา ก่อนทีแรก ก่อนจะถูกจำแนกให้เป็น ฟิสิกส์แทนใน ศควรรษที่ 19 เพราะฉะนั้นความเป็นปรัชญามัน ซับซ้อนมากๆ เบ้นเล่าวันนี้ก็ไม่หมด
- แต่ถ้ากลับมาเรื่องของเรา ถ้าเรามองในมุมของนักปรัชญา(Philosopher) สิ่งที่นักปรัชญาเริ่มถามหาความจริงอย่างแรกที่ใกล้ที่สุดคือ “ความจริงเกี่ยวกับตัวเขาเอง?” ในข้อ[3/5]
“ปรัชญา จะทำให้เราไม่หลงทางในโลกที่วุ่นวาย”
Benz Arnun
[3/5] “ปรัชญา จะทำให้เราไม่หลงทางในโลกที่วุ่นวาย”
แต่เราจะรู้ได้ไงว่าอะไรกันแน่ที่เรามันวุ่นวาย อะไรกันแน่ที่มันควรจะเป็น?
คำตอบของนักปรัชญา คือการ สำรวจตัวเอง (Self-Experimentation) :
สิ่งแรกที่เราควรค้นหาตัวเองคือเอาแบบง่ายๆเลยคือ หาว่าตัวเองกำลังมีปัญหาเรื่องอะไรในชีวิต (Problem of life)
เพราะสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหา = สิ่งทีเราติดอยู่แล้วไม่เข้าใจมัน
เราก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาของเรา (Solution of life)
.
- ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องเงิน ทำโปรเจคเกี่ยวกับการทำธุรกิจ Freelance หาความรู้ในการหาเงิน
- ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการยิงโฆษณา Take Course เรียนลงมือทำ หาวิธีใหม่ๆ หาความรู้ใหม่ๆ(ทักมาหาเบ้นก็ได้)
- ถ้ามีปัญหาสุขภาพ ลองหาโปรแกรมออกกำลังกาย ฝึกนอนให้เป็นเวลา เรียนรู้เรื่องโภชนาการ
- ถ้ามีปัญหาความมั่นใจ เล่นกล้าม ฝึกแต่งตัว ชมตัวเอง หาแบบฝึกหัดพัฒนาตัวเอง มองหามุมดีๆของตัวเรา
- ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ฝึกทักษะการฟัง ฝึกทักษะEmpathy เรียนรู้เรื่องราวของกันและกัน
.
คุณจะเห็นว่าจริงๆสิ่งที่คนเราเรียกว่าเป็นปัญหามันไม่เหมือนกันเลย
“คนอ้วนอยากผอม คนผอมอยากอ้วน”
แค่สองสิ่งนี้วิธีการใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกันแล้ว คนนึงต้องกินน้อย คนนึงต้องกินมาก แล้วเรื่องอื่นๆอีกหละ?
นั้นเป็นที่มาของการค้นหาคำตอบของตัวเองที มันไม่ใช่ว่า คนบอกว่ามี Six pack แล้วคุณจะมั่นใจขึ้น แต่มันมาจากหลายมิติ หลายองศา คุณอาจจะไม่มั่นใจเรื่องการพูดกับคนเยอะๆ หรือ อาจะไม่มั่นใจเรื่องความสามารถของตัวเอง ความจริงของเส้นทางแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนตื่นเช้าทำงานได้ดี จริงไหม? จริง แต่อีกคน ทำงานกลางคืนได้ดี จริงไหม? ก็จริงอีกอะ
เราต้องอุดปัญหาของเราด้วยวิธีการของเรา (นั้นทำไมวิธีลดน้ำหนักถึงมีหลายวิธี)
ละสิ่งนั้นคือการเป็น นักปรัชญาของชีวิตตัวเราเอง มันคือหนทางที่เราเลือกจะใช้ชีวิตแบบไหนเพื่อตอบโจทย์ชีวิตเราในแบบนั้น ไม่ใช่เป็นอะไรก็ไม่รู้ที่โลกบอกว่าควรจะเป็น และนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Philosopher Entrepreneur ใน[4/5]
“ปรัชญามันไม่ใช่แค่แบบคำพูดเท่ๆสวยๆ เอาไว้พูดใส่คนอื่น แต่มันคือการเป็นสิ่งที่เราเลือกว่าเราจะเป็นใคร “
[4/5] ปรัชญา = สิ่งที่เราเป็น(ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด) การเลือกหนทางของชีวิตขึ้นอยู่กับชีวิตของเราเป็นอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักตัวเอง เราอยากเติบโต พัฒนาตัวไปเป็นใคร
ถ้าในโลกของเราปรัชญาคือ การหาเงิน ชีวิตที่เราเลือกก็ต้องเป็นงานที่ทำให้ได้สูงสุด แล้วด้านอื่นล้อมรอบ
ถ้าในโลกของเราปรัชญาคือ ความสัมพันธ์ ชีวิตที่เราเลือกก็คือเอาความสัมพันธ์เป็นที่ตั้งแล้วใช้ชีวิตด้านอื่นล้อมรอบความสัมพันธ์
แต่ถ้าในโลกของเราปรัชญาชีวิตเราคือ อิสระ ชีวิตเราก็ต้องเลือกหนทางที่ทำให้เราเกิดอิสระ
นี้คือสเน่ห์ของปรัชญา มันสามารถแปรเปลี่ยนได้ ตาม อายุ ตาม เวลาของพวกเรา บางช่วงในชีวิตเราอยากเป็นยังไง เราอยากจะเห็นชีวิตเราเป็นแบบไหน
อะไรที่เรามีความหมายกับเราในเวลานี้ ไม่ใช่เป็นแบบที่สังคมบอกว่าดี
และนี้คือ Philosopher Entrepreneur เพราะเราเป็นนักปรัชญาที่ประกอบการชีวิตของตัวเราเอง และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเลือกหนทางของเราด้วยตัวเอง เราจะรู้สึกชีวิตเราสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
นักปรัชญาสโตอิก Epictetus บอกว่า
“No man is free who is not master of himself”
แค่นี้เลย Make sense มาก ถ้าเราควบคุมหนทางชีวิตของเราเอง ผ่านปรัชญาเรา เราจะ เป็นอิสระกับความต้องการของสังคม เพราะเราเลือกชีวิตของตัวเราเอง แต่ถ้าเราไม่เลือกหนทางปรัชญาของเรา
จะมีคนมาบอกว่าเราต้องเป็นใคร ต้องทำอะไร ต้องตื่นกี่โมงถึงดี นอนกี่โมงถึงดี ต้องดีแค่ไหน แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราควบคุมอะไรในชีวิตไม่ได้ มันจะทำให้เรา ดิ่ง (Depressed ) รู้สึกแย่ เพราะเราไม่เคยได้เลือกชีวิตของเรา
ปรัชญาจะทำให้เราเป็นอิสระ แล้วทีนี้จิตวิทยา (Psychology) กับปรัชญา (Philosophy) ทำงานไปด้วยกันยังไงหละใน [5/5]
[5/5] จิตวิทยา(Psychology) = เข้าใจสิ่งที่ผ่านมา ทำไมทำสิ่งนั้น
ปรัชญา(Philosophy) = สิ่งที่เราเลือกจะทำหลังจากนี้
เข้าใจ ปรัชญา + จิตวิทยา = เข้าใจชีวิต
เราศึกษาจิตวิทยาเพื่อให้เราเข้าใจการกระทำหลายๆอย่างของเราในอดีต แต่เราศึกษาปรัชญาเพื่อจะเลือกสิ่งที่เราเลือกจะทำต่อในอนาคต ปรัชญาจะทำให้เราไม่หลงทางไปในโลกที่แสนวุ่นวาย
มี Case Study ในชีวิตเราเยอะมาก ลองนึกดูในชีวิตมีครั้งไหนไหมที่เรา เลือกทำในสิ่งที่ สังคมไม่ทำ แต่เราเลือกทำ แล้วเราภูมิใจกับสิ่งนั้นไหม สิ่งนั้นคือปรัชญาของเรา เราเป็นนักปรัชญากันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะเราแตกต่างกันเสมอ
ถ้าเราเข้าใจจิตวิทยา เราจะเข้าใจทำไม ลูกค้าต้องซื้อของเรา(Marketing) + ทำยังไงให้ลูกค้าซื้อของเรา(Sale)
ถ้าเราเข้าใจปรัชญา เราจะเข้าใจว่าทำไม เราต้องขายของให้ลูกค้า(Purpose) เราทำเพื่ออะไร เพื่อเงิน? เพื่อสังคม? เพื่อความภูมิใจในตัวเองว่าเราก็ทำได้?
นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราเดินเคียงคู่กันไปขนานกันระหว่าง โลกของ จิตวิทยา(Psychology) และ โลกของ ปรัชญา (Philosophy) เราต้องมีสองสิ่งที่เดินไปด้วยกันจะทำให้เราเข้าใจ Inside and Outside ของตัวเรา
เราสามารถเลือกจะเป็น Philosopher Entreprenuer ได้เลย ณ ตั้งแต่ตอนนี้เลย (Now)
คำว่า Now จากภาษาลาติน Novus Homo ถ้าแปลตามตัวแบบว่า “คนใหม่”
ทุกช่วงเวลามันคือโอกาสที่เราะจะได้เลือกที่จะเป็นคนใหม่อีกครั้ง
เลือกที่จะเป็นนักปรัชญาของชีวิตของตัวเอง ด้วยเส้นทางตัวเอง ไม่ใช่เส้นทางกระแสของโลก
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ





ใส่ความเห็น